Jump to content






Photo

บันทึกกฎแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์


  • Please log in to reply
24 replies to this topic

#21 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:25 PM

สัมภเวสี

บ้านของอาจารย์รุ่งเพชร เป็นเรือนไม้เก่าแก่สองชั้น บัดนี้ จำเป็นที่จะต้องขยายนอกชานออกไปอีก เพื่อที่จะได้พอเพียงแก่การรองรับคนที่มีปัญหาต่างๆ มากมาย และที่จะต้องอาศัยไสยศาสตร์เข้าช่วย คนที่มาหาอาจารย์รุ่งเพชร มาจากทั่วทุกสารทิศ มีทั้งมาขอรับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้หาฤกษ์ยามมงคล จะขึ้นบ้านใหม่ จะเปิดกิจการ จะตั้งศาลพระภูมิ วันหมั้น วันแต่ง วันเกิด วันตาย วันบวช วันสึก ทุกอย่างดูจะต้องเรียกร้องจากฤกษ์งามยามดีเสียทั้งหมด

คนที่มาหาอาจารย์รุ่งเพชร มีตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หมอ พยาบาล ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ พลเรือน เถ้าแก่จนถึงพ่อค้าหาบเร่ ณ เรือนไสยศาสตร์นี้จะมีสมุดเล่มใหญ่ให้เซ็นเยี่ยม เพื่อเป็นที่ ระลึก เป็นหลักฐานเอ่ยอ้าง หรือเอาไว้เชิดหน้าชูตาก็ไม่รู้ แต่ภายในสมุดมีชื่อคนเด่นคนดังเกือบทุกหน้า เรือนนี้จึงเป็นเรือนเข้าตำราว่า หัวบันไดไม่แห้ง

อาจารย์รุ่งเพชรไม่เพียงจะมีความสามารถรอบรู้เรื่องโหราศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังสามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ สามารถรักษาโรคแปลก ๆที่การแพทย์ปัจจุบันไม่อาจรักษาให้หายได้ด้วยวิธีไสยศาสตร์อีกด้วย ผลการรักษาของอาจารย์รุ่งเพชร จะไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้คนจึงต่างเลื่อมใส

วันนี้ พยาบาลกับครูผู้สามี พาลูกหญิงอายุหกปี มาขอรับการรักษาจากอาจารย์รุ่งเพชรด้วย ปัญหาคือ ลูกถูกผีสิง สองสามีภรรยาเป็นปัญญาชนคนมีการศึกษา หากมิใช่จนใจจริง ๆ แล้ว คงไม่ยอมเชื่อสิ่งตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์ที่ตนเรียนมาเป็นแน่ อาจารย์รุ่งเพชรตรวจสอบตามพิธีกรรมแล้ว ได้คำตอบมาว่า สัมภเวสีหญิงสาวตนหนึ่ง พอใจในตัวเด็กหญิง ใคร่จะพาไปเป็นลูกบุญธรรม สัมภเวสีเป็นวิญญาณของคนที่ยังไม่ถึงที่ตาย วิญญาณยังคงล่องลอยอยู่

วิญาณผีมีมากมายหลายจำพวก เช่นผีบุญ ผีบาป ผีดี ผีร้าย ผีโหด ผีโฉด ผีชั่ว ผีมั่ว ผีทราม ผีรังควาน ผีก่อกวน ผีโลภ ผีหลง ผีคดโกงเอาแต่ได้ ผีไม่ละอาย ผีการพนัน ผีขี้เหล้า ผีขี้ยา ผีตัณหา ผีป่า ผีเจ้าชู้ ผีอดอยาก ผีบ้า ผีมารยา ผีเลื่อนลอย?..
สมัยโบราณ คนกับผี ต่างคนต่างอยู่ไม่ปะปนกัน บัดนี้ คนทำตัวเป็นผี จึงปะปนครึ่งคนครึ่งผี หรือค่อนผีเศษคน ไม่รู้ว่าคนหรือผี

อาจารย์รุ่งเพชรทายทักว่า เมื่อสิบสองวันก่อน เด็กหญิงไปเล่นซนที่จอมปลวก เผอิญสัมภเวสีตนนี้มาอาศัยอยู่ ในจอมปลวกนั้นพอดี เกิดนึกเอ็นดูรักใคร่จึงอยากครอบครองไว้เป็นลูกบุญธรรม

เรื่องราวเป็นจริงอย่างที่อาจารย์ทายทัก

วันนั้นเด็กหญิงไปเที่ยวสวนเงาะของคุณยาย ท่านห้ามแล้วว่า อย่าไปเล่นซนที่จอมปลวก แต่เด็กหญิงไม่ฟัง คืนนั้น จึงเกิดอาการเผลอไผลปีนขึ้นไปบนดาดฟ้า ปีนต้นมะม่วง ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน พ่อแม่พาไปรดน้ำมนต์หลายวัดก็แล้ว พบจิตแพทย์ก็แล้ว จึงพามาที่นี่ พ่อแม่ของเด็กหญิงวิตกโศกเศร้ามาก เกรงว่าลูกจะถูกพราก

บรรยากาศขณะนั้นอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก หญิงกลางคนที่มาขอคำปรึกษาจากอาจารย์รุ่งเพชรด้วยคนหนึ่งอดสงสารไม่ได้ โพล่งถามออกมาว่า มีทางกำจัดสัมภเวสีผีร้ายออกไปไหม อาจารย์ตอบว่า เขาไม่ใช่ผีร้าย เราคงพอจะตกลงกันได้ พอได้ยินว่าพอจะตกลงกันได้เท่านั้น พ่อแม่ของเด็กหญิงก็คุก เข่าลงก้มกราบอาจารย์อย่างขอบพระคุณซาบซึ้งสุดหัวใจ น้ำตาไหลพราก นี่แหละคือหัวใจของคนที่เป็นพ่อแม่

อาจารย์บอกว่า เขา (เด็กหญิงกับสัมภเวสีตนนั้น) มีความผูกพันกันมาก่อน มิฉะนั้น ขณะเล่นอยู่ที่จอมปลวก เธอคงไม่พูดหรอกว่า หนูอยากอยู่ในนี้จัง

อาจารย์ทำพิธีจุดธูปเทียนบูชาครูเรียกผี สักครู่เดียวผีก็มาถึง พ่อแม่กอดเด็กหญิงเอาไว้แน่น ทุกคนในที่นั้นอึดอัดหายใจไม่ออก มันเป็นความตื่นเต้นบวกกับความกลัวด้วย สัมภเวสีตนนั้นเข้าสิงสู่ใช้ร่างหญิงกลางคนที่พูดว่า กำจัดผีร้ายออกไปได้ไหม

อาจารย์พูดจาต่อรองกับสัมภเวสีอยู่นาน จนในที่สุดเธอก็ใจอ่อน รับปากว่าจะไม่พรากลูกเขาไป แต่มีข้อตกลงว่า จะต้องซื้อตุ๊กตาน่ารักเหมือนเด็กหญิงคนนี้ให้เธอหนึ่งตัว ไปไว้ที่จอมปลวกนั้น จะต้องพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่ายอุทิศส่วนกุศลให้เธอ เพื่อเป็นค่าเดินทาง และลบล้างบาปเวรบางส่วน เมื่อได้ไปเกิดใหม่ สุดท้ายก่อนสัมภเวสีจะออกจากร่างหญิงกลางคนผู้นั้นไป เธอแสดงน้ำเสียงไม่พอใจว่า หญิงผู้นี้ที่เธอใช้เป็นร่าง บังอาจล่วงเกินพูดว่า ให้กำจัดผีร้าย ออกไป จะขอลงโทษนางให้หลาบจำสักหน่อย
?.. ว่าแล้วหญิงผู้ถูกใช้ร่างก็ยืนขึ้น ยื่นแขนทั้งสองออกไปข้างหน้า นัยน์ตามองตรงไม่กระพริบ กลับหลังวิ่งลงเรือนตรงไปที่พุ่มไม้หนามหน้าบ้าน พุ่งตัวทิ้งน้ำหนักคว่ำหน้าลงบนกอหนามนั้น

วิญญาณสัมภเวสีออกจากร่างไปแล้ว ทุกคนในที่นั้นวิ่งไปช่วยหญิงกลางคน ออกมาจากพงรกเธอได้รับบาดเจ็บจากขวากหนามทิ่มแทงไปทั้งตัว ยังมีคำถามจากคนที่ไม่เชื่ออีกมายมายว่า ผีมีจริงไหม

ผีอาจจะไม่แสดงให้เราเห็นชัดว่า ผีมีอยู่

แต่ตัวของเราเองจะบอกได้ว่า ผีอะไรที่สิงอยู่ในตัวเรา.



#22 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:26 PM

.สาวใบ้

อาจารย์แซ่กวนซึ่งเป็นสองสามีภรรยา ไม่เคยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเพราะเชื่อมั่นในความเป็นปัญญาชนของตน แต่ทั้งสองก็หาคำตอบไม่ได้ว่าเหตุใดจึงต้องมีลูกสาวที่เป็นใบ้ถึงสามคน
สามสาวใบ้หน้าตาสะสวยสะดุดตาสะดุดใจชายหนุ่มไม่หนุ่มที่ได้พบเห็นทุกราย แต่พอเข้าใกล้ได้รู้ว่าเธอเป็นใบ้ ต่างก็ผิดหวังเสียดาย และตีห่างออกไป
ชะตากรรมนี้บั่นทอนจิตใจคนทั้งห้าในครอบครัวนี้ตลอดมา ซึ่งจะเห็นได้ว่า คุณพ่อคุณแม่ดูแก่ก่อนวัยไปมาก
อันการศึกษา สถานภาพความร่ำรวยนั้น มิใช่จะนำความผาสุกมาสู่ครอบครัวได้ทั้งหมด จิตใจที่ถูกกดดันด้วยภาวะขาดพร่อง ภาวะจำยอมมีผลทำให้คนที่ดูอย่างกับสมบูรณ์พูนสุขต้องทุกข์หนักยิ่งกว่าคนทั่วไปในระดับล่าง
มีคำนิยามว่า คนวัยแรงคุยเรื่องวิทยาศาสตร์ วัยกลางคนคุยเรื่องชะตาชีวิต ส่วนคนสูงวัย คุยเรื่องศาสนา

สามีภรรยาอาจารย์กวนกำลังจะย่างเข้าอายุสูงวัย ครั้งหนึ่งจึงได้ไปฟังเทศน์ที่วัด ท่านพูดถึง กฎแห่งกรรม ว่า คนเราจะต้องรับผิดชอบต่อบุญบาปที่ตนทำไว้ ทุกคนจึงอาจกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ใครทำกรรมชั่วไว้ ย่อมได้รับผลตอบสนองจากกรรมชั่วนั้น

วัฏจักรของ กฎแห่งกรรม ก็คือ ปรากฏการณ์ที่ดำเนินไป เป็นส่วนหนึ่งของมหาจักรวาล
มหาจักรวาลเป็นกาลเวลา และห้วงเวหาหลายชั้นเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุดหยุดนิ่ง การเวียนไปโดยไม่หยุดนิ่ง ก็คือ หลักการของกฎแห่งกรรม

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบถึงความเป็นไปของมหาจักรวาล ทรงทราบถึงกฎแห่งกรรม พุทธศาสนิกชนภายหลัง จึงได้สืบทอดทัศนคติของ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพื่อเป็นฐานหลักในการธำรงรักษาคุณธรรม รักษาระเบียบวินัยของสังคมและชาวโลก

น่าเสียดายที่คนทั่วไป ได้แต่ใช้ความรู้อันมีจำกัดทางวิทยาศาสตร์ ที่ยังมิได้เข้าถึงอย่างลึกซึ้งต่อปรากฏการณ์และวัตถุธาตุ มาตัดสินความตามความเห็นของตน สำหรับสิ่งเหนือปรากฏการณ์ที่ตนยังมิอาจเข้าใจ จะลบหลู่เสียหมดว่า งมงาย อีกทั้งไม่ยอมเข้าไปศึกษาค้นคว้าให้ลุ่มลึก

อาจารย์สองสามีภรรยาไม่อาจปฏิเสธเหตุผลนี้ แม้วิทยาการจะก้าวไกล สังคมยิ่งศิวิไลซ์ แต่มันกลับกลายเป็นผลเสีย ก่อเกิดแรงกดดันคุกคาม ทำให้ขาดความสงบปลอดภัย ใจคนถูกวิทยาการ และนามรูปวัตถุชั้นสูงควบคุมไว้ เหมือนถูกขับต้อนด้วยจิตใจของสัตว์ ถูกอารมณ์โทสะปัจจุบันครองใจ

ฉะนั้น บ้านเมืองมากมายที่มีวิทยาการล้ำหน้า แต่ประชาชนจะก่อกรรมทำร้าย ผิดคุณธรรมมากกว่าประเทศด้อยพัฒนาทางวิทยาการ พ่อแม่ของสามสาวใบ้แต่งงานกัน เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน เมื่ออายุสามสิบปี แม่ตั้งครรภ์ในเดือนนั้นเอง พ่อชอบขับรถพาแม่ไปเที่ยวชายทะเลและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ

ครั้งหนึ่ง ไปงานวัดที่จังหวัดอุบล จอดรถในบริเวณวัด พอเปิดประตูรถเท่านั้น เด็กเร่ร่อนกลุ่มใหญ่ก็กรูกันเข้ามาขอเงิน มันเป็นเรื่องที่พ่อเกลียดมาก ไม่เพียงไล่ตะเพิด ซ้ำยังบอกใคร ๆ ว่า อย่าให้เงินมันเพราะจะทำให้เด็กเหล่านี้ได้ใจ เสียนิสัย พ่อแม่เดินเที่ยวงานวัด ซื้อของพื้นเมืองมาใส่ท้ายรถ

แต่? ทันใดนั้นก็ต้องผงะเลือดขึ้นหน้า เพราะรถคันใหม่เอี่ยมราคาแพงของเขา ถูกทำลายด้วยเหล็กแหลม ขีดเป็นรอยลึกตั้งแต่หลังรถไปจนถึงหน้ารถ พ่อเดือดดาลเจ็บแค้นสุดขีด คิดว่าจะต้องเป็นฝีมือของเด็กขอเงินกลุ่มนั้นแน่ ๆ

เมื่อเห็นเด็ก ๆ อายุสิบสามสิบสี่กลุ่มหนึ่ง นั่งเล่นปั่นแปะอยู่ใต้ต้นมะม่วงข้างหน้า พ่อวิ่งตรงไปหาและโดยไม่ถามไถ่อะไรเลย เขาจับเด็กตบซ้ายตบขวาลงไปโดยแรงจนเด็กทุกคนหน้าบวม เขากระชากเด็กคนหนึ่งมาดูรอยแผลที่รถ แล้วขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ

เด็กกลุ่มนั้นปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นคนทำ ด้วยความกลัว จึงชี้ไปที่เด็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งกำลังแบมือขอเงินชาวต่างชาติอยู่ตรงโน้น พ่อปรี่เข้าไปกระชากคอเด็กคนนั้น ตบซ้ายตบขวา เค้นคอเสื้อตะคอกถามเด็กชายได้แต่แสดงความหวาดกลัว แต่ไม่โต้ตอบอะไรเลย พ่อโกรธจัดกระโดดถีบหน้าอกเด็กชายเต็มแรง เด็กชายร้องไม่เป็นเสียง เลือดกระอักออกทางปาก ไทยมุงช่วยกันดึงพ่อออกมา เด็กชายพูดไม่เป็นภาษาแต่สายตาบ่งบอกความอาฆาตแค้นสุดประมาณ

พ่อเพิ่งจะดูออกว่า เด็กชายคนนั้นเป็นใบ้ เด็กชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ช้ำในจนกลายเป็นเด็กพิการ เด็กชายอาศัยอยู่ที่วัดกินข้าวพระไปวัน ๆ สิ่งที่พ่อได้รับทราบต่อมาอีกก็คือเด็กใบ้ไม่ได้เป็นคนผิด

ปีนั้น แม่ให้กำเนิดลูกหญิงคนแรก สองปีถัดมาให้กำเนิดคนที่สอง และต่อมาคนที่สาม ลูกทุกคนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่ไม่พูด พ่อแม่หวั่นวิตกมาก พยายามทุกวิถีทาง หาหมอ หาพระ หาเจ้า บนบานศาลกล่าว?
แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลย ลูกทั้งสามเป็นใบ้แน่นอน

พ่อแม่เริ่มตัดพ้อชะตากรรมว่า เวรกรรมอะไรหนอ ?

ภาพเด็กชายใบ้ที่ถูกซ้อมทั้งที่ไม่ผิด ถูกถีบหน้าอกจนกระอักเลือดเกือบตาย เมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในความทรงจำของพ่อแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายตาที่เจ็บปวดอาฆาต อาการที่อึดอัดคับแค้นใจที่พูดไม่ได้ของเด็กใบ้

อัตตาของความเป็นปัญญาชน ที่มิได้น้อมใจรับฟังสัจธรรมยังคงคุกคามชีวิตของเขาต่อไป

เพราะจนถึงวันนี้เขายังคงฮึดฮัดกัดฟันตะโกนใส่ฟ้าว่า มันไม่ยุติธรรมเลย??.!

ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหม?.. ?.



#23 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:26 PM

สาวลิง

ข้าพเจ้ามีญาติห่าง ๆ คนหนึ่งเพิ่งแต่งงาน เจ้าสาวของเขามีสมญานามว่า สาวลิง พอพูดถึงคำว่า สาวลิง ทุกคนก็คงจะเข้าใจว่า เธอคงเป็นสาวขี้เหร่ หรือเนื้อตัวมีแต่ขนเหมือนลิง แต่ที่ไหนได้ พอแขกเหรื่อได้เห็นเจ้าสาวลิงเข้าจริง ๆ ต่างก็ชมเปาะว่า สวยอย่างกับนางฟ้า ทำให้ข้าพเจ้าอยากรู้ความเป็น มาของสมญานี้
สาวลิงเป็นคนภาคใต้ พ่อแม่มีอาชีพเลี้ยงเป็ด
แม่ของสาวลิง เมื่อครั้งยังเป็นสาวนั้นสวยมากจนลือชื่อไปทั่ว เป็นที่คลั่งไคล้หมายปองของชายหลายอำเภอ ชายหนุ่มลูกเศรษฐีชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ข้ามประเทศมาขอแต่งงาน แต่หญิงสาวไม่อยากจากพ่อแม่ไปไกลจึงปฏิเสธ ชายหนุ่มชาวมาเลเซียถึงกับคลุ้มคลั่ง เขียนจดหมายรำพันความพิศวาสทิ้งไว้ แล้วกินยานอนหลับดับอารมณ์รักตายไปในโรงแรม เพื่อขอพบกับเธอใหม่ในชาติหน้า
สุดท้ายแม่ของสาวลิงแต่งงานกับเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน นั่นก็คือ พ่อของสาวลิงบัดนี้
ความงามของแม่ของสาวลิงเย้ายวนชวนหลงจริง ๆ จนมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง ทั้งสองสามีภรรยานั่งเรือแจวข้ามฝั่งแม่น้ำ ชายแจวเรือแอบรักแม่ของสาวลิงมานานแล้ว แต่เจียมตัวที่ฐานะต่ำต้อยได้แต่ชะเง้อคอยแอบดู วันนั้น นับเป็นโอกาสดีที่ได้ดูเต็มตาอย่างใกล้ชิด มือที่แจวเรือหยุดแจวโดยไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่จ้องมองความงามของเธอจนเคลิบเคลิ้ม พ่อแม่ของสาวลิงผิดสังเกตว่าเรือคว้างอยู่กับที่ จึงมองดูคนแจว แม่ของสาวลิงเหลือบไปเห็นเป้ากางเกงของคนแจวขาดเป็นรูใหญ่ เธอลืมตัวหัวเราะคิก คนแจวถูกรอย ยิ้มปะทะใจอย่างแรง เข่าอ่อนหรือเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ได้ เขาหล่นโครมลงไปในน้ำ ไม่กล้าโผล่ขึ้นมาแจวเรือต่อไป พ่อของสาวลิงจึงต้องลงมือแจวเสียเอง
แต่งงานกันไม่นาน แม่ของสาวลิงก็ตั้งครรภ์ ผู้เป็นสามีประคับประคองเอาใจเต็มที่ พ่อแม่และทุกคนในบ้านก็เช่นกัน อาหารการกินทุกอย่างเพียบพร้อม แต่เธอเบื่ออาหารทุกอย่าง
วันหนึ่งพ่อของสาวลิงซื้อเนื้อค่างจากตลาดมาน่องหนึ่ง มาตุ๋นยาจีนให้กิน แม่ของสาวลิงเจริญอาหารเป็นการใหญ่ ทำให้ทุกคนในบ้านดีใจ จากนั้นก็จ้องแต่จะหาซื้อเนื้อค่างมาให้เธอกิน วันหนึ่งพ่อของสาวลิงไปตลาด ซื้อค่างเป็น ๆ กลับมาบำรุงเลี้ยงให้อ้วนพี เพื่อจะฆ่าเป็นอาหารบำรุงภรรยาคนสวย
จากนั้นแม่ของสาวลิงท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว

วันที่ค่างจะถูกฆ่า บรรยากาศสลดหดหู่ชอบกล แต่ผู้มีเป้าหมายในการฆ่า จะไม่รู้สึกได้เลย เมื่อค่างเห็นมีดแหลมคมวาบตรงเข้ามาหา น้ำตาของมันไหลพรากทันที เพิ่งจะกินกล้วยของเขาไปได้ไม่กี่ลูก จะต้องถูกทวงหนี้ด้วยชีวิตแล้วหรือ มันทำมือประหลก ๆ เหมือนยกมือไหว้ร้องขอชีวิต

ความรักภรรยาคนสวยสุดสวาท ทำให้พ่อของสาวลิงมืดบอดจากความเมตตาเสียสิ้นเขาแทงมีดแหลมคมเล็งไปกลางหัวใจของค่าง ค่างไขว่คว้าจับมีดไว้แน่น พ่อของสาวลิงชักมีดออกจากมือค่างโดยแรงเพื่อจะแทงใหม่ ทันทีที่มีดถูกชักออกจากมือ มือของค่างที่กำมีดไว้แน่นถูกคมมีดเฉือนจนนิ้วเล็ก ๆ ของมันขาดออกทันทีสี่นิ้ว เลือดพุ่งกระฉูด

แม่ของสาวลิงที่นั่งดูการฆาตกรรมอยู่ใกล้ ๆ สยองขวัญใจสั่นจะเป็นลม ขอให้สามีปล่อยค่างไป ความเจ็บปวดแสนสาหัสของค่างที่ถูกตัดนิ้วสด ๆ สี่นิ้ว มิใช่คำพูดใดจะพรรณนาได้เลย พอโซ่หลุดจากคอ ค่างน้อยน่าสงสารกระโจนออกจากลานประหารทันที มันไม่ได้คิดถึงนิ้วทั้งสี่ที่ร่วงอยู่กับพื้นตรงนั้น ก่อนที่มันจะลับหายเข้าไปในสุมทุมพุ่มไม้ พ่อแม่ของสาวลิงมองตามไป ทั้งสองเห็นสายตาเขียวปัดที่อาฆาตแค้น และเจ็บปวดแสนสาหัสของค่างเป็นครั้งสุดท้าย

จากวันนั้นเป็นต้นมา แม่ของสาวลิงกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ได้อีกเลย คนในบ้านเกรงว่า หลานที่จะเกิดมาจะขาดอาหาร จึงแอบปรุงอาหารด้วยน้ำซุปเนื้อสัตว์ให้แม่ของสาวลิงกิน แต่ก็ปรากฏว่า เธอต้องอาเจียนออกเสียหมดในภายหลัง อาการเป็นอย่างนี้จนกระทั่งคลอด เมื่อถึงกำหนดคลอด ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ

ทารกน้อยเป็น เด็กหญิงหน้าตาสวยงามน่ารักมาก ไม่ด้อยกว่าความงามของแม่ผู้ให้กำเนิด แต่น่าเสียดาย มือซ้ายของทารกน้อย นอกจากนิ้วหัวแม่มือเป็นปกติแล้ว นอกนั้นอีกสี่นิ้วกุดหมดมีความยาวเท่ากับนิ้วหัวแม่มือเท่านั้น

ญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่ของสาวลิง พอได้เห็นเช่นนั้น ต่างอุทานแล้วนิ่งอึ้ง ไม่มีคำพูดตอกย้ำใด ๆ ให้คิดถึงค่างตัวนั้น เพราะต่างก็รู้แท้อยู่แก่ใจ

ในงานมงคลสมรสของสาวลิงกับเจ้าบ่าวญาติห่าง ๆ ของข้าพเจ้า แขกเหรื่อพากันตะลึงงันกับความงามของเจ้าสาวที่สวยเลิศเฉิดฉายไปเสียหมด

แต่ไม่มีสักกี่คนหรอกที่รู้ว่า ภายในถุงมือสีขาวของเธอนั้น เจ้าสาวนิ้วด้วนไปสี่นิ้ว จากผลของเวรกรรมที่พ่อแม่ทำไว้.



#24 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:26 PM

อาว์สามกินเจ

อาว์สามโทรศัพท์มาหลายครั้ง เรียกให้ข้าพเจ้าไปหาที่บ้าน เพื่อจะปรึกษาอะไรบางอย่าง เนื่องด้วยหลายปีมานี้ ข้าพเจ้าชีพจรลงเท้า จึงต้องเดินทางไปต่างประเทศไม่หยุด น้อยนักที่จะอยู่บ้าน จึงเพิ่งจะไปพบอาว์สามเมื่อเร็ว ๆ นี้
เหตุที่อยากพบข้าพเจ้านั้น เนื่องจากหลังเทศกาลกินเจสิบวันปีที่แล้ว อาว์สามเกิดอยากจะกินเจ ตลอดชีวิตขึ้นมา จึงต้องการจะรู้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการกินเจจากข้าพเจ้า การตัดสินใจปุบปับอย่างนี้ของอาว์สามทำให้ข้าพเจ้าไม่เชื่อ คิดว่าอาว์สามน่าจะล้อเล่นเสียมากกว่า
อาว์สาม ซึ่งเป็นญาติสนิทของข้าพเจ้าคนนี้ ข้าพเจ้ารู้จักนิสัยใจคอดี แม้อายุจะห้าสิบกว่า แต่จะหาเวลาเข้าวัดเข้าวาถือศีลกินเจแทบไม่ได้เลย เทศกาลกินเจสิบวันทุกปี ชาวบ้านชาวเมืองเขากินเจกันหมด แต่อาว์สามจะยังคงยุ่งอยู่กับงานสังคมรอบตัวทุกวัน จะกินเจ ตามสมัยนิยม กับเขาสักสองสามวันก็ทั้งยาก ปีนี้อยู่ ๆ อาว์สาม บอกว่าจะกินเจตลอดชีวิต อย่างนี้ใครจะไปเชื่อ

อาว์สาม ได้ชื่อว่า หญิงเหล็ก เก่งกาจด้วยสามกล้า เป็นหัวหน้าชุมชนคนไฮโซ

หนึ่งกล้า คือ กล้าพูดกล้าแสดง
กล้าสอง คือ กล้าทำกล้ารับ
กล้าสาม คือ กล้ากินกล้าลอง

กล้าหนึ่ง กล้าสองของอาว์สาม เป็นความภาคภูมิใจที่เชิดหน้าชูตา งามสง่าอยู่บนคานทอง ได้รับความเคารพยกย่องในงานสาธารณกุศล แต่กล้าสามนั้นข้าพเจ้าพะอืดพะอมไม่อยากพูดถึง อาว์สาม กล้ากินกล้าลองทุกอย่างที่เขากินกัน เช่น สมองลิงสด ๆ ลูกหนูเป็น ๆ ทั้งตัว และอาหารประหลาดอื่น ๆ

เมื่ออาว์สามถามข้อมูลเกี่ยวกับการกินเจ ผมจึงกระตือรือร้นอธิบายให้เข้าใจว่า

1. ไม่กินพืชผักห้าฉุนคือ หอม กระเทียม กุยไช่ กระเทียมโทน ยาสูบ เพราะ
กระเทียม ทำลายหัวใจ มีผลเสียต่อธาตุไฟของร่างกาย
หัวหอม ทำลายไต มีผลเสียต่อธาตุน้ำของร่างกาย
กุยไช่หรือผักแป้น ทำลายตับ มีผลเสียต่อธาตุไม้ของร่างกาย
กระเทียมโทน ทำลายม้าม มีผลเสียต่อธาตุดินของร่างกาย
ใบยาสูบ ทำลายปอด มีผลเสียต่อธาตุทอง
เราจึงไม่กินพืชผักฉุนทั้งห้านี้

2. โรงเจบางแห่ง กินหอยนางรม ตามความเชื่อที่อนุโลมให้แก่ตนเอง ซึ่งที่ถูกต้อง คือ กินไม่ได้ ไม่ควรกิน เพราะเขามีชีวิต เป็นของสดคาว
3. มีคนแย้งว่าพืชผักก็มีชีวิตทำไมยังกินได้ พืชผักมีญาณเดียว คือ ญาณเจริญเติบโต แต่สัตว์มีวิญญาณ และญาณสำนึกรู้ด้วย จึงกินไม่ได้
ไข่ไก่ กับ นมวัว เป็นอาหารอนุโลมสำหรับผู้มีความจำเป็น หากไม่กินได้ก็จะยิ่งดี คนที่เคยต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการกินเจ พอเมื่อมีเหตุให้ต้องกินเจ จึงมักจะสงวนท่าทีไม่อยากเปิดเผย อาว์สามไม่เปิดเผยสาเหตุของการเปลี่ยนใจจะกินเจตลอดชีวิตให้ฟัง อาจเพราะถือตัวว่า เป็นญาติผู้ใหญ่ แต่ข้าพเจ้าก็ล่วงรู้จนได้ว่า

เมื่อระหว่างเทศกาลกินเจปีที่แล้ว อาว์สามซึ่งถือโสด และยังอยู่ร่วมครอบครัวกับพี่ชาย และหลาน ๆ คือ ลูกของพี่ชาย ปีนี้ อาว์สามเกิดความคิดจะกินเจ ในเทศกาลนี้กับเขาด้วย และจะไปตั้งใจกินที่บ้านปลูกใหม่สวยหรูของหลานอีกคนหนึ่งที่สะอาดสะอ้าน สงบเงียบกว่าบ้านที่อยู่ปัจจุบัน
ครบกำหนดกินเจสิบวัน คืนนั้นประมาณเวลาตีสอง อาว์สามได้นิมิตชัดเจนว่า มีแม่ชีในชุดขาวหลายท่าน มาขอบิณฑบาตให้ละเลิกการกินเนื้อสัตว์เสีย

อาว์สามตื่นขึ้น นอนไม่หลับอีก จึงลุกขึ้นเปิดหน้าต่างมองดูท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์ขาวสลัวอยู่หลังเมฆ กิ่งใบต้นมะม่วงข้างบ้านแกว่งไหวตามลม เกิดเป็นเงาวับแวม ใต้ต้นมะม่วง เป็ดขาวที่เลี้ยงไว้หลายตัวพับคอหลับบนปีกหลังของตัวเอง มองไปคล้ายแม่ชีที่เห็นติดตาติดใจในนิมิตเมื่ออึดใจก่อน
อาว์สามรีบปิดหน้าต่าง นอนไม่หลับจนถึงรุ่งเช้า

หลานกตัญญูดูแลอาว์สามเป็นอย่างดี
อาหารเช้ามื้อแรกของการออกเจ ทำเหมือนจะฉลอง หรือชดเชยกับการที่ต้องอดกินเลือดเนื้อเขามาหลายวัน มื้อนี้จึงมีทั้ง หมู ปลา เป็ด ไก่เต็มเพียบ

อาว์สามเข้าครัวสำรวจดูอาหาร แต่พอเห็นเป็ดที่ซื้อเตรียมไว้เท่านั้นก็ชะงักงัน เป็ดที่ถูกถอนขนจนเกลี้ยงเกลาแล้วตัวนั้น ขาวเหมือนแม่ชีที่เห็นในนิมิต หัวเป็ดที่ยังมีโคนขนอ่อนเขียวรำไร เหมือนศีรษะแม่ชีเสียนี่กระไร นัยน์ตาของเป็ดเหมือนสายตาวิงวอนของแม่ชีที่พูดว่า ไม่ใช่ขอบิณฑบาตทั่วไป แต่ขออย่าได้เกี่ยวกรรมกับสัตว์ทั้งหลายจนถึงชาติต่อไป

อาว์สามเกิดอาการคลื่นไส้วิงเวียนอย่างแรง เข่าอ่อนเป็นลมล้มพับลงในครัวตรงนั้นหลานรีบนำส่งโรงพยาบาล
พอฟื้นคืนสติคำแรกที่อาว์สามพูด
คือ
ฉันจะกินเจตลอดชีวิต.



#25 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:27 PM

อาหารโอชะ

พูดถึงโศกนาฏกรรมของชาวโลกแล้ว ไม่มีเรื่องใดน่าเศร้าเท่ากับเรื่องนี้ นายปานเป็นชาวนามีลูกเล็ก ๆ น่ารักสามคน คนโตเป็นชายอายุเก้าขวบ น้องชายอายุเจ็ดขวบ น้องหญิงคนเล็กอายุห้าขวบ แต่บัดนี้ ลูกรักทั้งสามกลายเป็นศพนอนเรียงกันอยู่ที่พื้นตรงหน้า
นายปานกับแม่ของลูก ๆ ตัวอ่อนปวกเปียก เรียกสติไม่ได้เลย น้ำตาไหลอาบจนเกือบเป็นสายเลือด เสียงคร่ำครวญเรียกลูกจ๋า ลูกจ๋า แหบแห้งจนเกือบไม่เป็นคำพูด ทำอย่างไรก็หยุดไม่ได้เลย

เหตุเกิดเพราะเรือนไม้ของนายปานเกิดเพลิงไหม้ แต่ลูก ๆ ตายในน้ำ

วันนั้นนายปานกับแม่ของลูกไปช่วยงานบวชของญาติที่วัด ทิ้งลูก ๆ ไว้ที่บ้านตามลำพัง ซึ่งเป็นเรื่องปรกติเป็นประจำ บ้านของเขาเป็นเรือนไม้ไต้ถุนสูงเหมือนบ้านในชนบททั่วไป ข้างบ้านมีกองฟางสุมอยู่กองใหญ่ ใกล้ ๆ กองฟางเป็นตุ่มน้ำใหญ่เกือบสิบใบตั้งเรียงรายอยู่ บ้านนาจะปลูกห่าง ๆ กัน ฉะนั้นเกิดเหตุอะไรจึงช่วยกันไม่ค่อยทัน

เพื่อนบ้านเห็นควันโขมงทางบ้านนายปานกว่าจะวิ่งมาถึง บ้านทั้งหลังก็เหลือแต่เถ้าถ่านเสียแล้ว ทุกคนช่วยกันค้นหาซากศพของเด็กสามคน ซึ่งเข้าใจว่าอาจถูกไฟคลอกตายแต่หาไม่พบ พบแต่ซาก ศพควายตัวหนึ่งที่ผูกไว้กับเสาเรือนในคอกไต้ถุนบ้าน ขณะเกิดเพลิงไหม้ เด็กทั้งสามไม่รู้จักจะหนีห่างออก ไปจากความร้อนเผาผลาญนั้น คงคิดตามประสาเด็กว่า ในตุ่มน้ำฝนที่เย็นเฉียบจะเป็นที่หลบไฟได้ และก็คงจะเป็นพี่คนโตที่ส่งน้องทั้งสองลงไปหลบไฟในตุ่มคนละใบ แล้วปิดฝาปูนให้ด้วย สุดท้ายตัวเองจึงลงไปหลบไฟในตุ่มอีกใบหนึ่ง

พ่อแม่ของเด็กทั้งสามไม่พบศพของลูก ๆ ก็ยังหวังว่าลูกคงตกใจหนีเตลิดไปไกลหมู่บ้าน เพราะชาวบ้านช่วยกันตามหาก็ไม่พบ เช้ามืดวันรุ่งขึ้นลุงเปาซึ่งเป็นญาติกัน ฝันเห็นชีปะขาวมาชี้ที่ตุ่มน้ำบอกว่า ในนั้นมีลูกปลาช่อน แกจึงเดินตรงมาหาตุ่มน้ำที่เรียงรายกันอยู่นั้น เหมือนมีอะไรดลใจ ลุงเปาเปิดฝาตุ่มใบแรก และแล้วก็ต้องผงะร้องเสียงหลง พ่อแม่ของเด็กทั้งสามเป็นลมล้มพับลงตรงนั้น
ศพของเด็กทั้งสามพี่น้องถูกอุ้มขึ้นมาจากตุ่มน้ำนอนเรียงรายกันตามลำดับตรงนั้น ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของผู้รักใคร่ ห่วงใยสงสาร พ่อแม่ของลูก ๆ เกลือกตัวอยู่กับศพของลูก ๆ สลบแล้วสลบอีก นายปานไม่เคยบาดหมางกับใครเลย เรียกได้ว่า เป็นคนดีมีอัธยาศัยทีเดียว ใคร ๆ ก็ว่าไม่น่าจะต้องรับเคราะห์ใหญ่อย่างนี้เลย

แต่นายบู่น้องชายนายปานรู้ดีว่ามันมีที่มาที่ไป

นายบู่สะท้อนใจ เปิดเผยบาปเวรของนายปานพี่ชายในภายหลังว่า

แม้นายปานพี่ชายจะเป็นคนดี อารีอารอบต่อคนทั้งหลาย แต่ก็มีนิสัยความพอใจที่เป็นบาปมากอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบกินแกงลูกครอก ว่างจากงานนา นายปานชอบจะเอาสวิงไปหาช้อนลูกครอก คือลูกปลาช่อน ลูกปลาดุกตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเป็นตัวได้สิบกว่าวัน ตัวประมาณปลายตะเกียบ
พ่อแม่ปลามักจะดำน้ำอยู่ใกล้ ๆ คอยดูแลลูก ๆ ของมันอยู่เงียบ ๆ ส่วนลูก ๆ ยังไม่รู้จักภัยอันตรายอะไรก็จะพากันว่ายไปว่ายมาอยู่เหนือน้ำเป็นฝูงใหญ่ คนทั่วไปจะไม่ทำร้ายลูกปลาเหล่านี้ กลับจะเห็นว่า น่ารักน่าเอ็นดู แต่มีคนบางคนชอบเปิบพิสดาร ชอบกินอาหารแปลก ๆ โดยไม่คำนึงถึงอะไร นอกจากความพอใจอร่อยลิ้นของตน

นายปานจะช้อนลูกปลาเหล่านี้ทุกครั้งที่พบ เอามาใส่ตุ่มน้ำเลี้ยงไว้ก่อน พอจะกินก็จัดการหั่นก้านผักบุ้งเป็นปล้อง ๆ ความยาวพอ ๆ กับลูกปลา ใส่หม้อใส่น้ำใส่ลูกปลาลงไปตั้งไฟ เริ่มแรกน้ำในหม้อยังไม่ร้อน ลูกปลาซึ่งยังไร้เดียงสาก็จะว่ายไปว่ายมาอยู่ในหม้อ โดยไม่รู้ว่า ความตายใกล้เข้ามาแล้ว พอน้ำเริ่มอุ่นลูกปลาเริ่มตกใจหาทางหนีร้อน
พากันมุดเข้าไปซ่อนในปล้องผักบุ้ง ตัวที่ไม่มีปล้องผักบุ้งเหลือให้ซ่อนได้ก็ว่ายกันหัวซุกหัวซุน เพราะน้ำอุ่นมากขึ้นทุกที
เป็นภาพที่น่าเวทนาแท้ ๆ แต่พ่อแม่ของเด็กทั้งสามไม่ได้คิดอะไร คิดแต่จะปรุงรสอย่างไร ให้อร่อยลิ้นเท่านั้น
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นายปานไปช้อนลูกครอกอีก แต่พอช้อนขึ้นมาได้เต็มสวิง ยกสวิงขึ้นพ้นน้ำเท่านั้น ปลาช่อนใหญ่สองตัวก็กระโดดขึ้นมาบนฝั่งตรงนั้น
เหตุการณ์นี้นายปานไม่ได้ฉุกคิดสักนิดเลยว่าอาจเป็นพ่อแม่ปลาที่ตามขึ้นฝั่งมาขอชีวิตลูก ๆ อาจเป็นพ่อแม่ปลาขอตามขึ้นฝั่งมาตายพร้อมกับลูก ?.. หรืออาจจะ ?.. มันน่าจะคิดได้ด้วยเมตตาจิตอีกหลายอาจจะ ?..

แต่นายปานคิดแต่เพียงว่า ช้อนลูกปลา ได้พ่อแม่ปลาแถมมาอีก อะไรจะโชคดีปานนั้น

สุดท้ายนายบู่กล่าวว่า เคยขอร้องนายปานพี่ชายหลายครั้งแล้ว แต่พี่ชายไม่ฟัง น่าสงสารหลานทั้งสามคน ไม่น่าจะต้องมาติดร่างแหเวรกรรมที่พ่อแม่ทำเลย พ่อแม่ของเด็กทั้งสามจะสำนึกได้หรือไม่อย่างไรก็ตามแต่ หลังจากต้องสูญเสียลูกรักทั้งสามไปแล้ว บ้านช่องวอดวายไปแล้ว ทั้งสองแทบจะฆ่าตัวตาย ดีที่เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องช่วยกันเตือนสติไว้ จึงได้ถือบวชกันไปทั้งสองคน.






0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users