Jump to content


Photo

(นิยาย) บันทึกรักพลทหาร Private Supermodel and the Love Commander

นิยาย

  • Please log in to reply
67 replies to this topic

#1 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 January 2014 - 12:56 AM

บันทึกรักพลทหาร

Private Supermodel and the Love Commander

 

 

1484733_698699866828333_1008923390_n.jpg

 

 

 

เมื่อชีวิตซูเปอร์โมเดลที่กำลังรุ่งโรจน์ของฉันต้องเดินมาถึงจุดเปลี่ยน
เมื่อความเป็นชายในอดีตยังทิ้งร่องรอยเอาไว้


 

"หนีทหาร"


 

คำพูดที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตของฉัน
จากนางแบบสุดเริ่ดบนแคทวอล์ต เข้าสู่ค่ายทหารรั้วเขียว ตารางการฝึกสุดโหด
และไหนจะผู้หมวดสุดเฮี้ยบที่ถูกส่งมาคอยควบคุมฉันเป็นพิเศษ


 

ความสนุกสนาน เฮฮา
และความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นในค่ายทหารนี้
ชีวิตของซูเปอร์โมเดลอย่างภัทรียาจะเป็นอย่างไรต่อไป แสนยากจะคาดเดา
แต่ที่รู้ตอนนี้คือเสียงนกหวีดที่ดังขึ้นเหมือนกำลังบอกว่า
ได้เวลาถอดส้นสูงลงสนามแล้ว พลทหารใหม่!

 

 

 

..............................................

 

 

 



#2 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 January 2014 - 01:07 AM

ตอนที่ 2 Are You Kidding Me?


 

(ตั้ม's)


 

 

          "เอ้า ถึงแล้ว" ผมหันไปบอกผู้โดยสารที่ไม่ได้เต็มใจให้ขึ้นมาด้านหลัง จริงๆ อยากจะพูดว่าให้ลงไปได้แล้วมากกว่าด้วยซ้ำ

 

 

          "เชอะ ฉันเห็นแล้วแหละหน่าไม่ต้องทำหน้าไล่ขนาดนั้นหรอก" คนพูดทำหน้าเบะใส่ผม ก่อนจะอ่ำๆ อึ้งๆ ซึ่งผมรู้ว่าคงอยากจะกลั้นหายใจพูดคำนั้นออกมา เลยยักคิ้วแทนคำถามว่ามีอะไรจะพูดไหม แต่ก็ยังทำหน้ามุยไม่พูดซะที


 

          "อ้าว มีไรอีกละ หรือว่าติดใจซ้อนท้ายผม ไม่น่าละกอดซะแน่น" จากหน้ามุยๆ กลายเป็นทำตาโตถ้าผมตาไม่ฝาด ผมเห็นเธอหน้าแดงนะ ก่อนจะแสดงอาการอะไรไปมากกว่านั้นผู้โดยสารจำเป็นของผมก็ได้ฤกษ์พูดซะที แม้จะดูไม่เต็มใจก็ตาม


 

          "อี๋ ฉันแค่อยากจะขอบคุณหรอกย่ะ หลงตัวเอง"


 

          "อ้าวจะไปรู้หรอ ผมมองจากกระจก เห็นทำหน้าเคลิ้มซะขนาดนั้น" ก่อนจะอ้าปากเถียงอะไรอีก โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นซะก่อน


 

          "ค่ะเจ๊ ภัทรถึงแล้ว หน้าห้างเนี่ย ได้ค่ะ เดี๋ยวภัทรเข้าไปทางนั้นค่ะ รับรองไม่ทำแผนเซอร์ไพรส์เจ๊พัง ทางนั้นไม่น่าจะมีคนเห็น เคค่ะ วิ่งไปเดี๋ยวนี้แหละ" เจ้าของมือถือหันมาทำสายตาคาดโทษผม ก่อนจะรีบรับสายคุยไปด้วย พร้อมโบกมือบ๊ายบายลาผมและวิ่งออกไป


 

 

อะไรของเค้านะ บทจะมาก็มา จะไปก็ไป ผู้หญิงอะไร ควรจะเรียกผู้หญิงดีไหม แต่ก็ต้องผู้หญิงสินะ ตอนผมเบรกทีรู้สึกนิ่มที่หลังขนาดนั้น ชนมาได้ ไม่รู้จักระวังตัวบ้างเล๊ย มัวแต่คิดอะไรเพลินจนลืมเลยว่าแม่ผมรออยู่นิหน่า ผมรีบหาที่จอดแล้วรีบเข้าห้างไป


 

 

          "ครับแม่ผมถึงหน้างานแล้ว ไหนแม่บอกงานเล็กๆ ไงละ ผมไม่ได้แต่งตัวอะไรมานะ" ก็ที่ผมเห็นแต่ละคนนี่จัดกันมาเต็มหัวจรดเท้าเลย เพชรขนกันมาทั้งบ้านเลยมั้งนั้น


 

          "ไม่ต้องห่วงหรอกตั้ม แม่ให้คนจัดชุดไว้แล้วแม่เป็นแม่งานทั้งที แม่ไม่ให้ลูกน้อยหน้าหรอก เปลี่ยนชุดแล้วรีบเข้ามาละกันนะลูก" ผมตอบก่อนจะวางสายและรีบรับชุดจากผู้ช่วยแม่ที่เดินเอาออกมาให้ก่อนจะเข้าไปให้มันจบๆ ไปซะที

 

 

          "ตั้มทางนี้ลูก" ผมไหว้แม่ก่อนจะเดินไปนั่ง ดีเหมือนกัน ถ้ามาเร็วกว่านี้คงมีหวังต้องเดินตามแม่ไปสวัสดีคนนั้นคนนี้ คุยเรื่องเดิมๆ หัวเราะกับมุกแป้กๆ ของบรรดาคุณป้าทั้งหลาย


 

 

          "แหม ยิ้มแย้มหน่อยก็ได้นะลูก แม่พามางานการกุศลนะ ไม่ใช่พามาดูหนังชีวิต น่าลูกจะเครียดไปไหน" แม่หันมาพูดกึ่งดุกึ่งขำ ทำเอาผมอดยิ้มไม่ได้


 

 

          "คร้าบบบ จะพยายามนะ แม่ก็รู้มานั่งปั้นยิ้มใส่สูทแบบนี้ไม่ใช่ผมเลย" ผมพูดเสียงเนื่อยๆ


 

          "ย่ะ พ่อผู้หมวด เลือดทหารพ่อแรงจริงนะลูกคนนี้" แน่ล่ะ พ่อผมก็เป็นทหารและไม่ใช่หนุ่มสังคมแบบนี้เหมือนกัน


 

          "เริ่มแล้วๆ ดูสิจะมีนางแบบคนไหนถูกใจลูกแม่บ้างไหมน้าาา" แม่ทำหน้าตื้นเต้นกับโชว์ตรงหน้า


 

ผมส่ายหน้าให้แม่เบาๆ เพราะผมรู้แม่ก็รู้ว่าผมไม่ค่อยชอบผู้หญิงกับเครื่องสำอาง ส้นสูง กระเป๋าแบรนด์เนมเท่าไหร่ ผู้หญิงที่ผมคบส่วนมากจะไม่ค่อยฉูดฉาดด้วยของพวกนี้ ผมคิดว่าของพวกนี้มันดู...ปลอม โชว์ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ผมแอบหาวเบาๆ ให้กับความง่วงและน่าเบื่อของโชว์ตรงหน้า

 

 

          "โอ้ย" แม่หันมาหยิกเอวผม

 

 

          "นี่ ตาตั้ม มาหาวอะไรตรงนี้" ผมว่าเอามือปิดปากแล้วนะ ยังอุตส่าเห็นอีก

 

 

          "ไม่ต้องทำเป็นเบื่อรับรองคนต่อไปลูกตื่นแน่ ลูกจำลูกชายของคุณลุงภพได้ไหม ไม่สิต้องเรียกท่านนายพลแล้วนิเนอะ" ผมพยายามนึกก่อนจะพยักหน้าให้แม่

 

 

          "ใช่เด็กผู้ชายที่เคยมาบ้านเราตอนเด็กๆไหม" ผมจำได้แม่นเลยก่อนที่พ่อผมจะเสีย ลุงภพกับพ่อผมค่อนข้างสนิทกันตั้งแต่เรียนโรงเรียนนายร้อย เข้าประจำการทหารก็พร้อมๆ กัน เลยได้เจอกันบ่อยๆ สิ่งที่ผมจำไม่ลืมคือลูกชายลุงภพชวนผมให้นั่งเล่นขายขนมเค้กด้วยกัน ผมเลยชวนไปต่อยมวยแทน ปรากฏว่าผมทำน้องเค้าร้องไห้ไม่หยุด คิดแล้วก็ขำ เด็กผู้ชายอะไรหน้าหวานขนาดนั้น ตัวเล็กๆ ขาวๆ กับบทบาทคนขายขนมเค้ก จะว่าไปก็เหมาะกันดี ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ ไม่เจอกันสิบกว่าปีแล้ว


 

          "นั้นไง เดินออกมานั้นแล้ว คนนี้แหละเซอไพรซ์งานแม่เลยนะ" แม่พูดอย่างภูมิใจนำเสนอ


 

ผมรีบหันไปทางเวทีที่แม่ชี้ไปทางลูกชายลุงภพ ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร อยู่ดีๆ ทุกคนที่นั่งดูเงียบๆ ก็ฮือฮาขึ้น ช่างภาพต่างรัวชัตเตอร์กันไม่หยุด แล้วผมก็เป็นอีกคนที่ต้องตะลึง อ้าปากค้าง


 

ผู้หญิงร่างสูงตรงหน้า กับชุดเดรสยาวสีดำปักเพชรระยิบระยับพร้อมผ้าขนๆ ที่แม่เคยบอกว่าเป็นเฟอร์คลุมไหล่ไว้ ยืนโพสอยู่กลางเวที ก่อนจะเดินเฉิดฉายไปจนถึงกึ่งกลางแคทวอล์ค คราวนี้ ผมต้องเหวออีกครั้ง เพราะนางแบบตรงหน้าปลดเฟอร์ที่คลุมช่วงบนลง เอามือนึงถือเฟอร์ลากพื้นไว้

และอีกมือนึงเท้าเอวโพส เป็นภาพที่ผมว่าดูมีพลังดึงดูดดี นางแบบเพียงคนเดียวแต่พร้อมสะกดทุกสายตาในงานได้ ยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อนางแบบจะหันหลังโพสก่อนเดินกลับ ทำให้เห็นชุดที่เปิดหลังคว้าลึกไปถึงเอว อวดผิวขาวเนียนตัดกับชุดสีดำ ผมว่าไม่ใช่ผมหูฟาดแน่ๆ ที่ได้ยินเสียง 'เฮือก' หลุดออกมาจากบรรดาผู้ชมชายในงาน การพรีเซนต์ชุดฟินนาเร่ของนางแบบที่ผมเห็นทำให้ทุกคนพร้อมใจกันปรบมือ ก่อนที่เธอจะค่อยๆเดินกลับเข้าไปหลังเวทีไป กว่าจะตั้งสติให้กลับมาได้ก็คือตอนแม่ผมหันมาบอกว่า

 

          "ไงล่ะ ตะลึงละสิ แม่บอกแล้ว ลูกตื่นแน่ๆ นั้นแหละ หนูภัทร ลูกของคนลุงภพ เด็กผู้ชายตอนเด็กๆที่ลูกเคยแกล้ง" ผมไม่รู้ว่าควรจะตกใจกับเรื่องลูกชายของลุงภพก่อนดีไหม แต่ประเด็นสำคัญคือ คนตรงหน้าคือคนที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ผมมาเมื่อกี้นี่อ่ะดิ

 


 

                                           ....................................................................................



#3 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 January 2014 - 01:25 AM

ตอนที่ 3 Worst Day...Ever!

 

 

 

           "อร้ายยยยย น้องภัทรเริ่ดมากค่ะ" เจ๊ริชชี่วิ่งมากอดฉันด้วยน้ำตา พร้อมทั้งขอบคุณรอบที่ร้อยแล้วละมั้ง

 

 

           "พอก่อนๆ เจ๊ ภัทรต้องเดินปิดอีกรอบนะคะ" ฉันรีบเตือนก่อนเจ๊แกจะคุกเข่ากอดขาชั้น

 

 

           "งั้น เดี๋ยวเจ๊มา เอ้า พวกหร่อน หร่อนด้วยมาเร็ว ยืนเรียงกัน เร๊วสิย่ะ" เจ๊ริชชี่หันไปสวมบทโหดชี้จุดยืนให้บรรดานางแบบหน้าใหม่ บางทีเจ๊แกก็ปรับอารมณ์เร็วเกินไป ฉันตามไม่ทัน

 

 

           "อ้าว คุณหญิงเชิญทางนี้เลยค่ะ เดี๋ยวพอนางแบบเดินออกไปคุณหญิงเดินออกไปคู่กับน้องภัทรนะคะ" คราวนี้น้ำเสียงเจ๊หวานละมุนขึ้นอีกครั้ง

 

ฉันแอบหันไปมองคุณหญิงอะไรนี่ของเจ๊แก ก่อนจะยกมือไหว้ หน้าคุ้นจัง แต่นึกไม่ออกว่าใคร

 

 

           "อะไรกันจำป้าไม่ได้ซะแล้ว ป้าเป็นภรรยาคุณต่อเพื่อนของคุณภพไง อ่อ เรียกคุณภพไม่ได้แล้วมั้ง คงต้องเรียก ท่านนายพลสินะ" คุณป้ายิ้มสดใสมาให้ฉันอย่างเป็นกันเอง อ่อ นึกออกแล้ว ตอนเด็กๆ ฉันเคยไปบ้านคุณลุงต่อหลายครั้งเลย

 

 

           "นี่หรอเซอร์ไพรส์ของเธอน่ะริชชี่ ขอบอกว่าเริ่ดมาก ถูกใจที่สุด" เจ๊ริชชี่รีบยิ้มประจบและย่อกราบชนิดที่ว่าไปประกวดมารยาทไทยได้เลย เป็นอีกครั้งที่เปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็ดจนฉันอดที่จะหันไปยิ้มแซวไม่ได้ คันปากอยากบอกเหลือเกินว่าถ้างานนี้ฉันมาไม่ได้ คงจะมีเซอไพรส์กว่านี้อีก เซอร์ไพรส์ของจริงเลยแหละ

 

 

           "แล้วหนูภัทรละลูก เป็นไงบ้างจ๊ะ คุณพ่อสบายดีไหม" คุณหญิงหันมาคุยกับฉันแทน เมื่อเจ๊ริชชี่เดินออกไปเตรียมนางแบบเพื่อเดินปิด

 

 

           "แข็งแรง สบายดีค่ะ คุณพ่อทำงานไม่หยุดเลยค่ะคุณหญิง" ฉันตอบและยิ้มให้แบบเกร็งนิดๆ เพราะแอบหาสรรพนามไม่ถูกเหมือนกัน

 

 

           "คุณหญิงอะไรกันละเรียกซะเหมือนเป็นคนอื่น เรียกป้าเหมือนตอนเด็กก็ได้ ว่าแล้วว่าโตมาต้องสวยเหมือนญา ป้ามองแว็บแรกคิดว่าญามายืนอยู่ตรงนี้" คนที่คุณป้าพูดถึงคือแม่ของฉันเอง ท่านไม่สบายหนักตั้งแต่ฉันยังเด็ก แล้วก็จากไปอย่างสงบ

 

 

           "เห้อออ ป้าขอโทษนะหนูภัทร เห็นหน้าหนูแล้วก็อดคิดถึงเพื่อนรักไม่ได้" ฉันยิ้มผ่อนคลาย ก่อนจะลูบมือคุณป้าเบาๆ ฉันเคยเห็นในอัลบั้มแม่มีรูปคู่กันกับคุณป้าเยอะเลย ท่าทางจะสนิทกัน เจ๊ริชชี่สะกิดส่งสัญญาณเราสองคนเพราะถึงคิวต้องเดินแล้ว

 

 

ฉันจับมือคุณป้าขึ้นบนเวที และเดินไปพร้อม โดยนางแบบคนอื่นๆ ที่เดินขึ้นมาก่อน ขนาบข้างสองฝั่งยืนปรบมือ มีตัวแทนส่งมอบดอกไม้ให้คุณป้า ยืนถ่ายรูปหมู่เป็นอันเสร็จพิธีวันนี้แล้ว ถ้าหากแต่สายตาไม่หันไปตามเสียงของคนข้างๆ ที่หันไปเรียกใครบางคน

 

          "ตั้มมานี่ลูก มาด้วยกันเร็วๆ แม่ขอรูปเดียว จะได้เจอหนูภัทรด้วยไงลูก" ผู้ชายร่างสูงคมเข้มในชุดสูทสบายๆ ดูหล่อเท่พอจะทำให้สาวๆ ในงานและบรรดานางแบบเหลียวมามองพลางซุบซิบ กรี๊ดกร๊าดกันเบาๆ ฉันว่าหมอนี่หน้าคุ้นๆนะ พอเดินมาใกล้ๆ ชัดเลยแหละ อีตาคนขับรถปากจัดหลงตัวเองเมื่อกี้นิ

 

 

          "สวัสดีครับ" อีตานี่ส่งยิ้มกวนๆ มาให้ ฉันยังต้องรักษามาดไว้อยู่เพราะกล้องหันมาทางพวกเราเต็ม ทำให้ทำได้เพียงต้องยิ้มตอบและยกมือไหว้สวัสดีผู้ชายที่เหมือนจะอายุมากกว่าแม้จะไม่อยากทำก็ตาม

 

 

          "นี่ไง หนูภัทรจำพี่ตั้มเค้าได้ป่าวละ" พี่ตั้ม ตั้มไหนอย่าบอกนะว่า...

 

 

          "ไปเล่นขายขนมเค้กกันไหม" อีตาคุณตั้มกระซิบพร้อมถือวิสาสะโอบเอวฉันก่อนจะยิ้มร่าให้กล้องตรงหน้า พอชั้นจะขืนตัวออก ร่างสูงข้างๆกลับยิ่งกระชับแน่น กระซิบมาเบาๆ ที่ทำเอาฉันขนลุก

 

 

          "อะไรกัน ทีตอนคุณกอดเอวผมยังยอมให้กอดดีๆ เลย" ท่าทางจะเตรียมมากวนโมโหฉันเต็มที่เลยสินะ 

 

 

          "ได้สิคะ" ชั้นไปยิ้มหวานตอบ อย่าคิดว่าจะแกล้งชั้นได้คนเดียวนะ ฉันโอบไปที่เอวใต้สูทก่อนจะหยิกเนื้อผู้ชายขี้แกล้งนี่ซักที

 

 

           "โอ้ย"

 

 

           "เป็นอะไรลูก" คุณป้าหันไปถามอาการลูกชายด้วยหน้าสีงงๆ

 

 

           "ไม่มีอะไรครับ พอดีผมไม่ค่อยชินกับแสงแฟลช แสบตานิดหน่อย"

 

 

            "อ่อ จะเสร็จแล้ว ดูหนูภัทรเป็นตัวอย่างซิ ยังยืนยิ้มไม่มีบ่นเลย เป็นทหารฝึกหนักกว่านี้ตั้งเยอะไม่ใช่รึไง" หมอนี่เป็นทหารหรอ ไม่น่าละผิวเข้มเชียว ผิดกับแม่ที่ขาวผ่องออร่า แม้จะอายุมากแล้วก็ตาม

 

 

คนโดนดุหันไปยิ้มให้แม่ ก่อนหันมาพูดแบบไม่ออกเสียงทีอ่านปากได้ว่า 'ทีใครทีมัน เดี๋ยวโดนแน่' หึ มีหรอคนอย่างฉันจะกลัว ฉันหันไปทำแบบเดียวกับที่เค้าทำ ก่อนจะขยับปากช้าๆให้อ่านว่า 'กลัวตายละ' ก่อนจะทำเป็นหัวเราะเหมือนคุยกันถูกคอซะเต็มประดา

 

 

พอลงจากเวทีได้ก็เดินจ้ำ เรียกว่าวิ่งจะตีกว่า เปลี่ยนชุดจะได้รีบกลับ รถก็จอดไว้ซะไกล วันซวยอะไรก็ไม่รู้ ไม่คิดเลยว่าอีตามอเตอร์ไซหลงตัวเองจะมาเป็นลูกคุณหญิงวิไลเพื่อนสนิทคุณแม่ และภรรยาเพื่อนคุณพ่อ แถมยังเป็นพี่ที่ชอบแกล้งฉันร้องไห้ตอนเด็กๆอีกด้วย โอ้ย น่าอับอายจริง

 

 

            "เจ๊ ภัทรกลับก่อนนะ" ฉันรีบไหว้ลาก่อนเจ๊ริชชี่ก่อนจะมาเว้าวอนขอบคุณฉันอีกรอบ คงไม่ได้กลับบ้านแน่วันนี้ แถมพรุ่งนี้ยังต้องไปทำวีซ่าแต่เช้าด้วย อีกอย่างคือฉันกลัวเจอใครบ้างคนที่ไม่อยากเจอนะสิ

 

 

            "เห้ย" คิดปุ๊ปเจอปั๊ปเลยหรอเนี่ย เลี้ยงกุมารไว้รึเปล่า ยังมีหน้ามายืนยิ้มอีก ฉันจะเดินหลบก็ก้าวมาขวางไว้

 

 

            "มีอะไร" ฉันพยายามลดคำพูดกับคนตรงหน้าให้น้อยที่สุด

 

 

            "อะไรกันคุณ ไม่สิน้องภัทร ทำไมพูดกับพี่แบบนี้ล่ะครับ"  ตอบกลับมาแบบนี้แสดงว่ามันตั้งใจกวนประสาทกันโดยเฉพาะเลยใช่ไหม

 

 

            "นี่นาย ถอยไปเลย ฉันรีบ" ฉันรีบเดินผ่านผู้ชายตรงหน้าไปก่อนที่ประโยคที่ชั้นไม่อยากได้ยินที่สุดจะดังตามมา

 

 

            "รีบไปทำขนมเค้กหรอ" นั้นไง กรี๊ด มันไม่ลืมจริงด้วย ฉันหันควับไปทำตาเขียวปั๊ดใส่ แต่ดูท่าทางจะไม่กลัว แถมยังหลุดหัวเราะออกมาอีก ได้ จะเล่นงี้ใช่ไหม จะได้รู้ไว้ว่าตอนนี้นะ มวยฉันก็ต่อยเป็นนะ

 

 

            "ไม่หรอก วันนี้จะต่อยมวยแทน" ฉันเหวี่ยงมัดออกไป กะเล็งตรงปากเน้นๆ แต่ไหง มันหยุดอยู่อย่างนั้นละ

 

 

            "เร็วไปมั้ง...น้อง" หมอนั้นคว้าข้อมือฉันไว้ทัน ก่อนจะตอบเรียบๆ ด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเหนือกว่า หื้ย เคยเป็นไหม โกรธมาก แต่สู้ไม่ได้ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมร้องไห้ฟ้องพ่อแบบตอนเด็ก ฉันยิ้มหวานให้คนตรงหน้า ก่อนจะกระทึบส้นสูงที่มั่นใจว่าอย่างน้อยใส่รองเท้าหนังอะไรมาก็ต้องเจ็บแน่ๆ

 

 

            "โอ้ย ซี๊ด เล่นกันแรงแบบนี้เลยหรอ" ฉันแลบลิ้นใส่ก่อนจะวิ่งออกมาให้ไกลที่สุดจากผู้ชายปากเสียนั้น นี่ยังพยายามตะโกนเรียกชื่อฉันพร้อมโวยวายอะไรไม่รู้เรื่องอีก อายชาวบ้านเค้าไหมนั้น

 

 

 

ความซวยของฉันดูจะยังไม่จบสิ้นหลังจากต้องเดินออกมาถึงริมถนนที่จอดรถไว้ เมื่อรถที่หวังจะขับกลับ กลับกำลังถูกยกขึ้นไปบนรถอะไรสักอย่างและขับออกไป

 

          "เห้ย หยุดเดี๋ยวนี้นะ จะเอารถฉันไปไหน ไอ้บ้าเอ้ย" ฉันอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ เหลือเกิน ติดแต่ว่ากรี๊ด...ไม่เป็น จึงได้แต่บ่นอยู่กับตัวเอง และคงไม่ต้องเดาสินะ จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อ เพราะมอเตอร์ไซค์คันเดิมกับคนที่ไม่อยากเจอมาจอดอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

............................................................................



#4 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 January 2014 - 01:33 AM

โฟร์ฝากลิงค์ไว้ก่อนนะคะ ตอนแรกกะว่าจะลงในนี้ให้เท่ากันเลย แต่ปรากฏว่าตอนก็อปมาลงการจัดย่อหน้ามันสลับมั่วไปหมด แล้วกด tap ย่อหน้าไม่ได้เลย ไม่รู้เป็นเพราะใช้ Google Chrome รึเปล่า เดี๋ยวเปลี่ยนเครื่องลองเป็น Internet Explorer แทน เพราะลงแบบมึนๆ ไป เดี๋ยวจะอ่านยาก พาลทำเสียอรรถรสเปล่าๆ

 

ใครจะอ่านก่อนตามไปในเด็กดีได้นะคะ ลงนำไปก่อนแล้ว http://my.dek-d.com/....php?id=1085023 

 

*ถ้าแปะลิงค์ผิดกฏลบได้นะคะ พอดีเพิ่งสมัครค่ะ มีอะไรแจ้งได้น้า ขอบคุณค่ะ



#5 CarimA

CarimA

    Webmaster of Missladyboys.com

  • Admin
  • PipPipPipPipPip
  • 1745 posts
  • Gender:Female
  • Location:Mlbs Office, Bangkok Thailand
  • Interests:Show

Posted 15 January 2014 - 09:14 AM

ขอบคุณมากๆคะ



#6 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 January 2014 - 07:38 PM

ตอนที่ 4 "OK,Thank You, Bye"


 

 

 

 (ตั้ม's)


 

 

             "อ้าว ลูกจะกลับเลยรึเปล่า" ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะกอดแม่ละสวัสดีเตรียมลาออกมา


 


 

             "เดี๋ยวๆ นี่ ไปส่งหนูภัทรขึ้นรถก่อน จริงๆ แม่อยากจะแวะไปขอบคุณน้องเค้าเองนะ คนจัดงานเพิ่งเล่าให้แม่ฟังนะว่านางแบบที่จะเดินตอนแรกป่วยกระทันหัน เลยต้องให้หนูภัทรมาเดินแทน แม่ฝากไปบอกขอบใจน้องแทนแม่หน่อยนะ แม่ปลีกตัวไปไม่ได้เลย" ผมคงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสินะ เล่นรวบรัดมาขนาดนี้


 

 

ผมยืนรออยู่หลังห้องแต่งตัวสักพัก จนในที่สุดคนที่รอก็เดินออกมาด้วยท่าทางประหลาดๆ


 

 

            "เห้ยยย" ผมอดขำไม่ได้กับคำทักทาย และท่าทางเหวอๆ ของคนตรงหน้า ก็ว่าดอมๆ มองๆ อะไรคงจะตั้งใจหลบผมละสิ

 

 

            "มีอะไร" คนตรงหน้าพูดอย่างรำคาญ พร้อมเชิดหน้าจ้องตาผม

 

 

            "อะไรกันคุณ ไม่สิน้องภัทร ทำไมพูดกับพี่แบบนี้ล่ะครับ" ตอนแรกผมว่าจะมาคุยด้วยดีๆตามที่แม่บอก แต่เห็นแบบนี้ก็อดจะแซวไม่ได้ แหย่นิดแกล้งหน่อย ของขึ้นง่ายตลอด สนุกดี


 

 

            "นี่นาย ถอยไปเลย ฉันรีบ" คนตรงหน้ารีบพูดตัดบททำท่าทางฟึดฟัดแถมกระทืบเท้าสะบัดสะบิ้งเดินออกไปโดยไม่หันมามองผมเลย คงต้องงัดไม้ตายสินะ ถึงจะยอมยืนหยุด


 

            "รีบไปทำขนมเค้กหรอ" หยุดจริงด้วยคราวนี้หันมาทำตาโต หน้าแดงที่ไม่รู้โกรธหรือเขินทีผมแซว ทำผมหลุดหัวเราะมาไม่รู้ตัว คนตรงหน้ายิ่งเห็นแบบนั้นรีบเม้มปาก กำมือแน่นก่อนจะยิ้มน้อยๆ มุมปาก

 

 

            "ไม่หรอก วันนี้จะต่อยมวยแทน"

 

 

             หมับ

 

 

             ผมจับได้ทันอยู่แล้ว ผมฝึกต่อสู้มาตั้งเยอะ กับแค่ต่อยมาตรงๆแบบนี้แถมพูดเตือนก่อนอีก ทำไมจะรับไม่ได้

 

 

             "เร็วไปมั้ง....น้อง" ผมก้มไปกระซิบข้างหูเบาๆเน้นคำว่าน้อง ก่อนจะทันได้พูดอะไรอีก ผมคงลืมฝึกหลบอาวุธที่เรียก ส้นสูงสินะ


 

 

             "โอ้ย" โครตเจ็บอ่ะ

 

 

             "เล่นกันแรงแบบนี้เลยหรอ" ขนาดผมใส่ร้องเท้าหนาละนะ คนตรงหน้าแล็บลิ้นใส่หน้าผมก่อนจะวิ่งออกไป


 

              "อ้าว คุณเดี๋ยวๆ รอก่อน แม่ผมแค่จะให้มาขอบคุณคุณเฉยๆ เห้ย หยุดวิ่ง ก่อนดิ" จริงๆ ผมจะวิ่งก็ทันแต่อายคนอื่่นเค้ามองกันหมดแล้ว เอาเป็นผมทำหน้าที่ตามที่แม่บอกแล้วละกัน อ่อ ลืมไป ต้องส่งขึ้นรถด้วยสินะ...


 

 

ผมสตาร์ทรถขับออกมาทางเดิม และอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด นางแบบของผมก็ยืนเป็นพริตตี้รถล่องหน เพราะรถตรงหน้าถูกยกไปแล้ว แม้คนตรงหน้าจะคือคนเดียวกับนางแบบที่สวย เซกซี่จนทำให้ผมตะลึงบนเวทีเมื่อกี้ แต่อารมณ์ที่ผมมองเธอตอนนี้กลับต่างกันลิบลับ ก็มันดูแล้วน่าตลกซะไม่มี หน้ามุยๆนั้น ยืนทำท่าเหมือนกำลังทะเลาะกับตัวเอง ท่าทางเพี้ยนๆ ปากบ่นขมุบขมิบไม่หยุด ช่างขัดกับภาพลักษณ์และหน้าสวยๆ โดยสิ้นเชิง

 


 

              "ไงละคุณ" ผมทักไปงั้นแหละ แค่เห็นแล้วสนุก น่าหยอก แปลกดีที่ยิ่งทำน่าโกรธ ยิ่งไม่น่ากลัว


 

 

นางแบบตรงหน้าผมยังคงโกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟัน บ่นกระปอดกระแปดแต่คำเดิมๆ "เพราะนายนั้นแหละๆๆๆ ก็รถมันติดนี่หน่า
ฉันไม่อยากไปทำงานสาย" ประโยคสุดท้ายดูอ่อยลงชวนสงสาร อย่างน้อยมันก็งานแม่ผมละนะ


 

 

                "เอาไง หรือจะให้ผมไปส่ง" ผมถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วมันคงไม่พ้นอะไรประมาณ


 

 

                "ซ้อนท้ายนายไป ฉันโบกแท็กซี่ไปเองปลอดภัยกว่า จะไปไหนก็ไปเลยไป ยืนขวางหูขวางตาอยู่นั้นแหละ เจอนายแล้วชีวิตฉันมีแต่ความซวย" บิงโก! ถูกเป๊ะตามที่คิดไม่มีผิด ถ้าคิดว่าผมจะง้อ ส่งหมวกให้ใส่ จับมือขึ้นรถเหมือนในพระเอกในละครคุณคงคิดผิด ผมทำหน้าที่ผมเสร็จแล้ว


 

 

                "ผมรู้อยู่แล้วละว่าคุณจะตอบแบบนี้ จริงๆ แม่จะให้มาขอบคุณคุณที่ช่วยมาเดินแบบให้ แล้วก็ส่งคุณขึ้นรถ แต่ดูเหมือนรถจะไม่อยู่แล้ว แต่ผมทำตามแม่บอกเสร็จละ งั้นไปนะ" ผมคงไม่รอคนตรงหน้าพูดอะไร ปล่อยให้ทำหน้าประหลาดที่ไม่ทันได้เถียงไว้แบบนั้นแหละ ตลกดี ผมเองก็ต้องรีบเข้ากรมเหมือนกัน เพราะพรุ่งนี้ต้องเป็นวันที่คนมาเกณฑ์ทหารกันคงเป็นอีกวันที่วุ่นวายน่าดู

 

 

 


 

                                               .................................................................................................


 

58876-r-1382506643758.jpg



#7 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 16 January 2014 - 12:31 AM

ตอนที่ 5 Blacklist


 

ให้ทายว่าฉันกลับยังไง คงไม่พ้นแทกซี่สินะ เพราะอีตาคุณตั้มคงไม่ได้มีน้ำใจอะไรขนาดจะไปส่งหรอก เพราะฉันเชิดใส่ก็รีบไปเลย ไม่มีง้อสักคำ เออใช่ รถฉัน ฉันรีบหยิบโทรศัพท์หาผู้ช่วยยามมีปัญหาหมายเลขหนึ่งทันที


 

 

               "วิวววววว" ฉันรีบป้อนเสียงหวานลากยาวลงไปตามสาย

 

 

               "โหย เรียกแบบนี้ พูดมาเลยมีเรื่องอะไร ขอแบบเน้นๆ เนื้อๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมเลย ว่ามา" เบื่อคนรู้ทันตลอด

 

 

               "ดีเหมือนกัน กระดากปากตัวเอง ชิส์ รถโดนยกไปแล้ว พอดีจอดไว้ริมถนนข้างห้างที่มาเดินแบบวันนี้ จัดการให้ด้วย จะกลับบ้านนอนละ เหนื่อย" ฉันรีบตัดสายไปก่อนที่จะวิวจะเข้าสู่โหมดคุณพ่อคนที่สองบ่นฉันเหมือนคนแก่


 

 

วิวเป็นลูกชายของทหารคนสนิทของพ่อ เท่าที่ฉันรู้คือพ่อวิวเสียชีวิตไปแล้ว และคุณพ่อฉันสัญญากับพ่อวิวว่าจะเลี้ยงดูวิวเหมือนลูกแท้ๆคนนึง ส่วนแม่วิวฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก และก็ไม่ได้อยากจะไปถามถึงเรื่องในอดีตสักเท่าไหร่เพราะถ้าพ่ออยากให้รู้คงบอกฉันไปแล้ว


 

 

วิวกับฉันเราสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าโตมาด้วยกันเลย ฉันเข้าเรียนก่อนเกณฑ์เกือบปี ในขณะที่วิวก็เรียนช้าไปนิด เนื่องด้วยช่วงเดือนที่คาบเกี่ยว ทำให้เราเรียนชั้นเดียวกัน เพียงแต่เกิดคนละปี โตกว่ากันไม่มาก แต่วิวชอบทำตัวแก่เกินวัย ผู้ใหญ่เกินตัว พอเริ่มโตฉันก็ไม่ค่อยเรียกวิวว่าพี่ซะเท่าไหร่แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนเรียนวิวเคยบอกเองว่าไม่ต้องเรียกหรอก เรียนห้องเดียวกันไม่อยากดูแก่ หลายคนสับสนว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน เพื่อน พี่น้อง ผู้จัดการส่วนตัว
หรือว่าแฟนกันแน่ ฉันเองก็ไม่รู้วิวอยู่ในฐานะอะไรในชีวิต แต่บอกได้เลยว่านอกจากพ่อแล้ววิวคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตฉัน

 

 

วิวมีหน้าที่ดูแลฉันแทนพ่อในทุกๆ เรื่องสกรีนงานที่รับ เพื่อนที่คบ ของที่ซื้อ รายจ่ายทั้งหมดที่ต้องเบิกที่วิว ฉันมองว่าวิวเหมือนเป็นผู้ปกครอง เป็นตัวแทนของพ่อที่บางครั้งทำหน้าที่ได้ดีเกิ๊น จนฉันนึกว่าวิวเป็นพ่ออีกคนไปซะแล้ว

 

 

หลังจากอาบน้ำทำอะไรเสร็จฉันก็เช็คมือถือ มีข้อความจากวิวส่งมา


 

'คืนนี้ยังเคลียงานไม่เสร็จ คงไม่ได้กลับห้อง เรื่องรถจัดการให้เสร็จแล้ว เช้าๆ จะให้คนเอาไปจอดไว้ให้'


 

วิวยังคงเป็นพี่วิวคนเก่งของฉันเสมอ ไม่มีปัญหาอะไรที่วิวเคลียให้ไม่ได้ ฉันเลยรีบพิมพ์ข้อความส่งไปขอบคุณ และบอกฝันดีราตรีสวัสดิ์ สงสัยคงงานยุ่งจริงไม่งั้นคงโทรมาแล้ว ฉันจึงไม่อยากโทรไปกวน เลยเลือกส่งเป็นข้อความไป ก่อนนอนก็โทรเชคงานกับเจ๊ริชชี่เรื่องถ่ายแบบวันมะรืน ก่อนจะเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นไปทำวีซ่าแต่เช้า

 

 

Zzzzzz


 

 

เสียงโทรศัพท์บ้านดังกวนตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงดี ใครโทรมาว่ะเนี่ย ฉันปิดมือถือตอนนอน ฉะนั้นคนโทรมาบ้านได้มีแค่พ่อกับวิวสองคน


 

            "ฮาาาโหลลล" ฉันทำเสียงเหมือนยังไม่ตื่นดีลงไป


 

            "ว่าแล้วต้องยังไม่ตื่น รีบลุกเลย เดี๋ยวไปช้าคนเยอะอีก เร็วๆ เลย ห้ามนอนต่อนะ" ปลายสายบ่นออกมาตามสไตล์

 

 

            "รู้แล้วน่า บ่นเป็นตาแก่เชียว บ่นนักไมแค่นี้ไม่ไปให้ล่ะ" ฉันจิ๊จ๊ะออกมาเบาๆ


 

 

             "ก็บอกแล้วว่าติดประชุมจริงๆ พูดเหมือนทุกทีไปเองงั้นแหละ อีกอย่างนี่ก็อยากไปเที่ยว ไม่ได้เกี่ยวกับงาน ลงมาจากห้องเลย ขับรถไปสองแยกก็ถึงละ หัดทำอะไรเองซะบ้าง เอกสารเตรียมไว้ข้างคอมให้หมดแล้ว ไปถึงก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่เค้า แค่นี้นะ"


 

โอ้ย ชีวิตนี้สิ่งที่ฉันโครตเกลียดเลยคือการตื่นเช้านี้แหละ เพราะงานส่วนมากจะเป็นงานเดินแบบกลางคืน หรือถ่ายแบบซึ่งก็จะนัดช่วงบ่าย ฉันลุกไปอาบน้ำแต่งตัว รีบๆไปทำให้มันเสร็จๆ ก่อนวิวจะสวมวิญญาณคุณพ่อโทรมาบ่นอีก

 

 

Dance the night away, live your life and stay young on
the floor... Dance the night away, grab somebody and drink
a little more..La la la la la, lalalalalala la laaaa!


 

เสียงมือถือฉันดังอีกแล้ว ฉันชอบเพลงเจโล เลยเอามาตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าแต่พอได้ยินมากๆ เริ่มเอียนแล้วนะ สายเข้าแต่ละที ทำชีวิตวุ่นวายตลอดเลย


 

 

            "สวัสดีค่ะพ่อ" ฉันทำเสียงล้อๆ เมื่อเห็นวิวโทรมาอีกแล้ว

 

            "ไม่ต้องมาประชดเลย" วิวพูดขำๆ พลางทำเสียงดุใส่

 

 

            "เออๆ ถึงแล้วละน่า มีอะไรอีก"

 

 

            "ไม่มีอะไรแต่จะบอกว่าปิดเครื่องนะ ต้องเข้าประชุมแล้ว เสร็จแล้วเจอกันที่บ้าน อย่าไปก่อเรื่องอะไรอีกละ" แล้วไอ้พี่วิวก็ตัดสายไป ปล่อยให้ฉันจิ๊จ๊ะก็โทรศัพท์อยู่คนเดียว ทำเหมือนฉันเป็นเด็กอยู่ได้


 

 

ฉันเดินเข้าไปรับบัตรคิว รับเอกสารมากรอก และนั่งรอ มาเช้าก็ดีแหะ ลองหันไปมองแถวตอนนี้คนยาวเฟื่อยเชียว วิวคิดอะไรไม่เคยพลาด ฉันรู้ว่าวิวโทรมาเพราะหวังดี บางทีฉันก็รู้สึกสบายขึ้นเยอะเลยพอมีวิวอยู่ด้วยเนี่ย

 

 

เสียงประกาศ หมายเลขของฉันดังขึ้น เลยรีบลุกเดินไปที่ช่องยื่นเอกสาร พาสปอร์ตอะไรต่อมิอะไรไม่รู้ให้ไปทั้งแฟ้มอ่ะ
พนักงานก้มไปดูๆ คีย์ข้อมูล พลางมองหน้าชั้น ทำแบบนี้ประมาณสามรอบจนฉันต้องถามเพราะคนตรงหน้าดูอ่ำๆอึ้งๆ ไม่พูดอะไรอีกมาซะที

 

 

             "มีอะไรรึเปล่าคะ ถ้าเรื่องใบเปลี่ยนชื่อ หรือเรื่องที่เป็น mister เอกสารใบรับรองอยู่ในนั้นหมดแล้วนะคะ" ฉันเจอปัญหานี้บ่อยกับเรื่องคำนำหน้าชื่อในเอกสาร จนต้องพกติดตัวไว้ในกระเป๋าทุกใบเลย


 

            "เปล่าค่ะ ดิชั้นรู้จักคุณภัทร ตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะคะ" แหม ถ้าฉันเป็นหัวหน้าที่นี่คงเลื่อนขั้นให้คุณน้องหน้าหมวยตรงหน้านี้เป็นรางวัลในฐานที่พูดได้ดี
แต่สรุปมันมีปัญหาอะไร ฉันหันไปเลิ่กคิ้วมองหน้าแทนคำถาม


 

 

            "คือชื่อคุณภัทรอยู่ในแบล็คลิสออกนอกประเทศไม่ได้อ่ะค่ะ" แบล็คลิส? พอฉันทำท่าจะโวย คุณน้องเธอก็รีบชิงตอบ


 


 

            "คือคุณภัทรไม่ได้ไปรายงานตัวเกณฑ์ทหาร พูดง่ายๆ คือคุณภัทรเป็นบุคคลหนีทหารอยู่น่ะค่ะ"


 

 


 

                                            .......................................................................................



#8 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 17 January 2014 - 03:33 AM

ตอนที่ 6 Take Your Responsibility


 

 

               "พูดง่ายๆ คือคุณภัทรเป็นบุคคลหนีทหารน่ะค่ะ" ประโยคนั้นยังคงลอยอยู่ในหัวฉันเหมือนโล่งๆ เหวอๆ จะโวยวายก็ไม่รู้จะโวยเรื่องอะไร รู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ในโรงเรียนตามที่อยู่ที่น้องหน้าหมวยเธอให้มา ในนี้ถูกจัดเป็นซุ้มๆ มีผู้ชายมากมาย บางคนนั่งกันที่พื้น บ้างก็กำลังเดินไปเดินมา แต่พอฉันเดินเข้ามาเหมือนสายตาทุกคู่นั้นจ้องมากันมาที่ฉันเป็นสายตาเดียว

 


 

นึกย้อนกลับไปที่น้องหน้าหมวยนั้นพูดเมื่อเกือบชั่วโมงก่อน


 

 

               "คุณภัทรอย่าเพิ่งตกใจนะคะ อย่างคุณภัทรไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกค่ะ ไปแค่ทำเรื่องสละสิทธิ์ก็น่าจะเรียบร้อยแล้ว อันนี้ในฐานะแฟนคลับคุณ ดิฉันมีเบอร์ของสัสดี พอดีน้องชายดิฉันก็ต้องไปรายงานตัววันนี้เหมือนกันค่ะ"


 

 

               "วันนี้หรอคะ"


 

 


 

               "ใช่ค่ะ ตอนนี้เก้าโมงกว่า ขับรถไปแปปเดียวก็ถึง เอกสารคุณภัทรก็น่าจะมีพร้อมแล้วมั้งคะ ดิฉันเห็นในแฟ้มมีแทบจะทุกเอกสารเลย" คุณน้องเธอยังพูดไม่หยุด
เข้าหูบ้างไม่เข้าหูบ้าง แต่รู้ตัวอีกที ฉันก็มาอยู่ที่นี่แล้ว


 

 


 

เสียงเฮ เสียงโห่ร้อง จากด้านในนั้นดังอย่างต่อเนื่อง ระหว่างที่เดินเข้ามามีเสียงวิ๊ดวิ๊ว ผิวปากแซวจากบรรดาผู้ชายแถวนี้ยังคงดังขึ้นเป็นระยะๆ หากแต่เสียงที่อยากได้ยินนี่สิ มันหายไปไหน


 

 


 

ฉันกดมือถือเบอร์ไอ้พี่วิวรอบที่...ไม่ต่ำกว่า 30 แล้วแน่นอน แต่ยังคงได้ยินเสียงของผู้หญิงคนเดิมตลอดทุกครั้งที่โทร ‘หมายเลขที่ท่านเลข ไม่สามารถติดต่อได้....’ โทรอีกครั้งก็เป็น ‘Sorry, the number that you've dialed....’  ไม่ต้องรอให้พูดจบฉันก็กดวางไป


 

 

โอ้ย มาปิดเครื่องอะไรตอนนี้ละเนี่ย ประชุมอะไรไม่เสร็จสักที แล้วฉันจะทำไงต่อละเนี่ย ไม่อยากไปรบกวนพ่อเลย เพราะช่วงนี้พ่อดูยุ่งมาก น่าจะเป็นเพราะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหญ่มาหมาดๆ ฉันคุ้นๆ ว่าเรื่องนี้พ่อกับวิวจัดการเรื่่องผ่อนผันตอนฉันเรียนอยู่ต่างประเทศและทำเรื่องสละสิทธิ์ไปแล้วนิ เพราะวิวโทรมาเร่งเช้าเร่งเย็นให้ฉันไปสถาทูตไทยเพื่อขอใบรับรองว่าอยู่ที่นั้นจริงๆ ส่วนใบรับรองจากจิตแพทย์ก็มีไว้หลายใบตั้งแต่ตอนทำเรื่องแปลงเพศแล้ว ละไหงอยู่ดีๆ ฉันโดนข้อหาหนีทหารได้ล่ะ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว

 


 

ไอ้พวกนี้แม่งก็มองกันจังว่ะ ขืนรอแต่ไอ้พี่วิวมีหวังไม่ได้ทำไรกันพอดี ฉันกลั้นใจเดินไปตรงซุ้มที่อยู่ใกล้สุด แต่เหมือนคนจะเยอะจังแหะ อี๋ อย่ามาเบียดฉันนะ


 

 

              "พี่คะ" ฉันพยายามพูดเสียงให้ดูหวานและฉีกยิ้มนางงามไปให้ผู้ชายตรงหน้าเพื่อเรียกความสนใจ และได้ผล เค้าหันมามองฉันตาเยิ้มเชียว ไม่ใช่แค่พี่ทหารข้างหน้าหรอก ผู้ชายรอบข้างเลยมั้ง เหมือนอยู่ดีๆ ใจดีกันให้ฉันเดินแทรกเข้าไปซะอย่างนั้น


 

 

 

               "คือหนูมีปัญหานิดหน่อยอ่ะค่ะเกี่ยวกับเอกสารจะคุยกับใครได้บ้างคะ" พี่เค้าทำท่าจะชี้ไปทางโต๊ะอีกฝั่งที่มีบอร์ดกั้นอยู่ แต่เหมือนจะเปลี่ยนใจ

 


 

               "อ่อ ตามมาก็ได้ครับ พี่พาไป" ฉันให้ไปยิ้มเหนียมอายพร้อมพยักหน้าพูดขอบคุณเบาๆ และเอามือทัดผมที่หู เล่นไปตามบท สาวน้อยขี้อาย ก็แหม เล่นทำกระแอ้มทำเสียงหล่อ แทนตัวเองสนิทกันซะอย่างนั้น ปรกติคงหันไปเชิดใส่ แต่วันนี้คงต้องยอมไปก่อน พี่ทหารยังพยายามชวนคุยในระหว่างเดินฉันก็ยิ้มๆ ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง คล้อยหลังฉันได้ยินเสียงบรรดาผู้ชายด้านหลังโวยวายกันอย่างเซ็งๆ

 

 

 

               "ทางนี้เลยครับ" พี่เค้าขยับเก้าอี้ให้ฉันนั่ง เพื่อคุยกับทหารที่เหมือนจะแก่กว่าและเหมือนยศจะใหญ่ขึ้น


 

               "คือดิฉันไปทำวีซ่า และ...." ฉันค่่อยๆ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ลุงข้างหน้าที่ฟังและทำหน้าเซ็งๆ กับเรื่องงงๆ ที่ฉันกำลังเล่า เลยขอดูเอกสาร ส.ด. โน้น ส.ด. นี้แทน ฉันเลยได้แต่ยิ้มแหยๆ และพูดแต่ว่าไม่มี


 

 

               "อ้าว มันจะไม่มีได้ไงละ สรุปเราผ่อนผันไว้ หรือสละสิทธิผ่อนผัน เอกสารอะไรก็ไม่มีมา" อากาศก็ร้อนยังจะบ่น ฉันเริ่มชักสีหน้ากลับ ก็คนมันไม่มีจะเอายังไง คนตรงหน้าคงสังเกตได้ จึงตัดบท "ไหนเอาชื่อมาดู"

 


 

ฉันเอื้อมมือเปิดกระเป๋าหยิบบัตรประชาชนส่งไปให้


 

 


 

              "นาย ภัทรียา อะ...อนะ....นัน...." จากพยางค์แรกที่ทำเสียงเน้นๆ ประชด ดันอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่ออ่านถึงนามสกุล ไม่ต้องรอให้อ่านจบ คุณลุงข้างหน้ารีบหันไปไปกระซิบคนข้างๆ ก่อนจะรีบดันออกไป และลุกขึ้นยืน


 

 

             "เชิญคุณมานั่งข้างในดีกว่าครับข้างนอกคนเยอะแดดร้อน ผมให้ลูกน้องไปหาชื่อคุณในทะเบียนแล้วครับ" ฉันไม่แปลกใจกับท่าทีของลุงแกหรอก ถ้าไม่รู้จักนามสกุลฉันสิแปลก ก็ฉันเป็นลูกคนเดียวของคนที่ทหารทุกคนต้องรู้จักในกองทัพภาคที่ 1 แน่นอน

 


 

ฉันเข้ามานั่งในห้องก็มีน้ำมาเสิร์ฟ และชี้ไปที่คอมพิวเตอร์ที่บอกให้เล่นระหว่างรอได้ พูดเลยว่าเฟิร์สคลาสสุดๆ ไม่ได้จะเอาเปรียบคนอื่น แต่เอาเป็นว่าก็ไม่ปฎิเสธความหวังดีละกัน ผ่านไปซักพักฉันเริ่มมองหาห้องน้ำ ซึ่งในนี้เป็นห้องทำงานใหญ่และมีห้องน้ำในตัว พยายามมองหาใครซักคนที่จะได้ขออณุญาติเข้าห้องน้ำ แต่ 5 นาทีก็แล้ว 10 นาทีก็แล้ว ยังคงไม่มีใครเข้ามาซักที คงเข้าได้เลยละมั้ง แอร์ก็เย็นนั่งกินน้ำอีก ฉันเลยถือวิสาซะเข้าห้องน้าชิ้งฉ่องโดยไม่ต้องขอเลยละกัน


 

 

พอทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก่อนที่จะกดน้ำก็มีเสียงคนเดินเข้ามา ไม่ได้จะแอบฟังหรอกนะ ถ้าพวกนั้นไม่พาดพิงมาถึงพ่อฉันน่ะ


 

 


 

               "นี่ เอ๊งเห็นไหม เมื่อกี้น่ะ ลูกท่านนายพลนะนั้น" ฉันรีบรีบเอาหูแนบประตูเมื่อได้ยินว่าตัวเองกำลังอยู่ในบทสนทนา เสียงคุยยังดำเนินต่อไปเพราะคงไม่มีใครรู้ว่าฉันอยู่ในนี้


 

 

               "แล้วเค้ามาทำไมละนั้น" เสียงอีกคนถามขึ้นมา


 

               "ก็คงมาทำเรื่องใช้เส้นพ่อให้มันเสร็จๆไป ใครเค้าจะเอาไปเป็น ค่ายทหารแตกพอดี" อีกคนคิดแทนฉันเสร็จสับ

 

 

               "ก็จริงนะพี่ขาวสวยซะขนาดนั้น ผมว่านะทหารคงไม่เป็นอันฝึกล่ะ สวยกว่าเมียผมเยอะเลย มีโอกาสก็อยากลองสักที คงซี๊ดดดดด น่าดู" แต่ละคนพูดทำเอาส่อถึงสันดาน อย่าให้ฉันออกไปนะ


 

 

               "ก็น่าลองนะ แต่พวกนี้แม่งก็คงได้แค่นี้แหละวะ นอนให้เอา ไม่ก็ทำได้แค่สวยแต่งหน้าแต่งตาไปวันๆ จะเอาไปฝึกอะไรได้กะเทยพวกนี้ ดูข้างนอกนั้นสิยืนเต้นๆ
กรี๊ดกร๊าดมาดูผู้ชายถอดเสื้อ เห็นแล้วน่าสมเพชจัง ดูสิพ่อสิแม่งเป็นถึงนายพล ดันมีลูกเป็นตุ๊ดว่ะ ฮ่าๆๆๆ" เสียงอีตาคนแรกพูดขึ้น ไม่ต้องรอให้พูดอะไรไปมากกว่านี้ ฉันรีบกดน้ำและพลักประตูออกมา ทหารรุ่นน้าๆ นั้นทำหน้าเหรอหรากันเมื่อเห็นฉันยืนอยู่ตรงนี้


 

 

             "พูดถึงชั้นอยู่รึเปล่า" ฉันถามเสี่ยงนิ่งๆ พยายามระงับอารมณ์โกรธ

 

เงียบกริบ แน่ละฉันมองเครื่องหมายบนเสื้อก็เห็นแล้วว่าอยู่เพียงระดับไหนกัน ฉันเดินปรี่เข้าไปประจันหน้ากับผู้ชาย 4 คนตรงหน้าทันที


 

 

            "ฉันถามทำไมไม่ตอบล่ะ หรือทำเป็นแค่พูดลับหลังคนอื่น" ฉันจ้องหน้าเรียงคน ฉันมีความรู้สึกว่าหน้าน้าๆ แกตอนนี้หดเหลือ 2 นิ้วแล้วมั้ง ฉันไม่รู้หรอกตัวเองทำหน้ายังไง โมโหแค่ไหน ฉันคิดแต่ว่าคนพวกนี้ไม่มีสิทธิมาดูถูกฉันและที่สำคัญ...พ่อของฉัน


 

 

            "ใครบอกว่าฉันทำไม่ได้ ลองดูไหม ฉันจะพิสูจน์ให้พวกคุณเห็น วันนี้ฉันจะสมัครเป็นทหาร ไปจัดการให้ฉันเดี๋ยวนี้" ฉันวางสำเนาบัตรเอกสาร ทะเบียนบ้านอะไรทั้งหมดลงบนโต๊ะ จนเหมือนโยน ทำให้คนในห้องพร้อมใจกันสะดุ้ง

 

 

            "แต่ๆ คุณ เอิ่มมมม คือว่า...."


 

คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าสุดและฉันจำเสียงได้แม่น เค้าคือคนพูดประโยคแรกและประโยคสุดท้าย ฉันรู้เค้ากำลังจะพูดเรื่องอะไร ถ้าฉันต้องไปตรวจกับหมอที่กองด้านนอกนั้น ทั้งหน้าอกและอวัยวะที่ชั้นจัดการไปเรียบร้อย ไหนจะใบรับรองความเป็นหญิงจากจิตแพทย์หลายคนในแฟ้มนั้น เรื่องคุณสมบัติฉันคงไม่ผ่านอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน


 

            "ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น คุณมีหน้าที่จัดการเอาชื่อฉันลงไปอยู่ในกองฝึกพลัดที่เร็วที่สุด ฉันรู้คุณทำได้ ชื่อฉันยังเป็น นาย ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ ร่างกายก็แข็งแรงครบ 32 ไม่มีโรคประจำตัว แค่นี้ฉันว่าคุณจัดการได้สบาย คุณต้องรับผิดชอบที่ดูถูกฉัน และพ่อฉัน" ฉันเน้นคำว่าพ่อ และพวกนี้ต้องเข้าใจความหมายแน่นอน ฉันไม่เคยเอาชื่อพ่อมาขู่ใคร แต่ครั้งนี้คงต้องขอสักที


 

 

             "อ่อ เกือบลืม" ฉันคว้าไอโฟนมาถ่ายรูปคนตรงหน้าที่พร้อมใจกันร้องเห้ย เอามือพยายามบัง แต่ไม่ทันละ


 

             "คุณคงไม่อยากฉันบอกท่านนะว่าคุณพูดประโยคเมื่อกี้ ใช่ไหม ฉะนั้นจัดการให้ฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะพูดเป็นรอบสุดท้าย" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


 

 

นายทหารสี่คนนั้นหันไปซุบซิบกันโบยกันไปโบยกันมา จนในที่สุดคนที่ดูยศใหญ่สุดก็หันไปตู้รื้อเอกสารละหันมาถามย้ำอีกครั้งว่า


 

 

            "แน่ใจแล้วนะครับ" แน่ล่ะ ฉันไม่เคยแน่ใจอะไรขนาดนี้มาก่อน ฉันไม่ตอบแต่หันไปคว้าปากกามาเซ็นชื่อแทนคำตอบ


 

 

            "งั้นปั๊มนิ้วโป้งด้านขวามาลงตรงนี้ด้ายครับ" ทหารปากไม่ดีตรงหน้าหันไปเขียนอะไรยุกยิกๆ ก่อนจะยื่นอีกสารมาให้ฉันอีกรอบโดยไม่สบตาฉันเลย


 

 

            "นี่ครับเอกสารที่ต้องใช้ในวันรายงานตัว" ฉันคว้ามาแรงจนเหมือนกระชาก ดีนะไม่ขาด ก่อนจะเดินกระแทกเท้าแรงๆ ระบายความโกรธ


 

 

ทันทีออกมาจากห้อง ก็ผ่านหน้าคุณลุงคนแรกที่เชิญชั้นเข้าไปนั่ง กำลังเดินสวน คงกำลังจะเข้าไปหา แต่ฉันไม่อยู่ในโหมดพร้อมคุยกับใครทั้งนั้น ฉันได้ยินเสียงลุงแกร้องเสียงหลง และสบถด่าลูกน้องคล้อยตามหลังฉันมา ท่าทางลูกน้องลุงแกคงรายงานให้ฟังแล้วสินะ แต่ไม่มีเวลาถอยกับแล้วล่ะ ฉันเลือกไปแล้วนิ


 

 

           "แล้วเราจะเห็นดีกัน" ฉันพูดและรู้สึกตัวเองกำลังทำหน้าเหมือนนางร้ายในละคร ก่อนจะออกจากสถานที่นั้นและขับรถออกไปอย่างเร็ว


 

 

 

                                                          .............................................................................................



#9 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 18 January 2014 - 01:42 AM

ตอนที่ 7 Drive Me Crazy

 

 

 

(วิว's)

 

              "ไงบ้างละเรา" ผมเปิดประตูห้องมาก็เห็นน้องสาวตัวดีนั่งหน้ามุยอยู่บนโซฟา

 

 

              "ปิดโทรศัพท์ไมอ่ะ โทรหาเป็นร้อยรอบละเนี่ย" จริงสิผมลืมไปเลย

 

 

              "เออ โทษทีว่ะ ลืมไปเลยพอดีเมื่อกี้ประชุมอยู่ มีอะไรรึเปล่า"

 

 

 

              "เมื่อเช้าอ่ะมี ตอนนี้ไม่มีล่ะ ภัทรแก้ปัญหาภัทรเสร็จละ" หน้างอนๆ ตอนแรกเปลี่ยนมาทำหน้าดีใจเหมือนเด็กมีของเล่นใหม่เตรียมมาอวดผมแทน ซึ่งผมว่า ผมได้กลิ่นตุๆ เหมือนกลิ่นปัญหามันโชยมายังไงไม่รู้ เพราะผมพูดเลย คำว่าแก้ปัญหา ไม่เคยเกิดขึ้นในพจนานุกรมของน้องผมคนนี้ มีแต่สร้างซะมากกว่า

 

 

              "ไหน เล่ามา" ผมถอดเนกไท เทน้ำมานั่งข้างๆ ภัทรบนโซฟา เหยียดขาสบายๆ เตรียมฟังว่าวันนี้ไปก่อเรื่องอะไรมาให้ผมปวดหัวอีก

 

 

              "ไม่ต้องมามองแบบนั้นเลย รับรองคราวนี้ขนาดพ่อยังต้องภูมิใจในตัวภัทรแน่นอน" เจ้าตัวยังคงยิ้มไม่หุบกับเรื่องที่กำลังจะเล่า

 

 

              "เราไปทำวีซ่าไม่ใช่หรอไง แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับคุณลุง" ผมเริ่มงงๆ คุณลุงตอนนี้น่าจะกำลังประชุมกองทัพ ทำงานระดับชาติไม่น่ามีเวลามาสนใจเรื่องทริปไปเที่ยวไร้สาระของยัยภัทรหรอก

 

 

              "อ่ะนี่ ดูเอาเอง" ผมรับกระดาษในมือยัยภัทรมาดู

 

 

 

              "ภัทรจะเป็นทหาร"

 

 

 

พรวดดดด

 

 

น้ำในปากผมพุ่งเป็นละอองสวยงามตามอากาศ

 

              "อี๊ น่าเกลียด พ่อก็เคยอยากให้ภัทรเป็นทหารอยู่แล้วนิ จะตกใจอะไร"

 

 

 

              "แค้กๆ" ผมยังสำลักน้ำไม่หายและรีบก้มลงเอกสาร ที่มีลายเซ็นเจ้าตัว และรอยนิ้วมือยืนยันตัวตนสมบูรณ์ทุกอย่าง มีวันและสถานที่รายงานตัว ผมหันไปมองเจ้าตันต้นเหตุที่ยังคงทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนมองหน้าผมอยู่

 

 

 

              "นี่เล่นอะไรเนี่ย ไม่ตลกนะภัทร คุณลุงเคยก็จริง แต่นั้นมันก่อนที่ภัทรจะเป็นผู้หญิงนะ แล้วเราจะไปฝึกยังไง" พอผมพูด คนข้างหน้าก็เริ่มเล่าวีรกรรมวันนี้ให้ฟังทันที

 

 

              "โอ้ย ภัทรเจ็บนะ มาตบหัวภัทรทำไม ไปตบไอ้พวกนั้นสิ มันดูถูกภัทร ดูถูกพ่อนะ ภัทรรับไม่ได้ แค่ 6 เดือนเองภัทรทำได้น่า" นี่ก็เว่อร์ไปนิด ผมแค่ผลักหัวเบาๆ ไม่ได้ตบอะไรเลย ยังดีนะ ไม่ลืมยื่นวุฒิ ไม่งั้นคงเป็น 1 ปี แต่นี่ไม่ใช่เรื่องหน้าดีใจสำหรับผมเลย

 

 

             "โอ้ยตายๆ วิวจะบ้าตาย แล้วรู้ไหมฝึกเนี่ย มันเหนื่อยนะ ขนาด ร.ด. ง่ายๆ เรายังไม่ยอมเรียนเลย แล้วนี่อ่ะมันต้องไปนอนอยู่ในค่ายเป็นเดือนๆ กินนอน ใช้ชีวิตรวมกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้เป็นร้อยเป็นพัน ไหนจะเรื่องอาบน้ำอีก แล้วงานเราละ ไม่ทำแล้วหรอ" ยิ่งผมพูด ยัยคนพูดเสียงแจ้วๆ เมื่อกี้หน้าซีดลง หดเล็กลงเรื่อยๆ

 

 

             "แหะๆ ภัทรลืมคิด" เวรละ นั้นไง สั้นง่าย ได้ใจความ

 

 

             "แต่ยังไงภัทรก็ไม่เปลี่ยนใจ ห้ามบอกพ่อด้วย" ผมว่าแล้วคุณลุงต้องยังไม่รู้

 

 

             "ไม่รู้ไม่ได้หรอก คุณลุงให้วิวเป็นคนดูแลภัทร มีเรื่องใหญ่แบบนี้จะไปปิดบังท่านได้ยัง"

 

 

 

             "ภัทรโตแล้วนะ ภัทรตัดสินใจเองได้ ปล่อยพ่อให้เค้าทำงานของเค้าไปดีกว่า อย่าไปกวนเลย ภัทรไปหาข้อมูลในเน็ตเอาก็ได้ คุยกับวิวละภัทรปวดหัว" ผมต่างหากมั้ง ที่ต้องต้องปวดหัวน่ะ

 

 
คนตรงหน้าที่บอกว่าโตแล้วเดินงอนผมไปเปิดโน๊ตบุ๊ค ผมส่ายหน้าก่อนจะเดินไปสงบสติอารมณ์ในห้องก่อนจะไปอาบน้ำเรียกความสดชื่น เพื่อจะคิดอะไรออก ให้ตายเถอะ

 

 
พอเดินออกมาจากห้องก็เห็นคนที่บอกจะหาข้อมูลหลับคาโน๊ตบุ๊คไปละ ผมเดินไปอุ้มภัทรเข้าไปนอนห้องฝั่งตรงข้าม คอนโดเราเป็นห้องชุดที่มีแยกห้องใครห้องมันและพืิ้นที่ห้องครัว ห้องนั่งเล่น คุณลุงซื้อไว้ให้ภัทรกับผมตอนที่ต้องอยู่กรุงเทพด้วยกันสองคน จะได้เดินทางสะดวกๆ เพราะคุณลุงเดินทางทำงานต่างจังหวัด ต่างประเทศบ่อยๆ คุณลุงคงเห็นภัทรสนิทกับผมเลยมอบหมายให้ดูแลภัทร ถึงจะดื้อๆ แบบนี้ พอผมดุจริงๆ ก็ฟังอย่างไม่น่าเชื่อนะ สงสัยกลัวผมหักเงินชอปปิ้ง

 

 
ก่อนที่ผมจะเดินไปนั่งทำงานก็เหลือบไปเห็นโน๊ตบุ๊คที่ยังเปิดไว้อยู่ ว่าแล้วก็ขอดูสิ ไอ้คนที่บอกว่าโตแล้วน่ะ หาข้อมูลอะไรได้บ้าง และผมก็ได้คำตอบ.... ชัดเลย.... ศรราม กับ ติ๊ก กัญญารัตน์ ผมเคยดู ผมไม่รู้ควรจะขำก่อนหรือร้องไห้ก่อนดี เพราะข้อมูลที่เด็กโตแล้วมาหาคือการนั่งดูละคร ผู้กองยอดรัก!

 

 

                                                       .........................................................................................  

 



#10 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 18 January 2014 - 01:52 AM

ตอนที่ 8 Roger That!

 

 

 

ฉันตื่นมาพร้อมนาฬิกาปลุกในมือถือ วิวคงอุ้มเข้ามานอนในห้องอีกตามเคย ว่าแต่เมื่อคืนยังดูตอนที่สองไม่จบเลย วิวคิดมากไปได้ ไม่เห็นจะดูน่ากลัวอย่างที่คิด ก็ดูครึกครื้นดีออก วันนี้มีคิวถ่ายแบบตอนบ่าย คงต้องเคลียร์กับเจ๊ริชชี่ให้เสร็จไปเลยดีกว่า คนนี้ฉันมีวิธีรับมือเลยไม่ได้เครียดอะไรเท่าไหร่ แต่อีกคนนี่สิ

 

 

               'ให้โอกาสโทรไปสารภาพเอง โตแล้วนิ กล้าๆ หน่อย '

 

 

โน้ตถูกแปะไว้กลางประตูห้อง ชิ ไอ้พี่วิวคงออกไปทำงานแล้ว ไม่ต้องกดดันขนาดนี้ก็ได้เอาไงดีล่ะ จะช้าจะเร็วก็ต้องรู้ เห้อ เอาว่ะ หวังว่าคงไม่โดนดุนะ

 

 

ฉันกดโทรหาเบอร์ของคนที่อยากคุยด้วยน้อยที่สุดในตอนนี้ พ่อน่าจะกำลังทำงานมั้ง อย่ารับเลยๆๆ ฉันได้แค่ภาวนากับโทรศัพท์ แต่ก็ไม่เป็นผล พ่อรับแล้ว

 

 

               "สวัสดีค่ะพ่อ พ่อทำไรอยู่อ่ะ" ฉันพยายามทักทายพ่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ปรกติที่สุด

 

 

               "ก็ทำงานอยู่สิ ถามได้ แล้วมีอะไรละ ปรกติไม่เคยจะโทรมา" ประโยคหลังพ่อพูดนิ่งๆ มาตามสายยิ่งทำฉันกดดันกว่าเดิม

 

 

               "คือ.... คือ... คือพ่ออยู่กรมไหมอ่ะ เดี๋ยวภัทรแวะเข้าไปหา ภัทรมีเรื่องจะคุยด้วย" อร้าย ทำไมมันพูดยากกว่าที่คิดแหะ

 

 

               "อยู่ มีอะไรด่วนรึเปล่าลูก น้ำเสียงแปลกๆ" พ่อถามเรียบๆ แต่เล่นเอาฉันทำเสียงไม่ถูกไปกันใหญ่

 

 

               "ไม่ด่วนหรอกพ่อ ไม่มีอะไร งั้นเดี๋ยวภัทรเข้าไปหาแล้วเราไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันนะ" ฉันพยายามตัดบท ท่าทางจะบอกในโทรศัพท์ไม่ได้ ยังคิดคำพูดไม่ออก

 

 

               "ได้ๆ แล้วเราละไม่ทำการทำงานรึไงวันนี้" พ่อตอบรับและถามมาเรียบๆ อีกตามสไตล์

 

 

               "มีช่วงบ่ายอ่ะ เลยไปหาพ่อก่อนไง คิดถึ๊ง คิดถึงงงง" ฉันทำอ้อนกลบเกลื่อนอาการพิรุธ เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนฉันเองที่เป็นฝ่ายรีบกดวางไป

 

 

               "ค่ะๆ เจอกันค่ะพ่อ สวัสดีค่ะ"เห้อออออ เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน มันคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง กล้าๆ หน่อยดิ มันเป็นความรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ อึดอัดจนอยากจะกรีดร้องออกมาออกมาเหลือเกิน

 

 

เวลาที่อาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้า ขับรถที่ฉันพยายามอ้อยอิ่ง ดึงเวลาอย่างที่สุดแล้วนะ แต่ทุกอย่างดูผ่านไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ คือยังคิดคำพูดที่จะบอกไม่ออกเลย จะเริ่มยังไงดี โอ้ยยยย หัวจะระเบิด

 

 

              "คุณภัทรค่ะ เชิญค่ะ" เสียงจากทหารหญิงตรงหน้าเรียกสติฉันให้กลับมา ก่อนจะเปิดประตูให้ฉันเข้าไปเผชิญความเป็นจริงตรงหน้า ได้แต่คิดได้แค่ว่าอย่างน้อย ทหารหญิงก็มีนิ พ่อคงไม่ว่าหรอกมั้ง

 

 

              "เอ้า ว่ามาเลยดีกว่า มีอะไรละ" พ่อเปิดประเด็นเข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม ยิ่งทำฉันตัวแข็ง เกร็งจนสั่นออกมาถึงเสียง

 

 

 

              "เปล๊าาา มีอะไร อะไรของพ่อ ภัทรแค่มาหาพ่อ แค่มีเรื่องจะบอกเฉยๆ เอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก อยากไปหาร้านอาหารอร่อยๆ กินข้าวกันด้วย ไม่ได้กินข้าวกลางวันด้วยกันมาตั้งนานแล้วเนอะ แหะๆ" ฉันทำหน้าหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ดูเหมือนจะยิ่งแสดงอาการพิรุธให้คนตรงหน้าเห็น มือไม้ชักเริ่มอยุ่ไม่สุข เพราะพ่อไม่ตอบอะไร แต่ยังคงจ้องมานิ่งๆ ยิ่งกดดัน หัวใจฉันยิ่งเต้นตึกๆ จนแทบจะทะลุออกมา ตามองตา ไม่มีการกระพริบ เหมือนเรากำเล่นสงครามประสาทกัน จนในที่สุดคนที่แพ้ก็ยอมพูดออกมา...พร้อมหยดน้ำตา

 

 

              "ฮึก.... พ่ออ่ะ อย่ามองแบบนั้นสิ ...ฮึก... ฮือออออออ" หมดกัน อุตส่าเก็กมา พ่อแค่จ้องมาก็กดดันจนทำได้แค่ร้องไห้ ฉันนั่งลงไปที่เก้าอี้รับแขกในห้อง ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ปล่อยโฮอย่างไม่อายคนตรงหน้า

 

 

              "พ่อรู้เรื่องหมดแล้ว เงยหน้าขึ้นมาคุยกันดีๆ เช็ดหน้า เช็ดตา อะไรกัน มาร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้" พ่อส่งกระทิชชู่มาให้ฉัน

 

 

 

               "ไอ้พี่วิว ฮึก... ไอ้พี่วิวมันมาฟ้องใช่ไหม" ไหนบอกให้โอกาสบอกเองไง

 

 

             

                "ไม่มีใครมาฟ้องทั้งนั้นแหละ เมื่อวานสัสดีที่นั้นโทรมาหาพ่อเอง" อ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะ ดีเหมือนกัน จะได้เข้าเรื่องเลย

 

 

                "งั้นพ่อก็รู้เหตุผลแล้วใช่ไหมว่าทำไมภัทรทำแบบนั้น ภัทรอยากให้พวกนั้นเห็นว่าถึงภัทรเป็นแบบนี้ ภัทรก็ทำได้ เป็นทหารได้ไม่แพ้พวกนั้น ภัทรอยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่อยากให้พ่ออายใคร หรือเสียชื่อท่านนายพลที่มีลูกแบบภัทร" มาถึงตรงนี้ความมุ่งมั่นฉันกลับมาอีกครั้ง พูดทีไร ของก็ขึ้นทุกที

 

 

               "อืม งั้นเราไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวจะเสียเวลา ลูกมีงานบ่ายนิ ทานร้านข้างๆ นี้ได้ไหม เล็กหน่อย แต่อร่อยดี" พ่อพูดด้วยสบายๆ เอ๋? พ่อฉันสมองเออเร่อไปแล้วรึเปล่า คือโอเคง่ายๆ แบบนีิ้เลยหรอ

 

 

               "คือเราโอเค เคลียร์กันแล้วหรอ พ่อไม่ดุ ไม่ทำโทษภัทรหรอ" ฉันถามออกไปแบบอดสงสัยไม่ได้ ขนาดแค่ตอนเด็กๆ ฉันแอบโดดเรียนไปดูหนังยังโดนกักบริเวรในห้อง แถมยังโดนให้ทำความสะอาดบ้าน ล้างรถ ล้างจานเอง อีกสารพัด

 

 

 

               "ภัทรไม่ใช่เด็กแล้วนะ พ่อคิดว่าเรารู้ว่าตัวเองน่ะทำอะไรอยู่ พ่อสอนภัทรเสมอให้คิดให้ดีก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด แต่พูดแล้วคำพูดเป็นนายเรา ฉะนั้นพ่อคงไม่มาห้ามอะไรภัทร ถ้าภัทรคิดว่าดี ภัทรก็ทำเลย ที่ผ่านมาภัทรก็เลือกทางเดินของตัวเองมาตลอด และพิสูจน์ให้พ่อเห็นแล้วว่าภัทรทำได้ดีอย่างที่เคยสัญญาไว้" พ่อเว้นจังหวะพูดก่อนจะลุกขึ้นยืน

 

 

 

               "เป็นลูกพ่อก็อย่าทำให้พ่อเสียชื่อละกัน อ่อ และอีกอย่าง" ฉันเงยหน้าหันไปมองพ่อที่มายืนอยู่ตรงหน้า ว่ากำลังจะพูดอะไร

 

 

 

                "อย่าให้ใครเห็นน้ำตาลูกพ่อเป็นอันขาด พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดเข้าใจไหม" ฉันพยักหน้าหงุดๆ กอดเอวพ่อไว้แน่น

 

 

                "หมดเวลาอ้อนแล้วพลทหารใหม่ รับทราบ" พ่อทำเสียงเข้ม ตามสัญชาติญาณฉันลุกขึ้นยืนตะเบ๊ะ และย่ำคำพูดสุดท้ายด้วยเสียงดังฟังชัด

 

 

                 "รับทราบ"

 

 

                                                  ……………………………………………………………………………………..



#11 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 18 January 2014 - 01:57 AM

ตอนที่ 9 I Know You Will

 

 

 

หลังจากวันนั้นที่เคลียร์กับพ่อฉันบอกเลยว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันโล่งมาก ดีใจที่พ่อยังคงเคารพการตัดสินใจของฉันเสมอ หลังจากนั้นเราก็คุยกันเรื่องต่างๆ เรื่องการฝึกที่พ่อบอกไม่มีอะไรมาก แต่รับรองว่าฉันจะกลายเป็น ภัทรียาคนใหม่แน่นอน

 

 

ส่วนเจ๊ริชชี่ ตอนรู้แทบจะกรี๊ดร้องไปนอนดิ้นกับพื้น แต่ก็อย่างที่บอกฉันมีข้อเสนอที่เจ๊แกไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน เจ๊ริชชี่ชวนฉันมาสักพักแล้วว่าอยากทำแบรนเสื้อผ้าและน้ำหอม เหมือนที่บรรดาเซเลปเมืองนอกเค้าทำกัน จริงๆฉันก็สนใจ แต่ยังไม่ว่างทำ เพราะช่วงเดือนก่อนฉันต้องอัดเรียลลิตี้เกี่ยวกับแข่งนางแบบเอเชีย จริงๆ ก็ได้ออกแค่ไม่กี่ตอนเป็น guest ซะมากกว่า แต่มันก็เรียกกระแสให้คนรู้จักฉันในระดับสากลแบบใช้ได้เลยทีเดียว โดนฉันยินดีจะออกทุนให้ และแน่นอนเจ๊ริชชี่ไม่ปฏิเสธข้อเสนอนี้ และเจ๊จะจัดการให้เป็นเหมือนฉันเก็บตัวเพื่อทำโปรเจคบางอย่าง และก่อนจะไปฉันจะต้องเคลียร์งานโฆษณา ถ่ายแบบต่างๆ ให้เสร็จ เพราะผลงานต่างๆ จะได้ถูกปล่อยมาระหว่างที่ฉันไม่อยู่ เพื่อให้ชื่อฉันยังอยู่ในกระแสต่อไป เรียกได้ว่าเหนื่่อยลากเลือดเลยทีเดียว

 

 

ระหว่างนั่งจัดของใส่กระเป๋าเตรียมไปค่ายทหารพรุ่งนี้ ฉันก็ค่อยๆ นั่งทบทวนถึงคำพูดของพ่อ

 

 

'ก่อนอื่นพ่อบอกภัทรก่อนเลยนะว่าไม่เคยอายที่มีภัทรเป็นลูก พ่อดีใจที่ภัทรอยากพิสูจน์ตัวเอง แม้พ่อจะมีส่วนในเหตุผลที่ลูกตัดสินใจในครั้งนี้ แต่พ่อบอกไว้ก่อน จะไม่มีการช่วยเหลือภัทร หรือได้รับสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งนั้น ภัทรจะเข้าไปฝีกในฐานะพลทหารคนนึง เว้นแต่เรื่องที่จำเป็นจริงๆ ที่เกี่ยวข้องกับความ เออออ จะพูดยังไงดีล่ะ ความเป็นผู้หญิงของลูกล่ะมั้ง พ่อจะเลือกคนที่เหมาะสมและพ่อไว้ใจ ไปเป็นคนคอยดูแล และเป็นผู้บังคับบัญชาคุมการฝึกของภัทรเอง'

 

 

ประโยคนี้ยังคงคาใจฉันอยู่ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี คนที่พ่อเลือกมาหรอ แสดงว่าอย่างน้อยก็ไว้ใจได้ว่าฉันจะอยู่รอดปลอดภัย แต่อีกมุมก็คือคนคนนี้จะมีอำนาจเด็ดขาดในชีวิตทหาร 6 เดือนของฉัน คิดแล้วฉันชักขนลุกยังไงไม่รู้แหะ

 

 

แล้วเสียงพ่อในความคิดก็ถูกแทรกด้วยพ่ออีกคนในความจริง ก็อยู่ดีๆ ไอ้พี่วิวก็มายืนบ่นอะไรอยู่หน้าห้องซะแล้ว วิวใส่เสื้อกล้ามกับกางกางขาสั้นเหมือนที่ใส่นอนทุกวัน ท่าทางจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จดูหัวยังเปียกอยู่เลย สาวๆคนอื่น มาเห็นคงละลายไปกับลุคตรงหน้าละมั้ง พี่ฉันคนนี้ก็เนื้อหอมน่าดูตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แต่ก็ไม่คบใครจริงจังซักที คงคิดว่าตัวเองหล่อเลือกได้ละมั้ง คนรอบตัวฉันหลายคนก็เชียร์ให้ฉันเอาวิวทำแฟนไปเลย แต่แค่คิดก็สยองแล้ว ทำไมนะหรอ...

 

 

               "เห้ย ภัทร แกจะบ้าหรอ แกขนไปทำไม ไปฝึกทหารนะ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น ไอ้ที่ยัดๆ ลงไปในกระเป๋านะ แกคิดว่าเค้าจะให้แกใช้ไหมนะ" นี่ไงเหตุผล บ่นเหมือนตาแก่อีกล่ะ ไอ้ของที่เตรียมไปก็มันของจำเป็นฉันทั้งนั้นเลยนะ ทั้งไดรเป่าผม ชุดแต่งเล็บ ที่ชาร์ตแบตพกพา ไอแพต หูฟัง หนังสือนิยาย เครื่องสำอางที่พยายามเลือกแต่ตัวที่ชอบจริงๆ แล้วก็เสื้อผ้าชุดเก่งอีกนิดหน่อยเอง

 

 

               "อ้าว ก็เตรียมไปเผื่อเอาไว้ไง เตรียมไปเกินดีกว่าเตรียมไปขาดนะ แทนที่จะมาชื่นชมในความรอบคอบของภัทรยังจะมาว่าอีก" พูดก็ไม่เพราะ อยู่ดีๆ ก็มาขึ้นแกใส่ เชอะ

 

 

วิวยังคงส่ายหน้าประหนึ่งว่าเอือมระอาฉันเต็มทน แต่คงจับสีหน้าฉันได้ว่ากำลังไม่พอใจเวลาพูดแบบนี้ ปรกติเวลาอยู่กันสองคนเราจะแทนตัวเองด้วยชื่อ แต่ถ้าอยู่กับเพื่อนจะพูดหยาบขนาดไหนอันนั้นไม่ว่ากัน

 

 

              "เออๆ แล้วแต่ละกัน คุณลุงบอกวิวแล้วว่า ภัทรอยากจะทำอะไรก็ปล่อยให้ทำ ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง" วิวพูดเสียงอ่อนลงนิดนึง

 

 

              "อ่อ แล้วอีกอย่างคุณลุงฝากมาบอกว่าพรุ่งนี้อนุญาตให้ภัทรตามไปตอนเย็นได้ ดีเหมือนกันได้ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งรอ ส่วนคนดูแลภัทร คุณลุงบอกถึงแล้วก็จะรู้เอง งานนี้คงช่วยหรือให้คำปรึกษาไรไม่ได้ว่ะ โชคดีละกัน" วิวพูดพร้อมยิ้มเหมือนเยาะเย้ยฉันนิดๆ ที่ได้ผู้ปกครองคนใหม่

 

 

 

              "ก็ไม่ได้ไปง้อให้ช่วยซะหน่อย" ฉันหันไปเบ้ปากใส่ ไม่ง้อก็ได้ ฉันปิดกระเป๋าที่เตรียมไว้เสร็จก่อนจะเดินไปปิดประตูใส่พี่ชายที่กำลังยิ้มกวนๆ อยู่ตรงหน้า ที่วิวแสดงออกแบบนั้นคงเพราะรู้นิสัยฉันดีว่าไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่ง ในชีวิตคนที่ฉันยอมฟีงและทำตามก็มีแค่พ่อ และ...วิว

 

 

พอฉันปิดไฟเตรียมขึ้นมานอนบนเตียงกลับนอนไม่หลับซะงั้น ในใจมันรู้สึกโหวงๆ แปลกๆ ตั้งแต่พรุ่งนี้ชีวิตฉันคงจะเปลี่ยนไป สถานที่ใหม่ คนรอบตัวที่ไม่รู้จักใครเลย รู้ตัวอีกทีฉันก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องวิวแล้ว

 

 

ก๊อกๆๆๆ

 

 

              "เข้ามาเลยวิวไม่ได้ล็อค" พอได้ยินวิวตะโกนออกมาแบบนั้น ฉันเลยเปิดประตูเข้าไป

 

 

               "คืนนี้ภัทรนอนด้วยดิ" ก่อนจะแทรกตัวลงไปในผ้าห่ม โดยไม่รอคำอนุญาตจากเจ้าของเตียง วิวที่กำลังเช็ดผมอยู่ เอาผ้าขนหนูกลับไปพาดที่ราวและนอนลงมาข้างๆ ฉัน

 

 

               "อะไรกันเมื่อกี้ยังบอกไม่ง้อวิวอยู่เลย และนี่อะไรเนี่ย" ผู้ชายคนข้างๆ ตะแคงมายิ้มปนหัวเราะในพฤติกรรมของฉัน

 

 

               "ภัทร..." ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะบอกความรู้สึกตัวเองออกมาเป็นคำพูดยังไง แค่อยากกลับมาอ้อนวิวเหมือนตอนเด็กๆ เวลานอนไม่หลับหรือมีเรื่องเครียดๆ ฉันก็จะมานอนให้วิวกล่อมเสมอ

 

 

               "นี่ไม่ต้องคิดมากหรอก วิวรู้ภัทรทำได้ ภัทรทำอะไรที่คนอื่นไม่กล้าทำมาตั้งเยอะ แค่ไปแค่นี้กลัวอะใร คุณลุงก็บอกแล้วว่ามีคนดูแลภัทรแน่นอน" วิวลูบหัวฉันพลางพูดให้ฉันสบายใจไปเรื่อยๆ

 

 

               "เปล่า ภัทรไม่ได้กลัวเรื่องนั้น ภัทร... ภัทรแค่... แค่ไม่เคยอยู่โดยไม่มีวิวนิ" ฉันก้มหน้าซุกลงไปที่อกให้วิวกอดเหมือนเด็กๆ ทุกครั้งไม่ว่าจะทำอะไรผิดอะไรแค่ไหน ไม่ว่าชีวิตจะไม่เหลือใคร แต่ฉันก็รู้เสมอว่าข้างๆ ฉันยังคงมีวิว

 

 

 

วิวไม่ใช่แค่พี่ ไม่ใช่แค่เพื่อนรัก ฉันให้ความรัก และเคารพวิวเหมือนที่มีให้พ่อ แม้เราจะอายุแทบไม่ต่างกัน แต่วิวคอยดูแล ปกป้องฉันแทนพ่อตลอดมา ฉันไม่เคยถูกใครแกล้ง ไม่เคยถูกใครรังแก หรือกลัวว่าใครมาจะมาทำร้ายเพราะฉันมั่นใจว่าวิวจะไม่ยอมให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นแน่นอน

 

 

 

              "ทำไมละคร้าบบบบ กลัวไม่มีคนคอยใช้ทำโน้นทำนี่หรอไง ฮ่าๆ" วิวยังพูดติดตลกใส่อีก คนอุตส่าจะซึ้ง

 

 

              "พอละ หมดอารมณ์ ไม่พูดด้วยละ นอนดีกว่า หึ" ฉันทำเสียงในลำคอเบาๆ ก่อนเสียงเราทั้งคู่จะเงียบไป

 

 

 

              "นี่ ไม่ใช่แค่ภัทรหรอก วิวก็เป็น" เสียงวิวดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ฉันรีบเงยหน้าไปมอง วิวเลยเอื้อมมือมาลูบผมฉันเบาๆ

 

 

              "ความรู้สึกเหมือนตอนภัทรจะไปเรียนแลกเปลี่ยนเลย แต่คราวนี้ดูจะหนักกว่า เพราะวิวไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง วิวเป็นห่วงภัทรนะ แต่วิวมั่นใจว่าคุณลุงไม่ปล่อยให้ภัทรไปเจออะไรเลวร้ายแน่นอน" วิวเว้นจังหวะพูดไป ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

 

 

              "ที่วิวเงียบไม่ได้ไม่สนใจ เพราะใจนึงวิวก็อยากให้ภัทรลองทำดู มันเป็นความต้องการของภัทร เพื่อตัวภัทรเอง วิวไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นด้วย แต่รู้ไว้นะว่าภัทรยังมีวิวเสมอ ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ แค่ภัทรโทรมา วิวจะไปเอาตัวภัทรออกมาทันที" ประโยคหลังวิวพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ฉันรู้ว่าวิวหมายความอย่างที่พูดจริงๆ ไม่มีอะไรที่พี่ชายทนายคนเก่งคนนี้ทำให้ฉันไม่ได้

 

 

              "วิวจะไปหาภัทรให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิวยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้เหมือนเดิมนะ วิวจะปกป้องภัทร ไม่ให้ใครมาทำอะไรภัทรได้ เชื่อวิวนะ" น้ำเสียงวิวยังคงหนักแน่นในทุกคำที่พูด ทุกคำเปี่ยมด้วยความรู้สึกอบอุ่นจริงใจ ฉันสัมผัสมันได้

 

 

             "ขอบคุณนะคะพี่วิว ภัทรรักพี่วิวที่สุดเลย" คำว่าพี่ ไม่ได้ถูกเอามาใช้บ่อยนักในการสนทนาของเราสองคน นอกเสียจากโอกาสที่ฉันรู้สึกพิเศษจริงๆ ฉันกอดพี่วิวแน่นๆ หนึ่งที ก่อนที่เราจะยิ้มให้กัน ฉันค่อยๆ หลับตาลงด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัยที่สุด
 

 
 


#12 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 18 January 2014 - 02:02 AM

ตอนที่ 10 Let's go

 

 

 

ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง ฉันมาถึงจุดนัดพบตรงเวลา โดยมีวิวขับมาส่ง

 

 

              "พร้อมแล้วนะ" เสียงคนขับถามมาอีกครั้ง

 

 

              "ไม่เคยพร้อมขนาดนี้มาก่อนเลย" ฉันพูดพร้อมยิ้มกว้างให้วิว

 

 

              "วิวรู้ใช่ไหม ภัทรต้องไปฝึกที่ไหน วิวต้องมาหาภัทรบ่อยๆ นะ" พอขาจะก้าวลงกลับขยับไม่ออกซะงั้น

 

 

              "เออออ ไม่ต้องมาอ้อนเลย ลงไปได้แล้ว" วิวพูดกึ่งไล่ชั้นลงมาจากรถ พร้อมหันไปหยิบกระเป๋าที่เบาะหลัง 'โอ๊ะ หนักเหมือนกันแหะ' ฉันพูดเบาๆ วิวคงทำหน้าเบื่อหน่ายกับการที่ฉันดึงดันจะขนของพวกนี้มาให้ได้

 

 

              "วิวไปนะ คุณลุงให้วิวไปทำธุระให้ต่อ เดี๋ยวสาย" วิวลดกระจกลงมาบอกลา เมื่อฉันลงมายืนข้างรถ

 

 

              "อย่าลืมนะ ไม่ต้องฝืน ถ้าไม่ไหวจริงๆ โทรมา" วิวพูดเสียงจริงจัง ก่อนชั้นทำตะเบ๊ะแทนคำตอบก่อนที่วิวทำแบบเดียวกัน

 

 

              "สู้ๆนะ พลทหาร" ท่าทางน่ารักๆ ของคนตรงหน้าเรียกรอยยิ้มของฉัน และเราทั้งคู่ให้กลับมา วิวขับรถออกไปแล้ว ฉันได้แต่มองโบกมือจนลับตา น้ำตามันจะไหลยังไงก็ไม่รู้แหะ

 

 

              "เลิกทำหน้าเป็นหมาโดนเจ้าของมาปล่อยทิ้งได้แล้ว" เสียงโหดๆ ด้านหลังกับคำพูดแดกดันที่ทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองว่าใครเป็นเจ้าของคำพูด

 

 

              "นี่นาย เห้ย" ก็คนตรงหน้านะสิ มันอีตาคุณตั้ มคนขับมอเตอร์ไซ คนเดียวกับเด็กขี้แกล้งชั้นตอนเด็กๆ ด้วย ฉันจะถามว่ามาทำอะไร แต่พอมองไปที่เครื่องแบบก็ได้คำตอบ แต่ใส่ชุดเขียวทหารแบบนี้ก็ดูหล่อเข้ม เหี้ยบแปลกตาโดดออกมาจากคนอื่นๆดีแหะ เรียกสายตาบรรดาสาวๆ ที่มาส่งแฟนให้หันมาจ้องกันให้ขวัก น่าหมั้นไส้ ว่าแต่อะไรจะบังเอิญขนาดนี้นะ

 

 

             "นายด่าใครเป็นหมาไม่ทราบ" ฉันเชิดหน้าถาม

 

 

             "ตามมาได้แล้ว" หมอนั้นไม่ตอบแต่เดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

             "เอ๊ะนี่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ รอฉันก่อน" ฉันดึงขาลากกระเป๋าขึ้น เตะเบาๆ ให้กระเป๋าเอียงพอจะลากได้ ผู้ชายตรงหน้าเดินไปหยุดที่รถเป็นเหมือนรถบัส ในเวอชั่นก๋องแก๋ง เหมือนพร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ มันดูเก่าจนชั้นไม่แน่ใจว่ามันยังใช้งานได้หรอ แต่ตัวหนังสือสีแสบตาที่เขียนยินดีต้อนรับทหารเกณฑ์ประจำปีบนป้ายข้างรถ ทำให้ฉันมั่นใจว่าคงเป็นคันนี้แหละที่ฉันต้องขึ้นไป

 

 

            "ขึ้นไป" สั่งอีกแล้ว มาถึงก็สั่งๆๆๆ ไม่พูดไม่จาแนะนำอะไรยังไงกันก่อนหรือไงนะ คุณหญิงน่าจะสอนมารยาทให้ตานี่หน่อย แต่คงสอนไม่จำมากกว่า

 

 

           "ยืนด่าผมในใจเสร็จแล้วก็รีบๆ ขึ้นไป เหลือคุณอยู่คนเดียว" ทำมาเป็นรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ มันมีพลังจิตหรือไงนะ ฉันหันไปมองรอบๆตัว ก็เห็นว่า ทหารใหม่ที่ล่ำลาแฟน ครอบครัวอะไรกันเมื่อกี้หายไปหมดแล้ว

 

 

           "แล้วนั้นกระเป๋าอะไรของคุณ" หมอนั้นถามเมื่อฉันเลื่อนกระเป๋าตรงหน้าไปให้

 

 

           "กระเป๋าไง ถามแปลก รู้จักไหมหลุยส์วิตตองน่ะ ของแท้นะคะ กรุณาถือดีๆ ระวังเป็นรอยล่ะ" ฉันเงยหน้าตอบเจ้าของคำถามที่กำลังทำหน้าแปลกๆ มาที่ฉัน ไม่ชินเลยแหะกับการเงยหน้าตอบคนที่สูงกว่า ปรกติส่วนสูงอย่างฉัน มีแต่ก้มคุย หมอนี่ดูท่าทางสูงพอๆ กะพี่วิวเลย เพราะชั้นใส่ส้นสูงแล้ว หมอนี่ก็ยังสูงกว่าเลย

 

 

           "นี่เข้าใจอะไรผิดรึเปล่า เราไม่ได้จะออกทริปไปเที่ยว ผมไม่ใช่คนที่จะมาถือสัมภาระให้คุณและขนอะไรมาเยอะแยะ ยกขึ้นไปเร็วๆ ต้องออกเดินทางแล้ว เสียเวลา" หมอนั้นรัวกระสุนคำพูดใส่อีกแล้ว ฉันต้องยกขึ้นไปเองหรอ ไหนล่ะ คนที่พ่อส่งมาอ่ะ เห้อ

 

 

ฉันเก็บขาลากลงไป เอามือถือหูกระเป๋าที่หนักจนฉันตัวเอียง ก่อนจะพยายามก้าวขาขึ้นไปบนรถเน่าๆ ตรงหน้า

 

 

โอ้ย ฉันไม่น่าใส่กระโปรงแคบเลยแหะ อุตส่าคิดว่าจะได้ถอดเปลี่ยนง่ายๆ แต่ดันแค่ก้าวขึ้นรถก็ลำบากแล้ว เอามือนึงรั้งกระโปรงไว้เวลาก้าวขา พอจะยกกระเป๋าถือมือเดียวก็ยกไม่ไหว พอจะหันไปขอความช่วยเหลือก็เห็นแต่สายตาดุๆ ที่กำลังจ้องมาอยู่ก่อนแล้ว

 

 

            "คุณก็ขึ้นไปก่อน แล้วค่อยหันมาหยิบกระเป๋าสิ แค่นี้คิดไม่ได้หรอ" ตะโกนอีกแล้ว กำลังจะอ้าปากเถียง แต่ เออ จริงด้วยสิ ฉันค่อยๆ ก้าวขาขึ้นไปบนรถ และหันมายกกระเป๋าตามตามที่หมอคนนั้นบอก แม้จะเก้ๆ กังๆ ไปบ้างแต่ก็ง่ายกว่ากันเยอะ งานนี้ฉันไม่ผิดนะ ประตูมันดันเล็กเอง ช่วยไม่ได้

 

 

            "พูดดีๆ ก็ได้ อยู่ใกล้ๆ จะตะโกนทำไมนะ" ฉันบ่นกับตัวเองเบาๆ บนรถมันก็ร้อนจริง ชั้นเลยหันไปปลดเบลเซอร์ที่สวมทับมาออก เหลือเป็นเดรสแขนกุดด้านใน ก่อยจะรวบผมเอามือพัดลมเย็นๆ เข้าหน้า แต่เสียงผิวปาก วิ๊ดวิ๊วดังมาจากรถทั้งคัน ผู้โดยสารที่มีแต่ผู้ชายทั้งคันรถมองจ้องมาที่ฉันคนเดียว

 

 

            "จะยืนยั่ว โปรยเสน่ห์อีกนานไหม ลงไปนั่งได้แล้ว" หมอนั้นพูดพร้อมดันดัวฉันเข้ามานั่งริมหน้าต่างหน้าสุด จริงๆ มันเหลืออยู่แค่นั้น แปลว่าคนที่นั่งข้างฉันคงเป็น ไม่ต้องบอกละมั้ง นั่งลงมาแล้ว

 

 

            "ออกรถเลย" จะเป็นใครซะอีก เจ้าของประโยคคำสั่งนี้

 

 

พอรถเริ่มขับออกไป ก็รู้สึกใจมันก็หวิวๆ อีกแล้ว ลมนอกหน้าพัดแรงจนผมชั้นปลิวปิดหน้าปิดตา ดีนะที่ฉันสวยแล้วยังฉลาดรอบคอบพกหนังยางมาด้วย ฉันรวมผมขึ้นเกล้าสูง รำคาญผมที่มาปรกหน้า ฉันเหลือบไปมองคนข้างๆ ก็เห็นว่ากำลังมองมาที่ฉันอยู่ พอเห็นฉันมองกลับ คนที่แอบมองฉันอยู่ก็สะดุ้งเบาๆ แต่ก็เกือบอาการได้เร็ว แสร้งเนียนเบือนหน้ามองวิวนอกหน้าต่างแทน จนฉันเอาผิดไม่ได้ พอไม่มีอะไรทำก็เลยหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบไอโฟนนั่งฟังเพลง ในขณะที่กำลังเลื่อนหาเพลงโปรด แต่ยังไม่ทันจะเริ่มกดเปิดฟัง หมอนั้นก็ถามแทรกเข้ามา

 

 

             "นี่ คุณรู้ไหมเนี่ยว่าฝึกทหารต้องทำอะไร มีกฏอะไรบ้าง" ตั้งนานไม่ถาม พอคนจะฟังเพลงดันเลือกเวลาถามดีจังนะ ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ

 

 

             "พ่อแค่บอกว่าก็ฝึกเหมือนทหารคนอื่นทั่วๆ ไป แต่จะส่งพ่อคนที่พ่อไว้ใจคนมาดูแลฉันตอนอยู่ในค่าย" ฉันก็พูดไปตามที่รู้มาแค่นี้จริงๆ ก่อนจะยัดหูฟังเข้าไปในหู ปล่อยให้เพลงบรรเลงไปเรื่อยๆ ฉันเห็นหมอนั้นถอนหายใจเบาๆ พิงพนักหลับตาไปแล้ว

 

ฉันนั่งฟังเพลงด้วยความสบายใจ เพราะฉันมั่นใจว่าคนที่พ่อเลือกจะต้องดูแลฉันได้ดี เหมือนที่พ่อเลือกวิวมาดูแลฉันแน่นอน เสียงเพลงเพลินๆ สายลมเย็นๆ ทำฉันเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว รับรู้ได้ถึงไออุ่นมาจากอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกมั่นคง และไม่กลัวถ้าหากจะหลับตาลงไปอย่างสบายใจ ไม่ต้องคิดอะไรอีก

 

 

.........................................................................

 


#13 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:07 AM

ตอนที่ 11 The Chosen


(ตั้ม's)

 

            "อะไรนะครับ" ผมว่าหูผมคงไม่ได้ยินอะไรเพี้ยนไปใช่ไหม ผู้บังคับบัญชาตรงหน้าถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะพูดให้ผมทำตัวตามสบาย

 

"ยังจำภัทรลูกลุงได้ใช่ใหม" คุณลุงถามก่อนผมจะพยักหน้าช้า ก็จะจำไม่ได้ได้ไง ยัยนางแบบตัวแสบที่ขับรถชนผม แต่จะว่าฝ่ายนั้นฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ผมขับพรวดพราดออกไปเหมือนกัน

 

"งั้นคงรู้นะ ว่าตอนนี้ยัยภัทรเป็นอะไร ลุงจะได้เข้าเรื่องเลย"

 

"พอจะทราบครับ" คุณลุงพยักหน้าเบาๆ ผมรอฟังว่าคุณลุงเรียกผมมาพูดเรื่องอะไร ปรกติผมเป็นทหารติดตามให้คุณลุงบางครั้ง แต่ครั้งนี้ดูหน้าลุงกังวล ผิดกับลุคผู้นำกองทัพที่ผมเคยเห็นเลย

 

"ภัทรจะไปเป็นทหาร ระหว่าง 6 เดือนนี้ ช่วยดูน้องแทนลุงหน่อยได้ไหม" ผมคงยังทำหน้างงต่อไปคุณลุงเลยเล่าวีรกรรมเก่งกล้าของยัยตัวแสบให้ผมฟัง อยากจะหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออกเมื่อมองสีหน้าเครียดๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

 

"ตั้มรู้จักลุงดี ลุงไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อช่วยลูกลุงแน่ๆ แต่แค่อยากให้ช่วยดูภัทรมันหน่อย" เรื่องนั้นไม่บอกผมก็รู้ คนตรงเป็นไม้บรรทัดแบบนายพลประภพ ผมพอจะเดาได้ว่าคุณลุงคงเป็นห่วงในเรื่องอะไร คงเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายเป็นร้อยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

"ผมเข้าใจครับว่าคุณลุงกังวลเรื่องอะไร ผมคอยดูแลให้นะครับ"

 

"อือ ดี ตั้มรับปาก ลุงค่อยสบายใจ เพราะยัยภัทรดูไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวเองต้องไปเจอกับอะไรบ้าง เห้อ ดีเหมือนกัน ลุงก็คงไม่บอก ปล่อยให้ไปเจอเอง ลุงไว้ใจตั้มคนเดียว ก็เห็นกันมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วเนอะ คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เด็กมันเป็นยังไง โตมันก็เป็นอย่างนั้น คราวนี้หวังว่าจะได้โตจริงๆ ซักที" ลุงส่ายหน้าพูดยิ้มๆ ออกมา ทำให้ผมอดนึกภาพเด็กไม่รู้จักโตได้ ผมออกมาจากห้องท่านนายพล ก่อนจะเดินไปทานข้าว

 

 

"ตั้ม" เสียงผู้หญิงคุ้นหูเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงของเดียวของผม

 

"ว่าไงเจน เพื่อนทิ้งหรอ นั่งกินข้าวคนเดียว" ผมเดินไปยิ้มให้ เจนแกล้งทำหน้าเศร้าๆ พยักหน้าส่งมาให้ ผมเลยนั่งลงไปกินข้าวข้างๆ เจนเป็นทหารหญิงที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สวยที่สุดตั้งแต่เคยมีมา บุคลิกที่แสนจะคุณหนูคงไม่มีใครติดว่าจะมารับราชการทหาร เจนเป็นหน่วยทหารแพทย์ ที่ผมสนิทด้วยเพราะทำงานด้วยกันบ่อย จนหลายคนคิดว่าเราเป็นแฟนกัน แต่ผมไม่ได้คิดอะไรเกินเลย

 

"ท่านเรียกไปทำไรหรอ" เจนชวนผมคุยขึ้นมา ผมเองก็ว่าจะบอกเจนอยู่เหมือนกัน น่าจะช่วยคอยดูแลยัยนั้นได้

 

"ลูกคุณลุงจะมาเป็นทหารฝึก" ผมตอบ เจนยิ่งทำหน้างง ผมว่าใครฟังก็งง ตอนนี้คิ้วเจนจะขมวดติดกันแล้ว

 

"คุณภัทร ที่เป็นนางแบบไฮโซดังๆ อ่ะนะ" ผมพยักหน้าแทนเพราะเคี้ยวข้าวอยู่ แต่เจนทานเสร็จแล้วเลยซักผมต่อ "แล้วเค้าจะมาฝึกทหารชาย หรือหญิงอ่ะ แล้วเค้าจะฝึกได้หรอ" เจนยังคงพูดไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนมากเป็นคำถามที่ผมเองก็ตอบไม่ได้

 

"มีอะไรให้ช่วยก็บอกละกันนะ" ผมพยักหน้ายิ้มขอบคุณให้เจน ก่อนจะแยกกัน

 

ตอนนั้นบอกเลยตามตรงผมไม่คิดจริงๆว่า ไอ้คำว่าไม่รู้ของคุณลุง จะหมายถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลยขนาดนี้ คนที่นอนซบไหล่ผมดูหลับตาพริ้ม ไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับสิ่งที่กำลังรออยู่ตรงหน้า ที่หูมีเพลงฟังสบายอารมณ์ ดูจากทั้งกระเป๋าใส่เสื้อผ้าใบเบ้อเริ้ม กระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อย โทรศัพท์ที่ต้องถูกยึดเอาไว้ ผมว่าเจ้าตัวยังไม่รู้ และไอ้คนที่เธอบอกว่าพ่อส่งมาดูแลเธอ เธอก็คงยังไม่รู้อีกว่านั้นหมายถึงผม ไม่น่าละยังคงหน้าระรื่นหลับสบายอยู่ขนาดนี้ ไหนจะกิริยาต่างๆ ที่ดูไม่รู้จักระวังตัว รอบตัวคงมีคนคอยประคบประหงมจนชิน ทั้งการเดิน การแต่งตัว จะก้าวขาแต่ละที หรือนึกอยากจะถอดเสื้อสยายผมก็ทำ โดยไม่มองสายตาคนรอบข้าง ภาพทุกอย่างดูสโลว์โมชั่นเหมือนหลุดออกมาจากในละคร การนั่งอมยิ้มชมวิว ผมสีน้ำตาลอ่อนปลิ้วสลวย ที่อยู่ดีๆ ก็ยกมือรวบโชว์ต้นคอและเนินอกขาวๆ จนผมยังเผลอแอบมองไม่รู้ตัว เห้ออออ ส่งผมไปรบยังดีซะกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนข้างๆ ผมนี้จะเคยเป็นผู้ชายมาก่อน

 

รถเลี้ยวเข้ามาในค่ายเรียบร้อย จริงๆ เรื่องวันนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมขออนุญาตคุณลุงไว้ โดยผมให้คุณภัทรตามมาทีหลัง ผมไม่ต้องการให้คนรู้เรื่องเธอมากนัก และง่ายกับตัวผมเพื่อจัดการการรายงานตัวของพลทหารใหม่บางส่วน เพราะต้องการคัดเลือกคน และเพื่อจะได้ดูลู่ทาง จัดกอง การเลือกห้องนอน ห้องน้ำ โดยเลือกคนจากประวัติการศึกษา ท่าทางรูปร่างบุคลิคที่จัดอยู่ในทหารชั้นดี ผมรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่มันจำเป็น เพราะคงอันตรายต่อตัวคุณภัทรเองแน่ หากต้องอยู่รวมกับผู้ชายบางประเภท เมื่อได้เห็นสิ่งทีเกิดขึ้นวันนี้นั้นยิ่งทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นไม่ผิด

 

จริงๆ การฝึกพลทหารใหม่ก็ไม่ใช่หน้าที่ผมเลย แต่เพราะคุณลุงขอ ปรกติคุณลุงไม่เคยขอร้องให้ใครทำอะไรผมรู้จักท่านดี แต่ครั้งนี้ท่านคงเป็นห่วงจริงๆ ซึ่งผมมองแล้วมันก็น่าห่วงอยู่หรอก ผมต้องเหนื่อยขึ้นกว่าเดิมเท่าไหนคนข้างๆ ผมยังหลับซบไหล่ผมไม่รู้เรื่องต่อไป ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะปลุกคนข้างๆให้ตื่นมาเผชิญโลกใหม่ที่เธอกำลังจะต้องไปพบเจอ

 

"ตื่นๆๆ ถึงแล้ว" ผมพูดเสียงดังให้ได้ยินกันทั่วรถ โดยเน้นที่เจ้าของผมหอมๆ ที่รบกวนจิตใจผมข้างๆ เป็นพิเศษ

 

 

.........................................................................



#14 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:09 AM

 ตอนที่ 12 Follow me

 

 

 

โอ้ย ใครเสียงดังโวยวาย คนกำลังหลับสบายๆ แขนใครกันนะ อุ๊นนน อุ่น แถมมีกลิ่นหอมๆ ด้วย พอฉันหันไปมองผู้ชายข้างๆ หือ...

 

"เห้ย" พอนึกขึ้นได้ว่าคนข้างๆ เป็นใครก็รีบปล่อยทันที

 

"น้ำลายยืดป่ะเนี่ย อะไรเปียกๆ ก็ไม่รู้" พลาดไม่ได้จริงๆ โดนหมอนั้นแซวอีกจนได้

 

"บ้า" ฉันไม่อยากจะเถียงด้วย แต่เอามือมาลูบปากตัวเองก็ไม่เปียกนะ คนข้างๆ แอบหัวเราะเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้หันไปเอาเรื่อง คนที่หัวเราะชั้นก็รีบลุกขึ้น

 

"ใครช้าวิดพื้น 50" เล่นเอาฉันหน้าเหวอ คนบนรถดูรีบพากันแย่งลง

 

"ผมเอาจริง" คนตรงหน้าหันมาพูดกับฉันเน้นๆ ทุกพยางค์ ฉันว่าลงก่อนอย่าเพิ่งเถียงจะดีกว่า เมื่อกี้ขำอยู่ดีๆ ก็เข้าสู่โหมดหมาบ้าซะงั้น

 

"เดี๋ยว ไปสวมเสื้อดีๆ นี่ไม่ใช่กองถ่ายหนังสือ เก็บไว้ไปโชว์ที่อื่น" หมอนั้นพูดก่อนจะเดินลงไปทิ้งฉันโมโหกับตัวเองอยู่คนเดียว หื้ยยยย หงุดหงิด

 

ฉันสวมเบลเซอร์ลงมาด้านล่างก็เห็น ผู้ชายปากจัดคนเดิมยืนกอดอกเก็กท่ารอ พร้อมกับผู้ชายอีกคน

         

"คนนี้หรอครับหมวด" หมอนั้นพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบให้ผู้ชายที่ดูแก่กว่าข้างๆ ก่อนจะให้ไปสั่งว่า "ฝากด้วยนะจ่า" ฉันรู้ยศตานั้นซักที ได้ชื่อเล่นใหม่ละ ไอ้ผู้หมวดขี้เก็กเอ้ย

 

"สวัสดีค่ะ" ฉันชิงยกมือไหว้สวัสดีจ่าข้างๆ เพราะฉันเห็นเค้าแก่กว่า พี่ริชชี่มักจะสอนฉันเสมอให้รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มือไม้อ่อนคนจะได้รักและเอ็นดู ยิ่งอยู่ในวงการบันเทิง ฉะนั้นคนขับรถ ช่างกล้อง ช่างไฟฉันก็ไหว้หมด

 

"อุ้ยๆ คุณครับไม่ต้องไหว้ผมหรอก" น้าจ่าแกรีบยกมือลนลานรับไหว้ฉัน

 

"จ่า" ตาผู้หมวดหันไปเก็กเสียงเข้มใส่จ่าคนนั้นทันที

 

"ส่วนคุณก็ไม่ต้องมาแสดงบทดารามารยาทงาม ตรงนี้ไม่มีสื่อ ไม่มีนักข่าว" อ้าว ไหงมาเล่นงานฉันแทน ฉันทำอะไรผิด คนเค้ามีมารยาท ได้รับการอบรมมาดี ไม่เหมือนนายหรอก อ้าว พูดจบก็เดินลิ่วไปเลย

 

"นี่นาย พูดจาหาเรื่องแล้ว อย่ามาเดินหนีกันแบบนี้นะ ฉันยังพูดไม่จบ ไม่ได้ยินหรอไง" ว่าเสร็จก็เดินหนี แย่ที่สุด คนอะไร

 

"น้าค่ะ ตานั้นมันเป็นอะไร" ฉันหันไปถามคนที่ยังยืนอยู่แทน น้าแกยิ้มแหยๆ ให้ฉัน ก่อนจะแนะนำตัว

 

"เรียกว่าจ่าเฉยดีกว่านะครับ ไม่ใช่จ่าเฉยๆ นะครับ ผมชื่อจ่าเฉย ผู้หมวดแกก็เป็นแบบนี้แหละ เวลางานแกจริงจัง แล้วในนี้เราไม่ไหว้กันหรอก" จริงสินะ ฉันเป็นทหารแล้วนิ แต่ชื่อจ่าแกจะน่ารักไปไหนเนี่ย ยืมไปตั้งไว้หน้าบ้านได้ไหมเนี่ย อ่อ จริงด้วย

"จ่าแน่เลยใช่ไหม คนที่พ่อส่งมา" ไม่น่าละใจดีผิดกับตานั้น

 

"ท่านนายพลอ่ะหรอครับ ป่าวหรอกครับ ไม่ใช่หรอก ผมประจำที่นี่อยู่แล้ว" จ่าตอบมาแบบซื่อๆ อ้าวแล้วใครกันล่ะ

 

"จะคุยกันอีกนานไหม เค้าแบ่งกองกันแล้ว" โอ้ย เสียงนี้มาอีกแล้ว ฉันปวดหัวจัง มันจะพูดเสียงดังๆ ทำไมนะ

 

"จ่า ยกไปหมดนั้นเลย นั่งนับทีละชิ้นคืนนี้ทั้งคืนก็ไม่เสร็จ" หมอนั้นให้ไปสั่งๆๆๆ และก็สั่งอีกตามเคย

 

"เอ่อออ คือคุณจะใช้ของอะไรอีกไหมครับ หรือจะให้รวมไปเก็บหมดเลย" จ่าหันไปมองกระเป๋าฉัน ทำหน้าแปลกๆ สงสัยจะสวยสินะ แน่ละ ใบเก่งของฉันเลยน้า ลิมิตเตดอิดิชั่นด้วย

 

"อ่อค่ะ อยู่ในนั้นหมดเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ จ่าใจดีจัง" ฉันยิ้มให้จ่าที่ยกกระเป๋าฉันไปเก็บให้ และเดินมาหาผู้หมวดที่ยังคงยืนเก็กหน้าอยู่

 

"ไปต่อคิวรับของและเดินไปรวมที่กองแรกตรงโน้น" สั่งแบบนี้ก็ดีเหมือนกันฉันก็ไม่อยากจะคุยด้วยนักหรอก

 

ระหว่างที่ฉันยืนต่อคิวรอรับข้าวของมากมายไม่รู้อะไรเยอะแยก แต่เห็นมีเสื้อยืดสีเสื้อเขียวๆ หลายตัวเชียว เดี๋ยวค่อยกลับห้องไปรื้อละกันถุงหนักอ่ะ ลากเอาได้ไหม

 

"50 ครั้ง ปฏิบัติ!" อยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น ทำให้ทุกคนรอบตัวฉันต้องหันไปมอง

 

หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า... ที่ฉันมองเห็นตอนนี้มีผู้ชายสี่ห้าคนตรงนั้นลงไปวิดพื้นกันแล้ว

 

"มองอะไร อยากลองบ้างหรอ" เสียงจากคนที่คุณก็รู้ว่าใครดังขึ้น เรียกสายตาฉันกลับมา อยู่ๆก็มายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ ผลุบๆ โผล่ๆ พิลึกคน ฉันว่าชั้นไม่ตอบดีกว่า คุยกับตานี่ละเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์

 

"ขอบคุณค่ะ" ฉันพูดพร้อมเอื้อมมือไปรับของตรงหน้าที่ส่งมาอีก ก่อนจะยิ้มให้ตามมารยาท

 

"ตัวจริงสวยกว่าในรูปอีกนะครับ" ฉันยิ้มนิดๆ รับคำชมของคนตรงหน้าที่กำลังยิ้มอวดฟันขาวตรงข้ามกับสีผิว

 

"ไปยืนที่ตัวเองได้รึยัง ยืนแจกยิ้มหวานหว่านเสน่ห์อยู่นั้น จะมาเป็นทหารฝึกไม่ใช่หรือไง" ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสียงใคร ฉันหันไปทำหน้าเซ็ง เบื่อที่จะพูดกับคนพรรค์นี้ แล้วเดินเชิดตั้งใจสะบัดผมที่มัดเป็นหางม้าใส่คนพูด ฉันว่าโดนนะ อิอิ

 

"โอ้ย" ก็จะไม่ร้องได้ไง หมอนั้นมันดึงผมฉันอ่ะ เห้ย เล่นกันแบบนี้เลยหรอ

 

"ปล่อยนะ นี่นาย" ฉันหันไปจะโวยวาย หากติดที่ว่าเค้าจับผมฉันอยู่ พอฉันหันหน้ามาทำให้หน้าเราสองคนห่างกันนิดเดียว จนฉันไม่กล้าจะพูดอะไร เพราะมันใกล้มากจนลมหายใจรดกันแล้ว

 

"ระวังไว้หน่อยนะ ผมสวยๆ ของคุณน่ะ พรุ่งนี้อย่าร้องไห้ขี้มูกโปงไปฟ้องพ่อล่ะกัน" ตานั้นหันมากระซิบข้างๆ หูฉันเหมือนวันงานเดินแบบเลย งั้นลองท่าเดิมด้วยแล้วกันนะ ฉันยกเท่ากระทืบเต็มแรง แต่.... เหยียบพื้นเปล่า

 

"หมดมุกแล้วสินะ มีแค่นี้เองหรอ ...โอ้ยยย" เหยียบไม่โดน หยิกเอวแทนก็ได้ และแน่นอนว่าฉันแลบลิ้นใส่ แล้วรีบเดินจ้ำเร็วๆ มาที่กองของฉัน คล้อยหลังฉันยังคงได้ยินหมวดนั้น ร้องซี๊ดซ้าด แต่ทำไมมันเหมือนปนกับเสียงหัวเราะยังไงไม่รู้ แถมมีเสียงแซวจากบรรดาทหารรอบๆ เป็นกองหนุนอีกต่างหาก

 

ฉันเดินมาหยุดกองมหารที่ผู้หมวดนั้นบอกแล้ว ก่อนจะเลือกไปยืนข้างๆ คนที่ฉันว่าหน้าไว้ใจที่สุด ฉันหันไปยิ้มให้คนตัวสูงอีกคนข้างๆ และถามคำถามที่อยากรู้

"เค้าให้มายืนทำอะไรตรงนี้หรอ"

 

"รู้สึกว่าเค้าน่าจะแยกตามวุฒิมั้ง แบบใครจบปริญญาตรี ปวส. ม.6 อะไรแบบนี้อ่ะ คุณก็เรียบจบแล้วใช่ไหมล่ะ" คนตรงหน้ายิ้มตอบ ตาตี่ๆ ที่ยิ้มทีแทบไม่เห็นลูกกะตาเลย แม้จะมืดแล้วแต่ก็พูดเลยว่าผิดขาวใสมาก จนผู้หญิงมาเห็นยังต้องอิจฉา

 

ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ "แล้ว..นะ..นาย..." จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ ก็ฉันยังไม่รู้ชื่อเขาเลยนิหน่า ดูเหมือนคู่สนทนาจะรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร

 

"เรียกเราว่าเอ็มก็ได้" ฉันยิ้มรับ กำลังจะอ้าปากแนะนำตัวบ้าง และอีกครั้งที่เอ็มรู้ว่าฉันจะพูดอะไร

 

"ผมรู้จักคุณ ผมมีหนังสือที่คุณขึ้นปกด้วย"ฉันดีใจปนเขินๆ แหะ เพราะคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเล่มไหน

 

"ไม่ถามหน่อยหรอว่าเล่มไหน" พอเห็นฉันเขินเลยยิ่งแกล้งถามแหย่ คงดูจากอาการที่ฉันเอามือเกาหัวมั้ง

 

"คิดว่ารู้นะ เลยไม่ได้ถาม" ฉันตอบไม่มองหน้าคนพูดที่ขยับมาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า

"ชุดว่ายน้ำสวยนะ" เอ็มพูดขำๆ กลับไปยืนตรงเหมือนเดิมแล้ว ได้ทีล้อใหญ่เลยนะ ฉันหันไปจ้องหน้าคาดโทษเบาๆ

"ล้อเล่นๆ นางแบบก็สวย" เอิ่มมม เอ็มคงตีความหมายฉันผิด ไม่ได้จะให้ชม แต่ให้หยุดพูดเรื่องนี้ต่างหาก แต่ก่อนที่จะได้คุยอะไรไปมากกว่านี้ อีตาผู้หมวดก็มาหยุดยืนหน้าฉันกับเอ็มแล้ว

 

"คุยอะไรกัน สนุกมากไหม" ผู้หมวดถามขึ้นมา เรียกว่าตะคอกจะเหมาะกว่า แต่ถามมาฉันก็จะตอบให้

 

"ก็ดีกว่าคุยกับนายละกัน" ฉันพูดเสียงดังใส่บ้าง หมอนั้นเริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์

 

"ที่นี่คุณไม่มีสิทธิ์มาเถียงผม" สะดุ้งสิ อยู่ดีๆ มาตะวาดใส่หน้า เสียงดังกว่าเมื่อกี้อีก

 

"ฉันไปเถียงอะไร ก็นายถามฉันก็ตอบ" แม้จะยังตกใจอยู่ แต่ก็เริ่มจะโมโหแล้วเหมือนกันนะ

 

"ดี เก่งให้ได้ตลอดนะ ทุกคนเข้าที่พักอาบน้ำนอนได้เลย พรุ่งนี้ตี 5 ครึ่งเจอกันตรงนี้ เลิกกอง"

 

ทุกคนกระทืบเท้าหนึ่งทีพร้อมกันและร้องเฮ้ ก่อนจะเดินตามจ่าเฉยที่กำลังนำหน้าไปที่พัก ฉันรีบไปดีกว่า ฉันเดินรั้งท้ายกับเอ็มสองคน โดยเอ็มหันมาขอโทษเรื่องที่ชวนคุย แต่ฉันก็ได้แต่ตอบไปว่าไม่เป็นไร และคุยกันนิดๆหน่อยๆ จนถึงห้องพัก จ่านำฉันเดินมาด้านในสุดโดยชี้เตียงสุดท้ายให้ดู ห้องรวมจริงด้วย แต่ก็เอาเหอะ อันนี้เตรียมใจมาไว้แล้ว

 

เอ็มคงเห็นว่าเตียงข้างฉันมีของวางอยู่แล้ว เลยไปนอนฝั่งตรงข้ามแทน เตียงมีคนจอง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครมาก่อนหน้าพวกเรา ฉันเลยเดาว่านี่แหละ คนที่จะมาดูแลฉัน เพราะพ่อคงไม่เลือกให้ใครก็ไม่รู้มานอนข้างฉันแน่นอน

 

"อ่อ จ่าคะ กระเป๋าหนูล่ะ" ฉันหันไปถามจ่าที่ทำเก้ๆ กังๆ ปากพะงาบๆ ไม่มีเสียงออกมา ก่อนที่ฉันจะถามย้ำอีก คนที่ฉันไม่อยากเจอหน้าก็เข้ามาสะกิดบอกเป็นเชิงเดี๋ยวเค้าจัดการเอง

 

"เอากระเป๋าฉันมา" ฉันจะได้เปลี่ยนชุดนอนสักที ฉันเห็นเหมือนเอ็มทำท่าจะพูดอะไร ก่อนตาคนนั้นจะแทรกขึ้นมา

 

"ไม่มีของอะไรของคุณทั้งนั้นแหละ เสื้อผ้าที่คุณจะได้ใส่ที่นี้มีแค่ชุดทหารที่อยู่ในถุง มือถือก็ห้ามใช้ เงินก็ห้ามพก ของใช้ทุกอย่างของคุณมีแค่ในถุงนั้น" อีตานี้หมายถึงถุงที่ฉันรับมาเมื่อกี้อ่ะหรอ ฉันรีบโยนถุงในมือทิ้ง แสดงถึงความไม่ต้องการขั้นสูงสุด ฉันรู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง โลกกำลังจะถล่มลงมา ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร โจรขโมยกระเป๋าฉันก็ออกคำสั่ง

 

"ตามผมมา" ยังจะมีหน้ามาสั่งฉันอีกหรอ ฉันทำหน้ายังไงไม่รู้หันไปมองเอ็มที่เป็นที่พึ่งเดียว เอ็มทำท่าจะเดินมาหา ก่อนอีตาผู้หมวดนั้นจะชิงพูด

 

"ผมหมายถึง ภัทร คนเดียว" อีตาผู้หมวดเอ่ยปากไล่ ผู้ชายข้างๆ ฉันทางอ้อม

 

"บอกว่าให้ตามผมมา" พอเห็นฉันไม่เดินเลยเอามือมาจับแขนฉันลากไป

 

"นี่นาย ปล่อยนะ จะพาฉันไปไหน ฉันจะเอากระเป๋าฉันคืน" ฉันเริ่มโวยวายเอามือตีคนที่ถือวิสาสะจับแขนฉัน

 

หมอนั้นหันมาทำหน้าเบื่อหน่ายและถามนิ่งๆ ว่า

 

"หรืออยากอยู่แก้ผ้าอาบน้ำรวมตรงนี้" ฉันทำหน้างงๆ กับคำถาม และพอฉันหันไปมองรอบตัวก็ได้คำตอบ แต่ละคนเริ่มถอดเสื้อ พาดผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ บางคนเหลือแต่กางเกงในตัวเดียวแล้ว อร้าย

 

"อ้าว จะไปก็รีบไปสิ" คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายเด้งไปเกาะแขนคนตรงหน้าและออกแรงดันไปแทน

"หึหึ" เสียงกลั้นหัวเราะแบบนี้อีกละ ฉันเกลียดจริงๆ ให้ตายเหอะ

 

........................................................................................



#15 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:10 AM

ตอนที่ 13 Only Necessary Thing

 

 

 

อีตาผู้หมวดที่เพิ่งกลายร่างเป็นโจรขโมยกระเป๋าพาฉันเดินออกมาด้านนอกแล้ว เหมือนเรากำลังเข้าไปในตึกอะไรสักอย่างที่ฉันไม่ทันได้อ่านป้าย แต่ดูเหมือนห้องพยาบาลอะไรประมาณนี้

 

"จะปล่อยผมได้รึยัง" จริงสิ ฉันยังเดินกอดแขนเขาอยู่เลย พอหมอนั้นพูดฉันก็รีบกระเด้งออกและเบะปากใส่ อีตาผู้หมวดสายหัวเบาๆ แต่ฉันเห็นนะว่าเขาแอบยิ้ม มีอะไรจะแกล้งฉันอีกแน่ๆ

 

"นายยิ้มอะไร" ฉันเร่งฝีเท้าไปยืนตรงหน้า

 

"เปล๊า" เขาตอบแบบเสียงเพี้ยนสูงทำให้ดูยิ่งน่าสงสัย

 

"นายจะแกล้งอะไรฉันอีก แล้วทำไมในนี้มันมืดจังอ่ะ" ฉันพยายามมองไปรอบๆ ที่แทบมองไม่เห็นอะไรนอกจาก ผู้ชายร่างสูงตรงหน้า ที่ตอนนี้กำลังเดินก้าวเข้ามาใกล้ฉันขึ้นเรื่อยๆ จนฉันเองที่ต้องเป็นฝ่ายเริ่มขยับตัวถอยหลังหนี แต่รู้ตัวอีกทีหลังฉันก็หลังติดกำแพงซะแล้ว

 

"กลัวหรอ เมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลยนิ" ชายตรงหน้าทำน้ำเสียงแปลกๆ กับสายตาที่ชั้นเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรกำลังจ้องชั้นผ่านความมืดมาที่หน้าฉัน เมื่อเห็นว่าหมดทางไปต่อ

 

"นี่...นี่นายจะทำอะไร ฉันไม่เล่นด้วยนะ" หน้าผู้หมวดเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนฉันต้องหลับตาปี๋ ลมหายใจที่รดอยู่ข้างหูทำเอาฉันตัวสั่นจนตัวเองรู้สึกได้



กริ๊ก กริ๊ก 


ก่อนที่ไฟทั้งห้องจะสว่างขึ้นมา ฉันหันมองไปตามมือ... สวิทซ์ไฟ

 

"ไปอาบน้ำ จะได้ไปนอน" หมอนั้นถอยออกไปแล้ว ก่อนที่ฉันจะคิดอะไรออกก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำและปิดประตูล็อคกลอนทันที

 

อร้าย ไอ้บ้า นิสัยไม่ดี เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง คอยดูนะ ฉันจะ จะ จะ ฟ้องพ่อ หื้ยยยย ยิ่งทำอะไรไม่ได้ ยิ่งหงุดหงิด แต่ฉันยังจำความรู้สึกที่ใกล้กันเมื่อกี้ได้อยู่เลย มันใกล้กันมาก จนในใจมันรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ ฉันรีบสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป และก้มมองมือตัวเอง ที่ในขันมีสบู่ แชมพู แปรงสีฟันครบ จริงๆ ฉันเอาของพวกนี้มาหมดแล้วนะ ติดที่มันอยู่ในกระเป๋านี่สิ แต่ใช้ไปก่อนก็ได้ว่ะ สิ้นเปลืองงบประมาณประเทศชาติจริงๆ

 
 

ฉันก้มๆ เงยๆ สำรวจห้องน้ำ เมื่อเห็นว่ามิดชิดปลอดภัยดีจัง ถอดเสื้อเตรียมอาบ หนาวจัง ไหนละฝักบัว เห้อ ไม่มีสินะ ฉันมองขันในมือด้วยความอนาถชีวิต ก่อนจะเปิดน้ำและเอานิ้วจิ้มดู เย็นง่ะ รวบผมดีกว่า ไม่สระแล้วกัน ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีกลั้นใจราดขันแรกลงมาที่ตัว

 

ซู่

 

"อร้ายยย นายน้ำมันเย็นอ่าาาา" แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ฉันก็อดร้องออกมาไม่ได้ หูยยยยยย หนาวไปถึงขั้วหัวใจ

 

"แล้วจะให้ผมทำไง ต้มน้ำร้อนมาผสมให้คุณอาบหรอ" เสียงด้านนอกตะโกนถามมา

 

"จริงสิ ด้านนอกมีกระติกร้อนน้ำหนิ นายจะทำให้จริงๆ หรอ" ไม่น่าเชื่อนายคนน่ี้ก็มีส่วนดีแหะ

 

"จริงสิ หลังจากนั้นเราก็ไปก้างเต้นท์ กินข้าวกล่อง นอนนับดาวกัน เหมือนมาแคมปิ้งกันดีไหม" ดูหมอนั้นตอบมา ถุย ชีวิต ฉันคงมองนายคนนี้ในแง่ดีไปหน่อยมั้ง

 

"เออ แค่นี้ต้องมาประชด ฉันแค่พูดเฉยๆ รู้อยู่แล้วน่ะ ว่านายมันไม่มีน้ำใจ เชอะ ฉันอาบได้หรอกน่าาา" จะมีไหมพูดจาดีๆ แบบคนอื่นเค้าน่ะ

 

"เดี๋ยวออกมาผมให้กอดละกันดีไหมจะได้อุ่นๆ ฮ่าๆ" ดูเหมือนคนข้างนอกนั้นยังคึกไม่เลิกแหะ โอ้ย พอกันที เอาว่ะ กลั้นใจ รีบๆ อาบให้มันเสร็จๆ ไป แต่พอแต่งตัวนี้สิ ปัญหาร้อยแปดพันอย่างไม่จบสักที

 

"นาย" ฉันเรียกคนที่ไม่อยากเรียกอีกครั้ง ก็มันเพิ่งนึกออกและคนข้างนอกคงลืมไปเหมือนกัน เพราะเค้าให้ผ้าขนหนู เสื้อกับกางเกงมา และก็กางเกงในผู้ชาย สีเขียวทหาร...

 

"อะไรอีกล่ะ เรื่องมากจริง" คนใจร้ายตอบมาด้วยน้ำเสียงรำคาญฉันเต็มประดา แล้วฉันสีจะตอบไงดีอ่ะ ทีนี้

 

"เอ้า เรียกแล้วก็พูดดิ" เริ่มโวยอีกละ งั้นพูดตรงๆ เลยละกัน

 

"นายจะให้ฉันใส่กางเกงในตัวนี้ได้ไงอ่ะ เสื้อในก็ไม่มี" ไร้สัญญาณตอบรับไปซะอย่างนั้น อีตาคนนอกเงียบไป

 

"เอ้า ทีงี้มาเงียบทำไมล่ะ" ฉันถามอีกครั้ง นี่หมอนั้นมันยังอยู่รึเปล่า หรือหนีไปแล้ว ทิ้งฉันไว้นี่หรอ ไม่น้าาาาาา

 

"เออๆ โทษที ผมลืม เอาไงดี คุณใส่ตัวเดิมออกมาก่อนละกัน ผมพาไปเอา ในกระเป๋าคุณใช่ไหม"

 

ฉันหูไม่ฝาดไปใช่ไหม ดีใจจนแทบน้ำตาไหล กระเป๋าของช้านนนนน จะได้รีบไปแอบหยิบมือถือออกมาด้วย ชีวิตฉันจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีไอโฟน ไหนจะเครื่องสำอางอีก ชีวิตฉันขาดไม่ได้หรอกนะ

 

ฉันรีบสวมเสื้อยืดสีเขียวกับกางเกงที่มาคู่กันก่อนจะก้าวออกมาเร็วๆ กระเป๋าจ๋า แม่กำลังไปหาหนูแล้วนะลูก ฉันเห็นหมวดข้างหน้าโทรคุยกับใครสักคนคงเป็นเรื่องกระเป๋าฉัน

 

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปเอาเอง" ก่อนจะวางสายไป และหันมาหาฉันแทน

 

"ปิดไฟละตามผมมา" พอตานั้นหันไปฉันก็ทำเป็นทวนประโยค 'ปิดไฟละตามผมมา' ส่ายหัวดุกดิกๆ แลบลิ้นใส่

 

"ผมเห็นนะ ประตูมันเป็นกระจก"

 

เพล้ง ฉันได้ยินเสียงหน้าตัวเองแตกกระจายอยู่เต็มพื้น เออว่ะชัดเลย ยิ่งด้านนอกมืดๆแบบนี้ อายก็อาย แต่ทำไปแล้ว คงทำได้แค่...ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินนำออกไป

 

"จะไปไหน" เสียงหมอนั้นดังตามมา

 

"ก็ไปเอากระเป๋าไง" ถามอะไรไม่คิดแหะตาคนนี้

 

"แล้วรู้หรอมันอยู่ไหน" เออว่ะ นั้นสิ อยู่ไหนอ่ะ พอเห็นฉันให้คำตอบไม่ได้ ผู้ชายตรงหน้ายิ่งจ้องหน้าเหมือนต้องการคาดคั้นเอาคำตอบที่รู้ว่าฉันไม่มีให้

 

"ไม่รู้" ยอมก็ได้จะได้รีบๆ ไปซักที คนอะไรจะเอาชนะตลอด

 

"นายก็บอกมาสิ จะได้ไปเอา ฉันจะได้ไปนอน เบื่อหน้านายเต็มทนแล้ว" ฉันแค่ตั้งใจจะพูดแก้เขินไปงั้นแหละ ไม่คิดว่าคำตอบที่ได้กลับมาจะเป็น

 

"ทำไม มีใครนอนรอคุณอยู่หรอ แหม ไม่น่าคุยกันแปปเดียว เดินตัวแทบติดกัน ชมนิดชมหน่อยทำเป็นยืนบิดไปบิดมา" หมอนั้นกลับมาเดินนำ พร้อมคำพูดประชดชัน ตานี่คงหมายถึงเอ็มสินะ เราเดินไปคุยไปเรื่อยๆ

 

"แล้วจะให้ทำไง คนเค้าชม ฉันก็รับไว้ นายมีปัญหาอะไร หรือนายว่า... ปกนั้นฉันไม่สวย" แกล้งถามไปงั้นแหละ เพราะว่าตานี่คงไม่อ่านหนังสือผู้ชายแนวนั้นหรอก...มั้ง

 

"ก็งั้นๆ อ่ะ ถ่ายแบบยิ้มธรรมชาติๆ ชุดธรรมดาในเล่มอื่นยังดีกว่า ไปใส่ชุดว่ายน้ำ ทำปากเผยอ ตาปรือๆ แบบนั้น ไม่อายหรือไง" ตอนแรกฉันกำลังจะเถียง แต่เอ๊ะ แบบนี้ก็แปลว่า

 

"นายซื้อหนังสือที่ฉันขึ้นปกด้วยหรอ" ฉันหันไปทำตาโตใส่ ควรจะดีใจไหมเนี่ย ผู้ชายตรงหน้าทำหน้าเหรอหรานิดนึงที่เหมือเผลอหลุดปากออกมา

 

"เปล่า ไม่ได้ซื้อเคยเห็นผ่านๆ แม่ซื้อมาอ่านมั้ง ไม่ต้องถามมาก ถึงแล้ว เชิญไปหยิบของส่วนตัวคุณ" ท่าทางกับน้ำเสียงตะกุกตรงหน้าอดทำฉันยิ้มไม่ได้ ซื้อก็ซื้อสิ ทำเป็นปากแข็ง คุณป้าท่านจะมาซื้อนิตยสารสำหรับผู้ชายมาอ่านทำไม ว่าแต่แล้วฉันจะดีใจทำไมละเนี่ย

 

"หยิบแต่ของจำเป็น" หมอนั้นกลับมาเป็นขาโหดคนเดิมอีกละ ผู้ชายน่ารักคนเมื่อกี้ไปไหนแล้วละ น่ารัก? เอ้ย ฉันคงเพี้ยนไปแล้ว มองตาคนนี้น่ารัก และแล้ว...กระเป๋าลูกแม่ก็ตั้งอยู่หน้า ฉันรีบวิ่งเข้าไปกอดประหนึ่งว่ามันเป็นเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน

 

หลังจากนั้นก็หยิบชุดชั้นในใส่ลงไปในถุงที่นายนั้นยื่นมาให้ โดยสายตาหันไปทางอื่น ฉันแอบหยิบกระเป๋าเครื่องสำอางชุดพกพาไปด้วยดีกว่า

 

"คุณแน่ใจนะว่าแค่มาหยิบแค่ ของ-จำ-เป็น" หมอนั้นดูเน้นสามพยางค์สุดท้ายเป็นพิเศษ

 

"ก็ใช่นะสิ เอาอย่างอื่นไปได้ป่ะล่ะ" ฉันหันไปถาม เห็นหมอนั้นยังคงหันไปทางอื่น ฉันเลยรีบหยิบกระเป๋าใบเล็กไว้ล่างสุดก่อนจะเอาชุดชั้นในทับไว้ ไม่จำเป็นของนาย แต่สำหรับฉันน่ะมันสำคัญย่ะ สบู่ ยาสีฟันไม่พอหรอก จะล้างเครื่องสำอางยังไง

 

ว่าแต่แล้วมือถือล่ะ หายไปไหน ฉันรื้อทุกซอกละนะ ฉันจำได้ว่าเก็บไว้ในกระเป๋าถือนิ แต่แทบจะเทออกมาดูก็ยังไม่มี ก่อนที่จะเทออกมาจริงๆ เสียงเฉลยก็ดังขึ้น

 

"หานี่อยู่หรอ" หน้าตากับรอยยิ้มกวนๆ ส่งมาที่ฉัน พร้อมไอโฟนกับเคสประดับเพชรแวววิบวับที่อยู่บนมือคนพูด

 

"นี่นาย นายมีสิทธิ์อะไรมาค้นกระเป๋าฉัน แล้วนั้นนะ มันของส่วนตัวฉันนะ" ฉันลุกขึ้นจะไปแย่งมือถือฉันคืน นายนั้นจึงแกล้งชูสุดมือ และแน่นอนฉันเอื้อมไม่ถึง ยิ่งพยายามยื้อแย่ง ยิ่งรู้สึกว่าตัวเรายิ่งแนบชิดติดกัน ฉันเขย่งเอื้อมมือสุดแขน เกือบถึงแล้ว ถ้าไม่....

 

"ว้าย" ฉันสะดุดขาผู้ชายที่กำลังสนุกกับการแกล้งฉันอยู่น่ะสิ เท่านั้นยังไม่พอปากฉันจุ๊บลงบนแก้มหมอนั้นเต็มๆ

 

เห้ย ทำไงดีอ่ะ ฉันได้แต่เหรอหรา ตาโต หัวใจเต้นแรง จนแทบจะพุ่งออกมานอกอก เหมือนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ความรู้สึกที่เหมือนไฟฟ้าช็อต ทำให้ต้องรีบพลักคนตรงหน้าออก เหมือนตัวมันร้อนไปหมดจนฉันต้องก้มหน้าหงุดไม่กล้าหันไปสบตาคนตรงหน้า

 

"ได้ของคุณครบแล้วก็ตามมา" หมอนั้นพูดเสียงทุ้มลงแปลกๆ แต่พอฉันหันไปมองก็หันหลังไปแล้ว เขาทำเหมือนกับว่าเมื่อกี้มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินนำออกไป สรุปมือถือก็เป็นอันว่า ไม่ได้คืนอีกจนได้

 

เราเดินเงียบๆ กลับมาทางออกพักที่ป่านนี้คนอื่นน่าจะปิดไฟนอนไปหมดแล้ว ฉันนึกขึ้นได้ว่าต้องขอเข้าห้องน้ำอีกรอบ เปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรออก แล้วไหนจะเครื่องสำอางบนหน้าอีก

 

"นี่ ขอเข้าห้องน้ำได้ไหมอ่ะ" หมอนั้นไม่ได้ตอบกลับมาแต่ก็ชี้นิ้วไปที่ตึกมืดๆ ด้านหน้า ก่อนจะทำหน้าดุเป็นเชิงว่าให้รีบๆ ไป

 

"คือ..." ฉันกำลังจะพูด

 

"มีอะไรอีก ผมว่าผมยอมคุณเยอะไปแล้วนะ" หน้าโหดๆ กลับมาอีกแล้ว

 

"มันมืดอ่ะ ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ แต่ฉันไม่ได้กลัวหรอกนะ" ฉันรีบพูดก่อนจะโดนคนตรงหน้าดุ ก็มันเงียบและก็วังเวงเหลือเกินอ่ะ หมอนั้นส่ายหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่ปฏิเสธยังคงเดินพานำไปเงียบๆ จนถึงห้องน้ำ

 

"ให้เวลา 2 นาที" ไม่ใช่ประโยคบอกเล่า หรือข้อร้อง มันคือประโยคคำสัง ที่ฉันทำได้เพียงพยักหน้าจิ๊จ๊ะเบาๆ ไม่อยากจะขออะไรมากไปกว่านี้ รีบเข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุดชั้นในอันเก่าก่อนจะใส่เป็นเสื้อแบบไม่มีโครงแทน ได้นอนสบายๆ ฉันออกมาส่องกระจกแล้วใช้ไวป์ ที่เหมือนทิชชู่เปียกแบบเช็ดเครื่องสำอางได้เลย เช็ดแทนคลีนเซอร์ ดีนะ วันนี้ไม่ได้แต่งอะไรเยอะ

 

"นานเกินไปแล้วนะ คุณทำอะไรของคุณ" หมอนั้นเดินเข้ามาในห้องน้ำหญิงเลย

 

"เห้ย อะไรเนี่ย เข้ามาได้ยังไง" ฉันไม่ได้ตกใจ แค่นั้นหรอก แต่กระเป๋าเครื่องสำอางนี่สิ วางกระจายอยู่รอบอ่างล้างหน้าเลย

 

"สรุปคุณมาที่นี่เพื่อทำอะไร พิสูจน์ตัวเองหรือทำให้พ่อคุณขายหน้ากว่าเดิม" หมอนั้นพูดเล่นทำฉันปรี๊ดแตก แต่ยังไม่ทันจะได้เถียง คนพูดก็เดินออกไปแล้ว ฉันรีบวักน้ำล้างหน้าเก็บของและเดินไปคว้าแขนคนที่เดินลิ่วนำฉันไป

 

"หยุดก่อน นายพูดแบบนั้นหมายความว่าไง"

 

"ผมก็หมายความอย่างที่พูด ถ้าคุณจะมาแต่งหน้าทำผม อยากนั่งนอนจิ้มโทรศัพท์คุณคงมาผิดที่แล้วล่ะ ผมบอกว่าให้หยิบของจำเป็น ถ้าคุณมองว่าของพวกนั้นยังจำเป็น ที่นี่คงไม่เหมาะกับคุณ จะกลับบ้านไปตอนนี้ยังทัน ผมจะโทรคุยกับคุณลุงเอง"

 

ฉันโกรธ แต่ก็เถียงไม่ออก ส่วนประโยคสุดท้ายทำให้ฉันรู้สึกตะหงิดๆ ใจอะไรบ้างอย่าง หรือว่าคนที่พ่อหมายถึง...

 

"ใช่ ผมนี่แหละคือคนที่จะฝึกคุณ พ่อคุณอนุญาตให้สิทธิขาดในการตัดสินใจทุกอย่างกับผมแล้ว ถ้าจะอยู่ต่อก็มีหน้าฟังและทำตาม ไม่อย่างนั้นก็กลับไป อย่าให้พลเอกของกองทัพต้องมาเสียชื่อเพราะลูกอย่างคุณเลย!"

 

 

                   ………………………………………………………………………………………… 
 

#16 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:12 AM

ตอนที่ 14 Where I Belong

 

 

 

ฉันกลับเข้ามาที่ห้องรวม ที่ทุกคนหลับหมดแล้ว คนอื่นใช้เวลาอาบน้ำนอนกันกี่นาที แล้วฉันละ ฉันใช้ไปเกือบชั่วโมง ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีข้อแก้ตัว เมื่อกี้พอหมอนั้นพูดจบแล้วก็เดินจากไป ไม่ได้ยึดของที่ฉันแอบหยิบมาคืนอย่างที่กลัว ไม่มีการพูดคุยใดๆ เกิดขึ้นระหว่างเราอีก

 

ฉันเอาของเก็บใส่ตู้ข้างๆ เตียง ส่วนนายนั้นคงไปอาบน้ำมั้ง ก่อนจะไป เขายื่นไอโฟนกลับมาให้ฉัน แทนคำถาม เหมือนกำลังให้ทางเลือกว่าสรุปแล้วฉันจะทำยังไงต่อไป

 

ฉันหายใจเข้าลึกๆ วางไอโฟนลงไว้บนเตียงข้างๆ แทนคำตัดสินใจ ฉันมาถึงที่นี่แล้ว ฉันต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าฉันคู่ควรกับที่นี่ คำพูดที่ดูรุนแรง ทำร้ายจิตใจคนฟัง แต่กลับต้องขอบคุณ ที่ทำให้ฉันได้สติว่าแท้จริงแล้วตัวเองมาที่นี่เพื่ออะไร และที่สำคัญที่สุดฉันต้องทำให้สำเร็จ

 

ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาข้างๆ ก่อนจะล้มลงนอนบนเตียง หมอนั้นคงกลับมาแล้ว โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หรืออาจะ 5ด้วยซ้ำ ฉันหันไปมองคนเตียงข้างๆ ที่กำลังนอนหลับตาอยู่

 

"พี่ตั้ม" ฉันเรียกชื่อเล่นเหมือนที่พ่อเคยสอนให้เรียกเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก หมอนั้นลืมตาหันมา คงงงกับคำที่ฉันใช้เรียก เพราะที่ผ่านมาฉันเรียกเค้าว่า ‘นาย’ ตลอดเลย

 

"ขอบคุณนะ" ฉันพูดคำที่อยากจะพูดออกไป

 

"อืม นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นนะ" คำพูดที่ดูเหมื่อนสั่ง แต่น้ำเสียงกลับนุ่มนวล แฝงด้วยความรู้สึกห่วงใยจนรู้สึกได้ ยิ่งหน้าเปื้อนยิ้มนิดๆ ยิ่งทำเอาจิตใจหวั่นไหว ฉันพยักหน้าตอบรับก่อนจะรีบตะแคงอีกข้างไม่อยากให้เขาเห็นว่าฉันกำลัง...อาย คำพูดที่ดูไม่มีอะไร แต่กลับทำให้ความรู้สึกมันปั่นป่วนไปหมด ฉันเผลอเอามือลูบริมฝีปากตัวเอง และนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตาฉันหลับลงไปแล้ว แต่ยังรู้สึกตัวเองหุบยิ้มไม่ได้ ตอนแรกที่คิดว่าการนอนแปลกที่และเตียงแข็งๆ จะทำให้นอนไม่หลับ แต่พอนึกถึงคนที่นอนอยู่เตียงข้างๆ เป็นใคร ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างน่าประหลาด

 

Z

Z

Z

Z


ปี๊ดดดดดดดดดด

 

เสียงนกหวีด ที่ดังเสียดโสดประสาท ทำเอาฉันต้องต้องเด้งลุกขึ้นมาเอาเรื่องคนที่ทำฉันตื่นจากการนอน

 

"โอ้ย อะไรเนี่ย คนอะหลับจะนอน" ฉันหันไปโวยคนที่กำลังเป่านกหวีดรัวๆ อยู่หน้าห้อง พร้อมหมอนในมือเตรียมปาใส่ อ่อ จ่าคนเมื่อวานนั้นเอง หน้าเหวอไปเลยแหะ แต่ไกลขนาดนั้นฉันปาไม่ถึงหรอก ฉันได้ยินเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง ไม่รู้หัวเราะการกระทำของฉัน หรือหน้าตลกๆ ของจ่า

 

เออ นึกขึ้นได้เมื่อมองไปรอบๆ นี่ฉันมาเป็นทหารฝึกแล้วนิ ตี 5 ครึ่ง ตายจริง นี่กี่โมงแล้ว ฉันลนลานมองหานาฬิกา แต่ดันหันไปเจอหน้าผู้ชายเตียงข้างๆ ที่กำลังทำหน้าขึงขังกับสิ่งที่ฉันทำ แทนคำพูดที่บอกว่าไม่ตลกด้วยคนนะ

 

"แหะๆ โทษที ลืมตัว" ฉันยิ้มแหยๆ ไปให้ แต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

 

"ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ให้เวลา 2 นาทีแล้วลงไปเจอกันที่เดิม" หมอนั้นสั่ง และลุกไป คนอื่นๆ ในห้องลุกกันไปหมดแล้ว ฉันช้าสุดอีกแล้วหรอ

 

"ไงล่ะ ตื่นมาก็วีนเลยนะ" เอ็มเดินมาแซว ดีเหมือนกันไม่อยากไปคนเดียว

 

"ไม่ต้องมาแซวเลย คนมันลืมตัว" ฉันหันไปคุยกับเอ็ม เราเดินมาด้วยกันจนถึงห้องน้ำ เป็นห้องน้ำรวม แต่ก็โอเคเพราะไม่มีใครแก้ผ้า เพราะทุกคนแค่มาล้างหน้าแปรงฟัน ฉันรีบทำเร็วๆ และเดินกลับมาที่ตู้ เก็บของเตรียมลงไป ฉันบอกให้เอ็มไปก่อนเลย เดี๋ยวตามไป เอ็มเหมือนจะรอแต่ฉันก็บอกให้ไปก่อน อยากทำธุระส่วนตัวคนเดียว

 

ฉันเปิดกระเป๋า หยิบตลับแป้งที่มีกระจกมาในตัวมาเปิดส่อง สภาพหน้าจืดๆ ไร้สีสันเครื่องสำอางเติมแต่ง ที่ปรกติคงไม่มีใครเคยได้เห็น ฉันไม่เคยเปลือยหน้าออกจากบ้านตั้งแต่เริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิง ฉันไม่มั่นใจ ฉันกลัวหน้าตัวเองจะเหมือนผู้ชาย เครื่องสำอางเป็นสิ่งที่ปกปิดความกลัวของฉันไว้ได้ นั้นคือสิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอด จนมันกลายเป็นเหมือนสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิต มือหยิบพัพแตะแป้ง แต่ก่อนที่พัพนุ่มๆ จะถึงหน้า ก็มีเสียงของใครบางคนแว็บเข้ามาในหัว

 

'ถ้าคุณมองว่าของพวกนั้นยังจำเป็น ที่นี่คงไม่เหมาะกับคุณ'

 

'อย่าให้พลเอกของกองทัพต้องมาเสียชื่อเพราะลูกอย่างคุณเลย'

 

เสียงเตือนสติจากคนเมื่อวานหยุดการกระทำของฉัน ตามองตาตัวเองในกระจก เหมือนกำลังต่อสู้กับตัวเอง ความรู้สึกมากมายกำลังตีกันในหัว

 

'สวยกว่าผู้หญิงจริงๆ อีกนะคะเนี่ย'
 

'ค่ะ จิกตาแบบนั้นแหละค่ะน้องภัทร เจิดมากเจ๊ชอบ'
 

'หน้าเป๊ะตลอดนะแก สวยเกินหน้าเกินตาชั้น'
 

'แกไปแค่เซเว่น แกจะแต่งหน้าสวยไปให้ใครดู'
 

'พวกนี้ก็ทำได้แค่สวยแต่งหน้าแต่งตาไปวันๆ จะเอาไปฝึกอะไรได้กะเทยพวกนี้'
 

'ถ้าคุณมองว่าของพวกนั้นยังจำเป็น ที่นี่คงไม่เหมาะกับคุณ'




เสียงเหล่านั้นยังคงดังก้องในหัว แต่มีเสียงเดียวที่ฉันพูดกับคนในกระจก

 

"ฉันจะอยู่ที่นี่ ฉันต้องทำให้ได้" ก่อนจะวางพัพปิดตลับแป้งในมือ และวิ่งตามลงไปสมทบกับคนด้านล่าง

 

                   ...............................................................................................



#17 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:13 AM

ตอนที่ 15 Protection (You Make Me Feel So Emotional)

 

 

 

"ช้าสุดอีกตามเคย" เสียงทักทายยามเช้าจากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร แต่อย่างหวังว่าจะโรแมนติกเหมือนเพลงเฮียแสตมป์ของฉันนะ

 

"อรุณสวัสดิ์ค่ะหมวด" ฉันหันไปประชดกลับด้วยคำแรกที่คนปรกติเค้าพูดกัน แน่นอนไม่มีคำว่าพี่ตั้มเหมือนเมื่อคืนให้ได้ยินแน่นอน ก่อนจะเดินมาเข้าแถวที่ตอนนี้เป็นแถวเรียงหน้ากระดาน แถวละน่าจะ 10 คนได้ ฉันเลือกเดินมายืนหลังสุด เอ็มไปยืนหน้าแล้วอ่ะ สูงเด่นขาววิ๊งๆ ไม่เกรงใจใคร

 

"ตัวสูงน่ะ มายืนหน้าไม่เห็นหรือไง" เสียงตะโกนมาจากคนเดียวที่กล้าโวยวายกับฉัน ฉันถอนหายใจแต่ก็เดินไปยืนตามลำดับที่กะจากสายตา เดินมาเรื่อยๆ มันหน้าสุดแล้วอ่ะ แปลว่าแถวนี้ชั้นสูงสุดเลยนี่หน่า ทำไมผู้ชายไทยเตี้ยกันจัง

 

"นี่มันรองเท้าอะไร" คำถามจากผู้ชายตรงหน้าทำให้คนอื่นเริ่มก้มมามอง บางคนกันหัวเราะ

 

"ทำไม มีปัญหาอะไรอีก ของ Jimmy Choo นายจะซื้อมาใส่หรอไง" ดูท่านายคนนี้จะมีปัญหากับอะไรที่เป็นฉันทุกอย่างเสียจริง

 

"คุณมองสิว่าคนอื่นเค้าใส่อะไรกัน" ฉันก้มไปมองซึ่งจริงๆ ไม่ใช่แค่รองเท้าหรอก คนอื่นใส่รองเท้าดำหนาๆ กับถุงเท้ายาวจนตลก แต่ฉันสิ กางเกงก็ขายาว แต่เค้าจัดมาแบบนี้เองนิ

 

"ฉันไม่มี" ฉันตอบไปตามความจริง ฉันเอาคู่นี้มาเพราะมันสูงกำลังดี ใส่สบาย ให้วิ่งก็ยังได้เลย ส่วนอีกคู่เป็นผ้าใบ อยู่ในกระเป๋ารองเท้าในกระเป๋าใหญ่นั้นแหละ

 

"จ่าเฉย" หมอนั้นหันไปถามจ่าแทน

 

"คือว่าเมื่อคืนคุณภัทรยังไม่ทันได้รับถุงอีกถุง หมวดก็ไล่เธอไปยืนรวมแล้วน่ะครับ แต่ผมเอาไปไว้ที่ห้องทำงานหมวดแล้วนะ เผื่อไว้หลายเบอร์เลย ลองเลือกดูละกัน ผมไม่รู้คุณเค้าใส่เบอร์อะไร" จ่าเฉยตอบยาวเหมือนท่องสคริปมา แต่ฉลาดมาก ไม่เหมือนหมอนี่เลย ฉันส่ายหัวเบาๆ ไปที่คนผิด

 

แต่หมอนั้นทำเป็นไม่สนใจเรื่องที่ตัวเองทำผิดเอง แต่หันไปสั่งจ่าให้เริ่มนำออกกายบริหารแทน การยืดเส้นยืดสายผ่านไปอย่างหน้าเบื่อหน่าย ทำไมไม่เป็นเพลงสนุกแล้วให้จ่านำเต้นนะ แต่จ่าเต้น ฉันว่าคงตลกกว่าดูแก๊งสามช่าอ่ะ

 

"งั้นเช้านี้ก็ไม่มีอะไรแล้วจ่าพูดเรื่องวันนี้คร่าวๆ ไปก่อนละกัน ใครที่เตรียมตัวมาเรียบร้อยก็รอพบกันก่อน 8 โมงที่โรงเลี้ยง เคารพธงชาติและกินข้าวเช้า ทราบ" หมวดพูดเสียงดังฟังชัด ท่าทางที่ดูหนักแน่นหน้านิ่งๆ แต่แอบมีความใจดีอยู่ในคำพูด ดูซื้อใจคนได้เยอะเลยแหะ ฉันเห็นคนอื่นยิ้มออกกันแล้ว แต่ประเด็นคือแล้วทำไมไม่นัดสายๆ หน่อยนะ สัก 7 โมงก็ยังทัน

 

"ทราบ" ทุกคนขานรับ ฉันขยับปากเบาๆ ตาม

 

"เลิกกองได้" เมื่อได้ยินคำนี้ ฉันอยากจะกระโดนแล้วเฮ้ มากกว่ากระทืบเท้าแหะ เบื่ออ่ะ เริ่มหิวแล้วด้วย ไปหาขนมกินดีกว่า แต่...

 

"ส่วนคุณตามมา" ตล๊อด ตล๊อด อยากทำเสียงแบบดีเจเจ๊ปุ๊กโก๊ะใส่คนสั่งจริงๆ แต่คงทำตอนนี้ไม่ดี ขออ้อนไปหาขนมกินร้องท้องก่อน

 

"นี่ๆ หิวแล้วอ่ะ หาอะไรรองท้องก่อนได้ไหม" คนอื่นแยกไปอีกทางหมดแล้วส่วนฉันต้องเดินต๋อยๆ ตามคนข้างหน้าที่ยังเดินไม่หยุด จนฉันต้องเอานิ้วไปจิ้มจึกๆ ที่ไหล่แทน

 

"หนูหิวๆ ผู้หมวดได้ยินป่าว ดูสิ ท้องร้องใหญ่แล้วน๊าาาา น่าฉงฉารจัง โอ๋ๆ อย่าร้องน้า" ฉันพูดกับท้องตัวเอง พลางเอามือลูบพุงเหมือนกำลังปลอบใจ พยายามทำเหมือนตอนอ้อนพี่วิวให้ทำกับข้าวให้กินเผื่อจะได้ผล

 

หมอนั้นหันกลับมายิ้มแล้ว เย้

 

"อื้อหื้อ จริงด้วย แต่ต้องรอก่อนนะครับเด็กดี คุณครูสอนว่า ท. ทหารอดทน จำได้ไหมครับคนเก่ง" ผู้ชายตรงหน้าทำเสียงเล็กเสียงน้อยโยกหัวชั้นเบาๆ และโดยไม่รู้ตัวชั้นก็เผลอตอบกลับไปว่า

 

"ครับผ๋ม" ฉันทำสามนิ้วขึ้นตะเบ๊ะแบบลูกเสือสมัยเด็กๆ ส่วนผู้หมวดนั้นหันไปแล้วปล่อยฉันยืนเอ๋อต่อไป...ทำไมมันขิขุ อนุบาลหมีน้อยจังวะ

 

"เห้ยยยย นี่หยุดเดี๋ยวนี้นะ นายเห็นฉันเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรอถึงมาพูดหลอกฉันแบบนี้อ่ะ ห่ะ" กว่าจะนึกได้ว่าโดนแกล้ง ฉันก็เห็นหมอนั้นหัวเราะ ตัวโยน ปล่อยก๊ากแบบไม่เคยเห็นมาก่อน

 

ฉันรีบวิ่งไปทุบคนที่แกล้งฉัน หมอนั้นก็หลบเป็นพัลวัน "นี่ๆ หยุดก่อน ฮ่าๆๆๆ ผมเจ็บนะคุณ ฮ่าๆ ไม่แกล้งละ สัญญา โอ๋ๆ เด็กดี อย่าตีน้า ฮ่าๆ โอ้ย อย่าหยิกดิ เจ็บนะคุณ" ดูเหมือนหมอนี่จะซาดิสแหะ ทั้งทุบทั้งตี หยิกก็แล้ว แต่ยังหัวเราะไม่เลิก

 

"ไอ้บ้า" พอกันทีคนยิ่งหิวๆ อยู่ ไม่ยุ่งด้วยแล้ว ฉันเดินเงียบๆ นำไปแทน ห้องเมื่อวานฉันจำได้รีบไปเอา จะได้รีบไปหาอะไรกิน

 

เสียงหัวเราะเงียบไปแล้ว ฉันหันไปมองด้านหลัง อ้าวหายไปไหนอ่ะ เห้ย หลงทางหรอ ไม่น่ารีบเดินเลยอ่ะ ฟ้ายังมืดอยู่เลย น่ากลัวอ่ะ ฉันพยายามหันไปชะเง้อมอง ตะโกนเรียกก็แล้ว แต่ยังคงมีแต่ความเงียบตอบกลับมา...พอหันกลับมาจะดูด้านหน้า

 

"แฮ่" อยู่ดีๆ ก็มีเสียงดังขึ้นมา

 

"อร้ายยยย ผีโผล่มาแล้ว" ฉันร้องพร้อมเอามือปิดตา แต่รู้สึกผีอะไรหน้าคุ้นๆ...

 

มันอีผู้หมวดคนเดิมนั้นแหละ แม่ง เล่นอะไรแต่ละอย่าง ฉันยังตกใจอยู่ แต่ตอนนี้ความรู้สึกอื่นมันมีมากกว่าขอบตามันร้อนๆ เหมือนน้ำตามันกำลังจะไหล

 

"เห้ย คุณ ผมขอโทษผมแค่เล่นด้วย" หมอนั้นดูตกใจกับอาการของฉัน แต่ฉันสัญญากับพ่อแล้ว จะไม่มีน้ำตาให้ใครเห็น ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และสะบัดหน้าหนีเดินกระแทกไหล่คนที่แกล้งฉันไปเลย

 

ฉันไม่ชอบเป็นตัวตลกให้ใครมาหัวเราะ ไม่ชอบให้คนมาแหย่ ยิ่งทำอะไรกลับไม่ได้ ยิ่งทำให้ฉันดูอ่อนแอ แล้วคนอื่นก็จะเริ่มทำแบบเดียวกันแล้วทุกคนก็จะมารุมแกล้งฉัน วิว...วิวอยู่ไหนอ่ะ ปรกติวิวต้องมาจัดการให้ภัทรแล้วสิ พอพูดถึงวิวก็ยิ่งอยากร้องไห้ วิวไม่อยู่ที่นี่...ไม่มีคนปกป้องฉันอีกแล้ว

 

มีมือใหญ่ๆ เอื้อมมือฉันไปกุมไว้ ฉันรู้ว่าเจ้าของมือเป็นใครจึงพยายามสะบัดออก "ปล่อยนะ ปล่อยฉันเลย นายจะแกล้งอะไรฉันอีก นายต้องเป็นคนที่ต้องมาปกป้องดูแลฉันสิ แล้วนี่อะไร ขนาดนายยังแกล้งฉันเลย เดี๋ยวก็มีคงคนอื่นตามมารุมแกล้งอีกใช่ไหมล่ะ" น้ำตาที่กำลังเอ่อล้น พร้อมจะไหลลงมาได้ทุกเมื่อ แต่ฉันจะไม่ให้มันไหลออกมาเด็ดขาด ฉันยังคงพยายามสะบัดมือออก และในที่สุดมือฉันก็เป็นอิสระ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่มือ แต่ฉันถูกผู้ชายตรงหน้ารวบไว้ทั้งตัว อ้อมกอดกระชับแน่น รับรู้ถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย

 

"พี่ขอโทษนะภัทร พี่ขอโทษ เชื่อพี่นะ ไม่มีใครแกล้งภัทรได้ พี่สัญญา พี่จะปกป้องภัทรเอง เชื่อพี่นะครับ"

 

สรรพนามที่เปลี่ยนไป คำสัญญาจากคนตรงหน้า พร้อมอ้อมกอดอบอุ่นจากแขนที่แข็งแกร่งทำให้ความรู้สึกในใจที่กำลังสั่นคลอนและหวาดกลัว กลับมารู้สึก...ปลอดภัยอีกครั้ง

 

หน้าแปลกตรงที่ทั้งสองความรู้สึกเกิดขึ้นจากคนๆ เดียวกัน ฉันซบหน้าลงบนไหล่ และยกแขนขึ้นมากอดเอวคนที่กำลังกอดฉันอยู่ ไม่รู้เพราะอะไรแต่ฉันพยักหน้าตอบรับเค้าไปแล้ว อีกฝ่ายเอามือลูบหลังเหมือนกำลังปลอบฉันเบาๆ ฉันยังคงซบอยู่ในอ้อมแขนนั้น เวมาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่อ้อมแขนนี่ก็ยังคงกอดฉันไว้อยู่ จนเมื่อฉันรู้สึกดีเหมือนเดิม จึงขืนตัวออกเบาๆ และเจ้าของอ้อมแขนก็ปล่อยแต่โดยดี เปลี่ยนมากุมมือไว้แทน

 

"หิว" ฉันก้มหน้างุด ไม่อยากให้เค้าเห็นหน้าฉันตอนนี้เลย ยิ่งคิดยิ่งอายในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป น่าขายหน้าชะมัด

 

"ป่ะ งั้นเดี๋ยวพี่พาไปกินข้าวก่อน แต่ต้องหายโกรธก่อนโอเคไหมครับ" เวลาพูดเพราะแล้วมันเขินจัง

 

"โอเค...ก็ได้" ฉันตอบแต่ยังเก็กฟอร์มอยู่นิดๆ แต่เหมือนคนตรงหน้ายังไม่พอใจกับคำตอบเท่าไหร่

 

"พี่ถามว่าโอเคไหมครับ" คำตามเดิมจึงถูกถามอีกครั้ง โดยเน้นคำสุดท้าย ฉันรู้ว่าพี่ตั้มหมายความว่ายังไง

 

"โอเคค่ะ" ฉันเงยหน้าไปยิ้มตอบ ก่อนจะเห็นว่าพี่ตั้มที่กำลังยิ้ม ยิ้มกว้างกว่าเดิมเหมือนพอใจในคำตอบที่ได้ พอพูดเพราะๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันแหะ

 

เจ้าของมือใหญ่ๆ ที่กุมมือฉันเอาไว้ออกแรงนิดๆ เพื่อจูงมือฉันเดินต่อ แม้จะไม่ได้หันไปมองหน้าของอีกฝ่าย แต่มือของเราทั้งคู่ก็ยังคงจับกันไว้อย่างนั้น เหมือนความรู้สึกบางอย่างถูกส่งจากมือผ่านมาถึงจิตใจ ความรู้สึกที่มันกำลังเกิดขึ้นตอนนี้ มันคืออะไรกันนะ

 

                                                  ..............................................


 

ช่วงนี้นางเอกกำลังอารมณ์อ่อนไหวเนอะ อิอิ  ลองไปฟังกันดูค่ะ So Emotional จากChristina Aguilera

 

 

 

 

 

 

 



#18 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:15 AM

ตอนที่ 16 Promise


 

 
เราเข้ามาเปลี่ยนรองเท้ากันก่อน เพราะเมื่อกี้เดินใกล้ถึงแล้ว พอเลือกขนาดที่ใส่ได้แล้วเตรียมออกไปแต่รองเท้ามันหนักจังแหะ แข็งด้วยใส่ไม่สบายเลย

 

"อ๊ะ" ของบางอย่างถูกยื่นอะไรส่งมาให้ ถึงฉันไม่เคยใช้ แต่หน้าตามันคุ้นๆ นะ เอิ่มมมม ชัดเลย แบบกระชับไม่ซึมเปื้อนด้านข้างด้วย เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย เอาผ้าอนามัยมาให้ฉันทำไม

 

"จะบ้าหรอ ฉันไม่ต้องใช้ของพวกนี้หรอก หมอสมัยนี่เค้ายังทำมดลูกให้ฉันไม่ได้" ฉันตอบคนตรงหน้าที่พยายามกลั้นหัวเราะ

 

"ผมหมายถึง ใส่รองไว้ในรองเท้า จะได้ไม่เจ็บ" อ้าวหรอ แป่ว หน้าแตกอีกละ

 

"ไปกันได้แล้ว หิวแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวจะมางอแงอีก" พอเริ่มเห็นฉันอารมณ์ดีขึ้นหน่อย ก็กลับมาแซวเลยนะ

 

"ใครงอแงอะไรไม่ทราบ" ฉันรีบแกะใส่รองไปในรองเท้า เออนิ่มดีแหะ และก้าวฉับๆ ไปหาคนพูด แต่พอส้นรองเท้าที่หายไปเกือบ 7 เซ็นต์ หมอนี่ยิ่งดูสูงกว่าฉันเยอะเลยแหะ เสียความมั่นใจยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก

 

"ไม่มีอะไรๆ ผมเข้าใจ เด็กห่างบ้าน ขาดคนดูแล" หมอนั้นหันมาหยิกแก้มฉัน ส่ายไปส่ายมา ขอเปลี่ยนผ้าอนามัยเป็นที่เสร้มส้นได้ไหมอ่ะ แบบนี้สู้ไม่ถนัด

 

"นี่ ไหนบอกจะไม่แกล้งไง พี่ตั้มใจดีคนเมื่อกี้หายไปไหนซะแล้ว" ฉันถามงอนๆ

 

"อยู่นี่แหละ แต่ไม่อยากพูดบ่อยเก็บไว้พูดตอนง้อคนขี้แงแถวนี้ดีกว่า" หมอนั้นเปลี่ยนมาลูบผมฉันเบาๆ ใบหน้ายังดูทะเล้นเหมือนเดิม พอไม่ทำหน้าขึงขัง ตะโกนใส่หน้าฉันแล้ว หมอนี่ก็ถือว่าเป็นผู้ชายที่ดูดีเชียวแหะ แววตาที่ดูอ่อนโยน ปากสวยได้รูปกำลังยิ้มนิดๆ จมูกโด่งเป็นสัน รับกับสีผิวเข้มๆ แต่ไม่ถึงกับคล้ำ ยิ่งทำให้ดูคมเข้ม เหมือนทุกอย่างบนหน้าผู้ชายคนนี้มันดูรับกันไปหมด

 

"ใครขี้แงไม่ทราบ" ฉันรีบพูดเรียกความคิดตัวเองกลับมา ก่อนจะเผลอจ้องหน้าเขาไปมากกว่านี้

 

"ไปกันเถอะ เดี๋ยวไปหาอะไรกินกัน ไม่รู้จะมีอะไรเปิดรึเปล่า" ฉันไม่ได้คำตอบ และหัวข้อในการสนทนาก็ถูกเปลี่ยนไปแล้ว

 

"หมายความว่าไง เราจะไม่ไปกินกับคนอื่นหรอ เดี๋ยวคนอื่นจะมองนายไม่ดีนะ" ฉันถามเพราะสงสัยมันจะไม่เป็นอะไรหรอ ออกมาแบบนี้ แล้วยังไปกินข้าวกันสองคนอีก แต่หมอนี่กลับดูไม่สะทกสะท้านแหะ ตอนนี้ขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว ไม่รู้ว่าเรียกอะไร ฉันเคยเห็นในหนัง มันไม่มีกระจก เหมือนรถกอล์ฟ แต่ใหญ่กว่าและเป็นสีเขียวทหาร

 

"อ้าว จะไปไหมนั้น ไหนบ่นหิว ผมไปกับลูกสาวท่านนายพลทั้งคนมีอะไรจะต้องกลัว จริงไหม" เขายังคงตอบด้วยท่าทางสบายๆ ฉันตามขึ้นรถไปพูดสิ่งที่อยากพูด

 

"ก็นั้นแหละ เดี๋ยวคนอื่นจะมองนายไม่ดีนะ มันจะเสียการปกครองรึเปล่า" ฉันถามไปตรงๆ ในสิ่งที่คิด รถถูกขับออกไปแล้ว พระอาทิตย์กำลังขึ้น บรรยากาศดีเชียว

 

"เป็นห่วงผมหรอ" คำถามถูกถามพร้อมด้วยรอยยิ้มบนหน้าหล่อๆ

 

"บ้า ขับรถมองทางไปเลยไป ไม่คุยด้วยแล้ว" ถามอะไรไม่เคยได้คำตอบซักที ฉันกอดอกมองไปนอกรถแทน

 

"ไม่ต้องห่วงหรอก นี่ยังไม่เริ่มฝึก อย่างที่ผมบอกวันนี้วันแรกที่ถึงค่าย รอให้ทหารใหม่ค่อยๆ ปรับตัว วันนี้ก็ออกแนวตรวจความเรียบร้อย นั่งฟังโน้นฟังนี่ ไม่มีอะไรมากหรอก" หมอนั้นตอบ พร้อมไขข้อสงสัยที่ฉันกำลังอยากรู้เลยว่าวันนี้ต้องทำอะไร

 

"คุณเหอะ ทำมาเป็นพูดดี ผมจะเสียการปกครองเพราะคุณนี่แหละ เถียงผมฉอดๆๆ เรียกผมนายยังงั้นนายยังงี้" จริงด้วยสินะ เค้าเป็นถึงร้อยโท แต่ฉันมันแค่พลทหารอยู่ระดับล่างสุดเลย

 

"แล้วจะให้พูดอะไรแบบไหนอ่ะ ถ้าไม่หนักหนาเกินไปจะพยายามละกัน" ฉันตอบทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่หมอนั้นพูด

 

"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ผู้บังคับบัญชาสั่งอะไรก็ต้องทำตาม ไม่ต้องเถียง ไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งนั้น เคยได้ยินไหม เป็นแค่พลทหารน่ะ มีปากเหมือนมีตูด มีไว้แต่พูดไม่ได้" หมอนั้นพูดขำๆ

 

"เห้ย เปรียบเทียบซะน่าเกลียดเลยอ่ะ ฮ่าๆ แต่ตลกดีนะ" แม้ฉันจะหันไปว่า แต่ก็อดขำไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกมั้งที่เราสองคนคุยไป หัวเราะไปด้วยกันแบบนี้

 

"เอ้า ถึงแล้ว กินโจ้กละกันนะ มื้อเช้า เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง" ฉันพยักหน้าตอบ พร้อมเบ้ปากใส่ ไม่ใช่คนกินยากอะไรอยู่แล้ว อีกอย่างเงินนายยึดไว้เอง ช่วยไม่ได้

 

"อ้าวผู้หมวด ไม่เจอซะนานหล่อกว่าเดิมอีกนะคะเนี่ย และนั้นพาใครมาด้วย แฟนหรอ" คุณป้าขายโจ้กยิ้มแซวมาที่ฉันกับผู้ชายข้างๆ

 

"เอาโจ้กใส่ไข่ ไม่เอาเครื่องใน พิเศษเลยนะป้า ละคุณละกินอะไร เอาเหมือนกันไหม" อ้าว นายไม่ปฎิเสธป้าเขาก่อนหรอ

 

"ของฉันเอาโจ๊กทูน่าละกัน ไข่สุกนะคะ อ่อ ไม่เอาผักชี ขิงอะไรพวกนั้นนะคะป้า" ฉันหันไปบอกคุณป้า ที่ทำหน้าเหรอหรากับเมนูฉัน เหมือนมันมีอะไรผิดปรกติงั้นแหละ

 

"คุณ ปลาทูน่าคุณนะเก็บไว้กินที่บ้านดีไหม กินหมูไปก่อน" เออ ฉันลืมไป ฉันยิ้มไปทางคุณป้าละบอกเอาหมูไข่พอ ส่วนหมอนั้นส่ายหน้าและเดินนำไปที่โต๊ะแทน

 

"นี่ ทำไมไม่ปฎิเสธคุณป้าเค้าไปล่ะ" ฉันวกกลับมาถามเรื่องเดิม

 

"อ้าว แล้วทำไมคุณไม่ปฎิเสธ ก็ผมเห็นคุณก้มหน้าก้มตาคิดว่าตกลงปลงใจ" เสียงตอบแบบกวนๆ ชวนเขิน เอ้ย ต้องโมโหก่อนสิ ฉันกำลังจะแว้ด แต่โจ้กร้อนๆ ก็ยกมาเสิร์ฟแทนระฆังพักยก ชามหมอนั้นมีไข่สีส้มพร้อมทะลักเชียว

 

"นี่แนะ" ฉันเอาช้อนไปจิ้มไข่ในชามหมอนั้นแทน

 

"หมั้นไส้ ชอบแกล้งดีนัก แตกเลย ฮึ สมน้ำหน้า"

 

"โหยคุณเล่นแบบนี้หรอ ผมจะเก็บไว้กินสุดท้ายเลยนะ" หมอนั้นทำหน้างอๆ พูดด้วยเสียงเซ็งๆ ฉันยิ่งลอยหน้าลอยตา หัวเราะชอบใจ

 

"ไม่เป็นไร ไว้ผมจะรอเจาะไข่แดง...คุณคืน" หมอนั้นยื่นหน้ามาใกล้ พูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวน พร้อมทำหน้าทำตาทะเล้น คำพูดสองแง่สองง่ามทำเอาฉันทำหน้าไม่ถูก ได้แต่นั่งงึมงัมกับตัวเองว่า 'มันสุกแล้ว ไม่แตกหรอก เชอะ'

 
ฉันเอื้อมไปตักหมูก้อนในชามตานั้นมากินในระหว่างที่ยังหาวิธีเอาคืนไม่ใด้ แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอม คอยหาจังหวะเอาคืนอยู่เรื่อยๆ เรานั่งกินไปแหย่กันไป ต่างคนต่างรีบกินกลัวจะโดนแย่งจนโจ้กตรงหน้าหมดลงอย่างรวดเร็ว

 
ฉันไม่วายทิ้งท้ายคว้าแก้วน้ำหมอนั้นมาดูด เพราะของตัวเองหมดแล้ว แต่เอ๊ะหลอดเดียวกัน เดี๋ยวจะติดเชื้อบ้าจากหมอนี่ไหมเนี่ย

 

"คุณ" ฉันเห็นหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงที่ดูจริงจัง คงไม่ใช่เรื่องขโมยน้ำแน่ๆ

 

"คุณคิดดีแล้วแน่นะ หมายถึงฝึกทหารเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ยิ่งแบบคุณแล้วด้วย" เป็นครั้งอื่นฉันคงจะเถียงว่าทำได้ อย่ามาดูถูกอย่างโน้นอย่างนี้ ติดตรงครั้งนี้มันดูจริงจัง และถ้าฉันไม่คิดไปเอง ฉันรู้สึกว่าในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย

 

"ตอนพูดไม่รู้หรอกคิดดีรึเปล่า แต่พ่อสอนว่าพูดแล้วห้ามคืนคำ ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันรู้ฉันไม่มีคุณสมบัติของการเป็นทหาร แต่ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด" ฉันตอบหนักแน่น ก่อนจะพูดต่อพร้อมมองตาผู้ชายตรงหน้า

 

"อีกอย่างนายสัญญาเองนิ ว่าจะดูแลฉัน จะไม่ให้ใครมารังแกฉันได้ ฉันเชื่อว่านายก็เป็นชายชาติทหารพูดแล้วไม่คืนคำเหมือนกัน" ฉันยิ้มออกมาหลังพูดจบ ก่อนจะยืนนิ้วก้อยออกไป คนตรงหน้าทำหน้างงๆ ก่อนจะยิ้มและยื่นนิ้วก้อยออกมาเกี่ยวกันไว้

 

"ผมสัญญา"

 

…………………………………………………………………..



#19 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:15 AM

ตอนที่ 17 Piece Of Me

 

 

 

ตอนนี้เราสองคนกำลังนั่งรถกลับ วันนี้ผีใจดีคงเข้าสิง เพราะก่อนกลับยังพาฉันวนรอบค่าย ประหนึ่งเป็นไกด์ทัวร์พาเที่ยว ตอนนี้คนเริ่มเยอะเสียงโทรโข่ง นกหวีดดังแทบจะทุกที่ที่เราผ่าน ไกด์ของทริปยังคงอธิบายสถานที่ต่างๆ คอยขับพาดูโน่นดูนี่ตลอดทาง ฉันก็พยักหน้าตาม คุยโน้นคุยนี่ไปงั้น แต่ถามฉันจำอะไรได้ไหมบอกเลยว่า...ไม่

 

"คอแห้งเนอะ" ฉันหันไปบอกคนข้างๆ เมื่อเห็นร้านขายของอยู่ด้านหน้า แต่ไม่พูดหรอกนะว่าจะกินอะ ดูซิว่าจะใจร้ายไม่จอดไหม

 

"ก็พูดให้มันน้อยๆ สิ พูดมากก็หิวน้ำ กินน้ำเสร็จเดี๋ยวก็ปวดฉี่ แล้วก็มาร้องหาเข้าห้องน้ำอีก" หมอนี่พูดซะเหมือนมันเป็นวงจรอุบาทอะไรสักอย่าง ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ

 

"ก็นายชวนคุยเอง ฉันอุตส่ายอมมานั่งรถเล่น อยู่คุยเป็นเพื่อนด้วยนะเนี่ย แทนที่จะขอบคุณ" เราคุยกันแบบที่อาจจะไม่ค่อยปรกตินัก คนอื่นคงคิดว่าสองคนนี้เป็นบ้าอะไรเถียงกันได้ทุกเรื่อง แต่ฉันเชื่อว่านี่แหละคือเรื่องปรกติของเราสองคน

 

"เอออออ ขอบคุณนะ ซาบซึ้งในน้ำใจมากเลย รีบๆ ลงไปซื้อเลยไป" หมอนั้นยอมจอดไล่ชั้นไปซื้อ แต่....

 

"ฉันไม่มีเงินอ่ะ ยืมร้อยนึงจิ" ฉันทำตาปิ๊งๆ ส่งให้ พร้อมแบมือ หมอนั้นส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะล้วงกระเป๋าส่งเงินมาให้...

 

"สิบบาท" ฉันทวนจำนวนเงินอันน้อยนิดในมือ

 

"ศูษย์มันหายไปตัวนึงนะรู้สึก" ฉันหันไปทำหน้ามุ่ยใส่

 

"คุณจะเอาไปทำอะไรร้อยนึง น้ำขวดเดียวสิบบาทยังเหลือตังค์ทอนเลย จะกินไม่กิน"

 

"เออๆ กินก็ได้ งกจริง ให้มาแค่นี้อย่ามาขอแบ่งนะ" ฉันบ่นกระปอดกระแปดเรื่อยเปื่อยก่อนจะค่อยๆ ลงจากรถ

 

"คนเริ่มเยอะแล้ว ซื้อเสร็จรอตรงนี้นะ เดี๋ยวหาที่จอดแล้วจะเดินมาหา เดี๋ยวเดินกลับกัน จะถึงแล้ว" ฉันพยักหน้าตอบ ทำเสียงเบาๆ 'ชิ้ว ชิ้ว' พร้อมยกมือไล่ ก่อนจะหันหลังเดินไปร้าน เชอะ ให้มาแค่ 10 บาท อดกินขนมเลยอ่ะ

 

หน้าร้านมีถังสี่เหลี่ยมใหญ่แช่น้ำไว้ ฉันก้มควานหาน้ำเปล่า โดยพยายามเลือกขวดที่เย็นที่สุด แต่กลับรู้สึกได้ว่ามีสายตากำลังจ้องมองมาอยู่ พอฉันเงยหน้าไปก็เจอผู้ชายท่าทางน่ากลัวกำลังจ้องมาที่ฉันอยู่ก่อนแล้ว ดูจากสายตาที่มองต่ำ ทำให้ฉันต้องรีบเอามือขึ้นมาปิดคอเสื้อที่ตอนก้มไม่ทันได้ระวัง ก่อนจะรีบคว้าเอาขวดที่ใกล้มือที่สุดแทน

 

แต่แทนที่จะจบเท่านั้น ผู้ชายกุ๊ยๆ คนนั้นยังดูเหมือนยังไม่อยากจบเท่าไหร่ เมื่อเขาพยายามเลื่อนมือมาหยิบขวดเดียวกับที่ฉันหยิบ เพื่อจะจับมือฉันอย่างตั้งใจ ฉันสะบัดมืออก และจ้องหน้าด้วยความไม่พอใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาดันเป็นรอยยิ้มน่ารังเกียจ พร้อมหันไปหัวเราะกับเพื่อนด้านหลังสองสามคน เรียกว่าลูกสมุนน่าจะเหมาะกว่า

 

พูดเลยว่าฉันไม่อยากลดตัวไปคุยกับคนพวกนี้ เลยยอมวางขวดน้ำกลับไป ไม่กินก็ได้ แม่ง

 

แต่แทนที่เมื่อหันหลังจะได้กลับ ดันมีมือน่าขยะแขยงถือวิสาสะจับมือฉันไปกุมไว้

 

"จะไปไหนละจ๊ะตัวเอง อยู่คุยกันก่อนสิ" พร้อมทำเสียงสะดีดสะดิ้ง นี่คือสิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดในชีวิต พวกผู้ชายบางประเภทที่ยังหลงคิดว่าสาวประเภทสอง หรือกะเทยจะต้องกรีดกราย วิ่งเข้าหาผู้ชาย หรือสามารถถูกเนื้อต้องตัวโดยไม่ให้เกียรติแบบนี้ โดยคนพวกนี้มักจะลืมดูสารรูปตัวเองไปเสียสนิทว่า ไม่มีอะไรควรค่าแก่การลดตัวลงไปเกลื้อกกลั้วด้วยเลย

 

"ปล่อย" ฉันพยายามเก็บอารมณ์ และเตือนดีๆ

 

"อ่ะๆ ดุซะด้วยว่ะ พวกเมิงดูดิ" ก่อนที่เสียงหัวเราะของกลุ่มคนด้านหลังจะดึงขึ้น ฉันไม่ตอบแต่สะบัดมือที่ถูกกุ่มไว้บริเวณหน้าอกหมอนั้นออกโดยตั้งใจให้สะบัดหลังมือให้โดนหน้า กึ่งๆ จะตบด้วยหลังมือก็ไม่เชิง

 

เพี๊ยะ

 

แม้เสียงมันจะไม่ได้แรงอะไรมาก แต่ด้วยความที่มือมันกำลังเปียกจากการหยิบน้ำเมื่อตะกี้ มันทำให้ดังพอจะเรียกสายตาจากคนรอบข้าง

 

"มึง!" ท่าทางมันจะโกรธที่เสียหน้า เพราะมันคงไม่เจ็บอะไรหรอก หน้าดูหนาจะตาย ตอนนี้คนมองมาที่พวกเราเริ่มเยอะแล้ว ฉันเป้ปาก เตรียมหันหลังใส่

 

"มึงจะไปไหน มานี่เลยคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหนีกูไปง่ายๆ หรอห่ะ" ถ้ามันพูดเปล่าฉันคงไม่เอาเรื่อง แต่มือมันดันมาวางอยู่บนไหล่ฉันนี่สิ

 

ก่อนที่จะได้ออกแรงกระชากหรือทำอะไรไปมากกว่านั้นฉันจับพลิกมือที่อยู่บนไหล่หงายออกพร้อมใช้มือดันศอกผู้ชายเข้ามาหาเรื่อง พลิกกลับขึ้น ก่อนจะดึงแขนที่ใหญ่กว่าเหวี่ยงไปทางขวา และกดคอมันลงไปบนถังหน้าแข็ง แต่ลืมไปว่าฝามันเปิดอยู่ เลยเหมือนฉันกำลังจับไอ้ผู้ชายเลวๆ นี้กดน้ำไปซะแล้ว ฉันคงสู้แรงผู้ชายคนนี้ไม่ได้หรอก แต่ถ้าจับถูกจุด และมีสติ ฉันก็มีสิทธิ์ชนะได้ไม่ยาก กดลงไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้ตาสว่างสักที ว่าตัวเองไม่มีอะไรมีค่าพอที่จะมายุ่งกับคนอย่างฉัน

 

"เห้ย คุณ" เสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาแต่ไกล ฉันจึงดึงหัว หรือจะเรียกว่ากระชากผมมันขึ้นมาก็ได้ ก่อนที่จะขาดใจตายไปซะก่อน ดิ้นไม่หยุดเชียว หายเก่งไปเลยนะ

 

"คราวหน้ายังทำแบบนี้อีก ไม่โดนแค่นี้แน่" ฉันพูดเสียงดังไปให้ได้ยินถึงพวกที่เหลือ ก่อนจะปล่อยแขนที่บิดไว้ด้านหลัง พร้อมพลักออกไปเต็มแรงหาพวกคนอื่นที่เหลืออยู่ ที่ดูเลิ่กลั่กโวยวายแต่ก็ขี้ขลาดจนไม่กล้าเข้ามาช่วยลูกพี่มัน

 

"เกิดอะไรขึ้น" เสียงเข้มของพระเอกที่มาตอนจบดังขึ้น ทำให้เหล่าไทยมุงที่กำลังส่งเสียงเชียร์ฉันสลายตัวไป หันไปมองอีกทีพวกนั้นก็หนีกันไปละ พอเห็นมีคนมารีบหนีหางจุกตูดเชียว

 

"ป๊อดว่ะ แม่ง คิดว่าจะเก่ง" ฉันพูดระบายอารมณ์ที่ยังโกรธอยู่

 

"คุณเป็นอะไรรึเปล่า" ผู้หมวดกว่าจะมาได้นะ แม้น้ำเสียงจะดูเป็นห่วงเป็นใย พลางจับไม้จับมือฉันไปดู แต่ก็ยังงอนอยู่ดี ก็ไหนบอกจะคอยดูแลไง

 

"นายผิดสัญญา" ฉันพูดสั้นๆ แทนความรู้สึกทั้งหมดที่มี แม้จะรู้เต็มอกว่าไม่ใช่ความผิดของคนตรงหน้า แต่ก็แค่...งอนเฉยๆ หรือฉันพาลก็ไม่รู้แหละ คนกำลังอารมณ์กำลังคุกรุ่น มันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ต้องการหาที่ลง

 

"พอดีผมบังเอิญเจอเพื่อนน่ะ หยุดคุยกันแปปเดียวเอง ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ไม่นึกว่าผมเผลอแปปเดียว กลายเป็นปล่อยคุณไปรังแกคนอื่นซะงั้น โอ้ย" ยังจะมาตลก ฉันหยิกแขนให้ทีนึง ก่อนจะหันไปมอง เพิ่งเห็นว่าเขาไม่ได้กลับมาคนเดียวแต่พาเพื่อนผู้ชายอีกคนมาด้วย หล่อสูงเหมือนลูกครึ่งเชียวแหละ แต่ไม่มีอารมณ์ชื่นชม คนกำลังอารมณ์ไม่ดี

 

"ผมอิฐ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ" เพื่อนผู้หมวดยิ้มแฉ่งมาเชียว ไม่เห็นหรอฉันอยู่ในอารมณ์ไหน

 

"ค่ะ" ฉันพยักหน้าตอบแค่นั้นจริงๆ แล้วหันกลับมาหาคนที่หายไปเมื่อกี้อีกครั้ง ไม่รู้แหละ นายต้องรับผิดชอบ

 

"ฉันหิวน้ำ" ฉันบอกไป ไม่ได้จะอ้อนหรอกนะ แค่ตอนนี้อยากได้คนเอาใจเฉยๆ

 

"คุณภัทรหิวน้ำหรอครับ อยากทานอะไรเดี๋ยวผมเลี้ยง เนื่องในโอกาสที่ได้รู้จัก" เพื่อนเขาพูดแทรกขึ้นมา

 

"ขอบคุณค่ะคุณอิฐ แต่ไม่เป็นไร ขนาดคนที่สัญญาว่าจะดูแลภัทรยังไม่สนใจ ภัทรไม่ทานแล้วดีกว่า ภัทรขอตัวนะคะ" แล้วฉันก็เดินหันหลังไปเลย โดยไม่ลืมล้วงหาเงินสิบบาทยัดใส่มือเจ้าของเดิมคืนไป
 


................................................................

 


#20 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 19 January 2014 - 01:19 AM


ตอนที่ 18 Rollercoaster

 
(ตั้ม's)

 

 

 

"เด็กมึงแม่งเท่ว่ะ" ไอ้อิฐพูดถึงคนที่เพิ่งเดินหนีผมไป ผมไม่มีเวลาจะไปสนใจมันหรอกครับตอนนี้ ผมรีบวิ่งไปซื้อน้ำและตามไปง้อก่อน ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรต้องตามไปทั้งๆ ที่จะไม่ทำก็ได้ แต่พอนึกภาพเมื่อตะกี้แม้ผมจะอึ้งกับภาพตรงหน้า ที่อยู่ดีๆ แม่นางแบบเธอก็องค์จีจ้าลง เล่นบทบู๊ซะนักเลงกระเจิง แม้จะไม่เป็นอะไร แต่ก็ยังอดรู้สึกผิดไม่ได้ ทั้งที่ผมเป็นคนสัญญาไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะคอยดูแลเธอ

 

 

"ผมขอโทษ" ผมวิ่งตามไปพูด ประโยคเดียวที่คิดออก แต่คนตรงหน้ายังไม่ยอมหยุด

 

 

"ถ้ายังไม่หยุดเดิน ผมกอดนะ" ต้องใช้ท่าไม้ตาย และ เยส! ได้ผลแหะ หันมาแล้ว แต่หน้ามู่ทู่ บอกบุญไม่รับ โหย เริ่มแอบน้อยใจ กอดกับผมมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรอ แต่ไม่มีเวลางอนกลับ ต้องรีบง้อคนตรงหน้าก่อน

 

 

"อยากโดนแบบไอ้คนเมื่อกี้ก็ลองสิ" หน้าตาขึงขังจนดูตลกมากกว่าจะน่ากลัว แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งกวนจะดีกว่า

 

 

"อ่ะ น้ำคุณ ดื่มก่อน จะได้ใจเย็นๆ" ผมยืนไปให้

 

 

"แกะให้ด้วย" เสียงพูดแม้จะดูเอาแต่ใจจนน่าหมั้นไส้ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ กับพฤติกรรมของคนตรงหน้า บทจะเหวี่ยงก็เหวี่ยง จะอ้อนก็อ้อนขึ้นมาซะงั้น ผมรีบแกะและเอาหลอดใส่ลงไปให้คุณผู้หญิงตรงหน้า แล้วก็คว้าหมับเดินดูดนำไปเลย ผมเห็นเธอเริ่มยิ้มแล้ว

 

"ไร้ว้าาาา กินอยู่คนเดียว ไม่แบ่งบ้างเลย รีบวิ่งมาหาจนลืมซื้อของตัวเองเลยเนี่ย" ผมพยายามทำหน้าให้ดูน่าสงสาร เรียกคะแนนบ้าง

 

 

ขวดน้ำถูกยื่นมาตรงหน้า แต่เจ้าตัวยังทำหน้าบูด เชิดใส่ผมอยู่เลย

 

 

"ไม่เอาอ่ะ คุณยังไม่หายโกรธผม" คู่สนทนาหันมาจ้องผมพร้อมเอาแขนอีกข้างเท้าเอวไว้ แทนคำถามว่าจะเอาอะไรอีก

 

 

"ป้อนสิ" ผมแค่แกล้ง เพราะเชื่อว่าหยอดมุกนี้ไป ยังไงก็ต้องโวยวายโยนขวดน้ำให้ผมกินเองแน่ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันทำให้ผมต้องฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม ก็คนหน้าบึ้งๆ เมื่อกี้กำลังเอื้อมมือส่งขวดน้ำมาจ่อที่ปากผมแล้ว

 

 

ผมก้มลงไปดูด แต่ตายังจ้องไปที่หน้าสวยๆ ที่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา แก้มแดงเริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่รู้เพราะอากาศเริ่มร้อนหรือกำลังเขินกันแน่ พวกผู้หญิงทำไมถึงชอบแต่งหน้ากันจังนะ ทั้งๆ ที่แบบนี้ดูธรรมชาติกว่าตั้งเยอะ แม้หน้าสวยๆ จะลดน้อยลงไป แต่ผมว่ามันดูน่ารักดี แถมดูจริงใจขึ้นอีกเป็นกอง ผมกินน้ำพอแล้วล่ะ แต่ยังไม่อยากปล่อยปากออกจากหลอดเลย รู้สึกว่ามันชื่นใจกว่าน้ำขวดอื่นๆ ที่ผมเคยกินมา ทั้งๆ ที่มันก็ยี่ห้อเดียวกัน ขวดก็เหมือนกัน

 

 

"โหย วิ่งมาไม่รอกูเลยนะเชี่ยตั้ม" และแล้วก็มีมารมาพจญจนได้สิหน่า ขวดน้ำถูกชักกลับแบบที่ผมไม่ได้ตั้งตัว ก็พุ่งสิครับไม่เยอะหรอก แต่ก็พอจะทำให้คนข้างตัวผมกลับมาโวยวาย

 

 

"อี๋ สกปรก ดูสิเลอะฉันเนี่ยเห็นไหม เกิดเชื้อบ้านายมาติดจะทำไง มียารักษาป่าวก็ไม่รู้" เสียงแว้ดๆ เป็นสัญญาณว่าภัทรริษาคนเดิมกลับมาแล้ว

 

 

"เออ มึงแดกไงเนี่ย ให้เลอะคุณภัทรเค้า ผมเช็ดให้นะครับ" มันไม่พูดเปล่า แต่จับมือคนข้างๆ ผมไปแล้วด้วยสิ

 

 

"ไม่เป็นไรค่ะ คุณอิฐ ภัทรแค่ล้อเล่นเฉยๆ" ก่อนจะดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ฮ่าๆ เป็นไงละ ดีนะไม่โดนแบบพวกเมื่อกี้

 

 

"ตามมามีอะไรว่ะ" ผมหันไปถามเพื่อนผมที่เดินตามมาทั้งๆ ไม่มีธุระอะไรตรงนี้

 

 

"อะไร กูแค่เดินมาจะคุยกับเมิงแค่นี้ ไม่ได้หรือไง" มันตอบผมแต่ตายังจ้องไปที่นางแบบคนข้างๆไม่วางตาเลย

 

 

"คุณภัทรไปเรียนมาจากไหนหรอคับ เมื่อกี้ผมเห็นทุกคนอ้าปากค้างกันหมด ไม่นึกว่านางแบบสวยๆ อย่างคุณภัทรจะโหดใช่เล่น" มันช่วยถามคำถามที่ผมอยากรู้พอดี แต่เมิงแม่ง หยอดตลอดเลยนะ

 

 

"อ่อ ภัทรขอพ่อเรียนตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้วน่ะ ภัทรเป็นประธานชมรมเชียร์ มีรุ่นน้องเป็นแบบภัทรเยอะ ภัทรไม่ชอบเห็นใครโดนรังแก ยิ่งเป็นแบบภัทร ยิ่งเหมือนเป้านิ่งให้ผู้ชายพวกนั้น จะได้รู้ว่าคนเขามีมือมีเท้าเท่ากัน แต่ภัทรก็ไม่เคยหาเรื่องใครก่อนนะ ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ" คำตอบที่ได้ทำเอาผมต้องแปลกใจอีกครั้ง ก็ผมไม่รู้เลยว่าคนๆ นึงจะมีหลายมุมขนาดนี้ ผมยังจำท่าปลดเฟอร์กลางแคทวอล์ควันนั้นได้อยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนเดียวกับคนที่ซัดนักเลงหมอบเมื่อตะกี้ แถมยังมีความคิดปกป้องคนอื่นอีก

 

 

ไอ้อิฐยังคงชวนภัทรคุยตลอดทาง แต่เจ้าตัวก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้างซึ่งผมสัมผัสได้หลังจากที่เริ่มรู้จัก เพราะการยิ้มตอบแบบนั้นมันหมายถึงเธอกำลัง...รำคาญ

 

 

เมื่อเรามาถึงกอง คงกินข้าวอะไรกันเสร็จแล้ว เราหายไปกันนานเหมือนกันแหะ ผมให้ภัทรไปรวมกันทหารคนอื่น โดยความสูงระดับเธอทำให้ต้องยืนหน้าสุด แต่บังเอิญหรือฟ้าเป็นใจส่งเธอไปยืนหน้าอยู่ข้างไอ้หน้าตี๋คนเมื่อคืนที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วไอ้เพื่อนรักคนข้างๆผมนี้อีก มองซะตาเยิ้ม อยู่ดีๆ ก็รู้สึกหมั้นไส้มันจนต้องตบหัวมัน

 

 

"อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ หน้ามึงจะเอาไปต้มแทนหม้อได้อยู่แล้ว" แม่ง ก็เพื่อนผมคนนี้เจ้าชู้ได้โล่ ควงใครมาแต่ละทีไม่เคยซ้ำ

 

 

"ก็เค้าสวยกูก็มอง กูยังไม่เคยมีแฟนเป็นแบบนี้เลย อยากลองจีบดูเหมือนกัน ทำไมมึงมีปัญหาไรว่ะ" นั้นสิผมมีปัญหาอะไร อ่อ ก็เพราะผมเป็นผู้ปกครองเธอไง

 

"ท่านนายพลให้กูมาดูแล เป็นหูเป็นตาแทนเขา ใครไปยุ่งจะได้จัดการถูกตัว" ผมพูดกึ่งขู่กลายๆ

 

"ดูท่าจะหวงหน้าดูเลย ก็น่าอยู่หรอก สวยขนาดนั้น ขนาดไม่ได้แต่งอะไร แต่ถ้าลูกเขาเล่นด้วยก็ช่วยไม่ได้นะเว้ย" ไอ้อิฐนี่พูดด้วยมั่นใจในความหล่อของมันซะเต็มประดา

 

 

"เออนี่ มึงเห็นป่ะแม่งเดินทีเด้งดึ้งๆ เลย ไม่บอกกูคงไม่รู้โครตเนียนอ่ะ มึงว่ามันจะนิ่มเหมือนของจริงป่ะว่ะ โอ้ย" ไม่ต้องรอมันพูดจบผมก็ถีบมันเลยครับ แม่ง สันดานเสียจริง ไอ้เพื่อนคนนี้

 

 

"เชี่ย เล่นไรของมึงว่ะ" มันโวยผมคล้อยหลังมา

 

 

"ถีบเผื่อความคิดชั่วๆ มึงจะกระเด็นออกไปบ้าง" ผมเดินออกมาแล้ว คุยกับมันแล้วอารมณ์เสีย วันนี้ผมเป็นอะไรความรู้สึกมันขึ้นๆ ลงๆ เหมือนขึ้นรถไฟเหาะเลย เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวหงุดหงิด เพราะยัยคนนั้นคนเดี๋ยว แล้วนั้นอะไรอีกนะ เขาให้เค้าแถวรอตรวจผม ไปยืนเกาะแขนไอ้หน้าตี๋มันทำไม เผลอเป็นไม่ได้เลยเว้ย
 


..................................................................................






0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users