Jump to content






Photo

ตำนานรัก -โลงคู่- วัดหัวลำโพง (รักแท้ของสาวสองกับชายอันเป็นที่รัก เมื่อ 46ปีที่แล้ว )


  • Please log in to reply
3 replies to this topic

#1 CarimA

CarimA

    Webmaster of Missladyboys.com

  • Admin
  • PipPipPipPipPip
  • 1607 posts
  • Gender:Female
  • Location:Mlbs Office, Bangkok Thailand
  • Interests:Show

Posted 25 March 2013 - 05:07 PM

ตำนานรัก “โลงคู่” วัดหัวลำโพง

 

 

xjk61415.jpg

 

 

17 พฤษภาคม 2510

 

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวโศกนาฏกรรมรักของคนคู่หนึ่ง 

 

ที่โชคชะตากำหนดให้เกิดมาอยู่ในเพศเดียวกัน 



เพียงชั่วข้ามคืนเหตุการณ์นี้ได้เลือนหายไปความทรงจำของคนไทย  ก่อนที่ถูกนำกลับมาย้ำเตือนอีกครั้งในอีก 22 ปีต่อมา ในรูปแบบของบทเพลง  

บทเพลง “สีดา”  กล่าวถึงความรักที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งระหว่างชาย 2 คน  แต่สุดท้ายกลับต้องจบลงด้วยการกระทำอัตวินิตบาตกรรมของคนทั้งคู่   เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความซาบซึ้ง และทำให้ “แจ้” ดนุพล แก้วกาญจน์   ตัดสินใจหยิบยกเรื่องราวนี้มอบให้ครูน้อย สุรพล โทณะวณิก  ช่วยถ่ายทอดเป็นบทเพลงในปี 2532   

 

 

“สีดา” เป็นเรื่องราวจากชีวิตจริงเมื่อ  ปี 2510  ของสาวประเภทสองที่ชื่อ ประโนตย์ วิเศษแพทย์  แต่บางส่วนของเรื่องราวที่ผู้แต่งจำเป็นต้องดัดแปลงไป  ทำให้มีบางเสี้ยวของเหตุการณ์ต่างไปจากความเป็นจริง

          
“สีดา” ในบทเพลง หมายถึง นางเอกนาฏศิลป์โขนของกรมศิลปากรเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน หากแต่ชีวิตจริง ประโนตย์ วิเศษแพทย์  กลับแทบไม่เคยออกแสดงในบทบาทนี้และสร้างชื่อเสียงให้กับกรมศิลปากรเลย

แต่สิ่งที่ทำให้ประโนตย์โดดเด่นมากที่สุดในยุคนั้น  ก็คือความสวย // สุทิน ทับทิมทอง รุ่นพี่ที่สนิทสนมกับประโนตย์ เล่าว่า ปัจจุบันความสวยของสาวประเภทสอง เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่สำหรับเมื่อ 35 ปีก่อน ประโนตย์สวยเกินกว่าผู้หญิงบางคน และไม่มีสาวประเภท 2 คนใดเทียบได้  

ปัจจุบันมีหลักฐานและภาพถ่ายของประโนตย์เหลืออยู่ไม่มากนัก // ประโนตย์  เกิดเมื่อปี 2481 เป็นบุตรของนายยงค์ และหม่อมหลวงหญิง บุญนาค วิเศษแพทย์ ซึ่งครอบครัวมีฐานะดี 

ประโนตย์มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน และด้วยความที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของบ้าน จึงเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่  
ประโนตย์เติบโตขึ้นท่ามกลางการถูกรุมล้อมด้วยพี่น้องที่เป็นผู้หญิงทั้งสี่ และค่อย ๆ ซึบซับความอ่อนหวานเรียบร้อยแบบผู้หญิงของคนรอบข้างไว้อย่างไม่รู้ตัว

 

หลังเรียนจบระดับประถมที่โรงเรียนใกล้บ้าน  ย่านซอยสวนพลู ประมาณปี 2492  ด้วยความสนใจในการแสดงตั้งแต่เยาว์วัย และการสนับสนุนของผู้เป็นแม่  ประโนตย์จึงตัดสินใจสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนาฏศิลป์

โรงเรียนนาฏศิลป  กรมศิลปากร หรือ วิทยาลัยนาฏศิลปในปัจจุบัน  นอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งต่อมาทำให้ประโนตย์เป็นที่รู้จักในชื่อของ “สีดา” แล้ว ที่นี่ยังเปิดโอกาสให้เขาสามารถแสดงบุคลิกที่เบี่ยงเบนไปจากเพศที่แท้จริงของตนเองได้อย่างอิสระเสรี

หน้าตาที่คมคาย  จมูกโด่งเป็นสัน ในครั้งแรกประโนตย์ถูกเลือกให้ฝึกฝนเป็น  “พระ” ตัวแสดงสำคัญที่ต้องมีการคัดสรรอย่างพิถีพิถันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

แต่บุคลิกท่าทางเรียบร้อยนุ่มนวล ที่ซึมซับจากบุคคลรอบข้างมาตั้งแต่วัยเด็ก ต่อมาครูผู้สอนจึงเปลี่ยนให้ประโนตย์ ฝึกฝนเป็น “ตัวนาง”     

การสวมบทบาทสตรีเพศ  และ ความอ่อนหวานงดงามของศิลปะ เป็นส่วนส่งเสริมให้ร่างกายและจิตใจของประโนตย์  เปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัว 

ไพฑูรย์ ศราคนี เพื่อนร่วมชั้นที่สนิทสนมกับประโนตย์  เล่าว่า " ขณะนั้นเป็นช่วงหลังภาวะสงคราม ซึ่งนาฏศิลป์โขนกำลังอยู่ในภาวะทรุดโทรม  กรมศิลปากรไม่มีการฝึกหัดศิลปินโขนคนใหม่เพิ่มเติมทำให้เกิดการขาดแคลน" 
ต่อมาทางราชการจึงมีคำสั่งให้โรงเรียนนาฏศิลป์เร่งฝึกหัดนักเรียนเป็นศิลปินโขน เพื่อร่วมออกแสดงในงานพิธีสำคัญต่าง ๆ ซึ่งมีนักเรียนโขนในรุ่นเพียงไม่กี่คน ที่มีโอกาสออกแสดงร่วมกับทางโรงเรียน ซึ่งไพฑูรย์และประโนตย์ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

การออกแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ ร่วมกับทางโรงเรียน ถือเป็นการปฏิบัติราชการ ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยงวันละ 8 บาท แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับประโนตย์  เท่ากับการที่สามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงได้ตามอย่างที่ใจปรารถนา เพราะขณะนั้นสภาพสังคมไทยยังไม่ยอมรับพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

แต่โอกาสได้ออกแสดงที่มีไม่มากนัก ประโนตย์ในวัย 14 ปี  จึงมักลักลอบหนีออกไปแสดงโขนกับบุคคลภายนอก  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนนาฏศิลป์ขณะนั้นไม่อนุญาตอย่างเด็ดขาด  รวมทั้งเริ่มคบหากับเพื่อนต่างโรงเรียนที่มีลักษณะเดียวกัน    และทำให้ชีวิตในโรงเรียนนาฏศิลป์ของประโนตย์สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 3 ปี 

 

ประโนตย์ออกจากโรงเรียนนาฏศิลป์กลางคันในปี 2495 ประโนตย์มีอิสระเสรีมากขึ้นและยังคงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในแวดวงของนาฏศิลป์โขน โดยร่วมกับเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ใช้วิชานาฏศิลป์ที่ติดตัวมารับแสดงโขนตามงานการกุศลต่าง ๆ ซึ่งต่อมาได้สร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นที่รู้จักในนามของ “สีดา”  

“สีดา” คือ นางในวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ  ที่มีความงดงามอย่างมาก  

ความงดงามของนางสีดาทำให้พระรามปักใจรัก ทศกัณฐ์ต้องลุ่มหลง  หมู่ยักษาต่างเข่นฆ่ากัน เพื่อแย่งชิงตัวนางสีดา และกลายเป็นชนวนหนึ่งของสงครามอันยาวนานระหว่างพระรามและทศกัณฐ์

แม้ระยะเวลาเพียง 3 ปีในโรงเรียนนาฏศิลป์ ไม่อาจทำให้ท่วงท่าการร่ายรำของประโนตย์งดงามมากนัก แต่ความสวยของประโนตย์ ที่สามารถถ่ายทอดความงดงามของนางสีดา และทำให้ผู้ชมรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปจิตนาการการแสดง  อย่างยากที่จะหาผู้ใดในขณะนั้นเทียบได้  

ช่วงเวลานี้เองที่ครูน้อย หรือสุรพล โทณวณิก ได้มีโอกาสชมการแสดงของประโนตย์ และความสวยของเธอที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ จึงกลายเป็นต้นกำเนิดของบทเพลง  “สีดา” ในอีก 22 ปีต่อมา

แต่ภาพของหญิงสาวที่งดงาม สามารถตรึงผู้ชมได้เฉพาะบนเวทีเท่านั้น เพราะหลังจากการแสดงจบลง  ประโนตย์ต้องสลับคราบความเป็นหญิง และจำต้องกลับมาใช้ชีวิตปกติตามสรีระร่างกายของตน เพราะสภาพสังคมไทยในขณะนั้น  ยังไม่ยอมรับพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ 

นอกเหนือไปจากการแสดงโขน เวลาส่วนใหญ่ของประโนตย์หมดไปกับการเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูงตามสวนสาธารณะ อย่างเช่น สะพานพุทธ  ที่เกือบทุกเย็นจะเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาสาวประเภทสองในยุคนั้น   

แต่สถานที่ที่ประโนตย์สามารถแสดงความเป็นหญิงได้อย่างเปิดเผยมากที่สุด ก็คือ  บ้าน ผิดกับเพื่อนหลายคนในกลุ่มเดียวกัน  เพราะเธอโชคดีที่มีแม่ที่เข้าใจในตัวเธอมากที่สุด 
ดังนั้นบ้านพักของประโนตย์ในซอยสวนพลู จึงไม่เคยว่างเว้นจากการเยี่ยมเยียนของเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน

บริเวณที่เคยเป็นบ้านพักของประโนตย์ แต่เวลาที่ล่วงเลยมา ถึง 35 ปี ทำให้ปัจจุบันแทบจะไม่มีร่องรอยใดหลงเหลืออยู่  
นอกจากเรื่องราวซึ่งบอกเล่าว่า ที่นี่เคยเป็นทั้งศูนย์กลางของบรรดาเพื่อนฝูง เป็นบ้านที่ประโนตย์ร่วมอยู่กินกับคนที่เธอรักมากที่สุด  และเธอได้เลือกจะทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้ายไว้ที่นี่

 

ฉายา “นางงาม 50 มงกุฎ”

 

ความงามของ ปราโนตย์ วิเศษแพทย์ นี้เป็นที่โด่งดังมากในหมู่กะเทยในยุคนั้น หลังออกจากการเป็นนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลป์ เธอเริ่มเดินสายประกวด … นับครั้งไม่ถ้วน ลงเวทีไหนเป็นต้องชนะเวทีนั้น เรียกว่า “สวยไร้คู่แข่ง - สวยไม่ปรานีปราศรัย” จนบรรดากะเทยร่วมรุ่นถึงกับข่มขู่เวทีประกวดสาวงามประเภทสอง ในยุคนั้นว่า

       
“ถ้าเวทีไหนมีปราโนต
ย์ นางโนตย์ อีโนตย์ (แล้วแต่จะเรียก) เข้าประกวด คนอื่นจะไม่ยอมลงประกวดด้วย”

       
ในแวดวงสาวงามประเภทสอง มีการตั้งฉายาให้ ปราโนต
ย์ วิเศษแพทย์ หรือ “สีดา” ว่า “นางงาม 50 มงกุฎ” การสวยแบบไร้คู่แข่ง ลึกๆ แล้วสำหรับเธอเริ่มไม่สนุกกับการประกวดสักเท่าใด ประกอบกับข่าวที่เพื่อนนางงามไปเที่ยวข่มขู่ตามเวทีต่างๆ ทำให้เธอตัดสินใจ “แขวน” ตำแหน่งสาวงามประเภทสอง ตั้งแต่บัดนั้น … เธอร้างเวทีไปหลายปี จนในปีหนึ่งมีงานใหญ่ ที่สำคัญการประกวดในเวทีนั้นมีเงินสดเป็นรางวัลถึง 500 บาท นอกเหนือจากมงกุฎ ขันน้ำ พานรอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการประกวดนางงาม “แอน” ทวีศักดิ์ ชวนานนท์ คนนี้แหละที่เป็นคนคะยั้นคะยอเพื่อนรุ่นน้องให้ลงประกวดอีกสักครั้ง ทั้งๆ ที่ “โนต” ยืนยันว่า เธออายุมากแล้ว !!

        
ครั้งนั้น … นับเป็นการประกวดครั้งสุดท้ายสำหรับปราโนต
ย์ วิเศษแพทย์ การจัดงานในคราวนั้นได้สร้างเวทีปิดทางลงท่าน้ำที่จะข้ามไปยังวัดระฆังโฆสิตาราม ครั้งนั้นเธอคว้าตำแหน่ง “ชนะเลิศ” มาอีกจนได้

 

คืนนั้น … ชายหนุ่มรูปงาม ผิวคล้ำ คมเข้มคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น เขาชื่อ “สมบูรณ์” เรียกกันในกลุ่มว่า “บูรณ์” เขาเข้ามาขอทำความรู้จักกับ “สีดา” โดยผ่านมาทาง “แอน” ทวีศักดิ์ เมื่อเธอนำความไปแจ้งแก่นางงาม “สีดา” เธอไม่ได้แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์แต่อย่างใด หลังจากที่ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งคู่คบหาและอยู่กินกันนานถึง 8 ปีเต็ม

       
ปีแรก ปราโนต
ย์ ไปที่บ้านของสมบูรณ์บ้าง บูรณ์มาค้างที่บ้านสีดาบ้าง และในปีที่ 2 สมบูรณ์ก็ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ที่บ้านในซอยสวนพลูของปราโนตย์ ความรักของทั้งคู่ในหลายปีแรกก็ดูจะราบรื่นและดูดดื่มกันดี มีเพียงประการเดียวคือ ต่างฝ่ายต่างแสดงอาการหึงหวงซึ่งกันและกัน ในระยะหลังความหอมหวานในชีวิตก็เริ่มจืดจางและหมดลงในที่สุด ความหึงหวงถูกแปรเปลี่ยนเป็นการกระแหนะกระแหน ด่าทอ ตบตี ลงไม้ลงมือกัน บ่อยครั้งที่สมบูรณ์ต้องออกจากบ้านสวนพลูกลางดึกเพื่อกลับไปนอนที่บ้านตัวเอง ในปลายปีสุดท้าย ฝ่ายชายเริ่มมีผู้หญิงคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้หญิงแท้ๆ ไม่ใช่ผู้หญิงในร่างชายอย่างปราโนต

       

ที่สุดแห่งรักคือการจากพราก … ไม่ว่า “จากเป็น” หรือ “จากตาย” !
       
“จากเป็น” หนนี้ บูรณ์ตัดสินใจออกจากบ้านของปราโนตที่ซอยสวนพลูโดยที่ไม่ได้บอกใคร ปราโนตใช้เวลาหลายเดือนในการตามหาคนรัก ที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ทุกหนแห่งที่คิดว่าจะเจอเขา แต่ก็คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง...ถึงแม้ว่าปราโนต
ย์ จะพาสมบูรณ์มาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แต่พี่สาวและคนในครอบครัวของเขากลับไม่ค่อยรู้เรื่องราวและที่มาที่ไปของผู้ชายคนนี้มากนัก ทั้งๆ ที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันมานานถึง 7 ปีเต็ม

       

ความชอกช้ำ สะเทือนใจของ “รักจำพราก” ในครั้งนั้น ปราโนตมีเพียง บุหรี่ และเหล้าเป็นเพื่อน สูบ และดื่มตลอดเวลา ตกกลางคืนก็ออกเที่ยวเตร่ (ชนิดหามรุ่งหามค่ำอย่างไร้จุดหมาย) เพื่อให้ผ่านพ้นค่ำคืนแห่งความเหงาและปวดร้าว เธอใช้เวลาอยู่กับภาวะโศกเศร้าเสียใจนี้นานถึง 2 ปีเต็ม จนพบผู้ชายคนใหม่ที่เข้ามาเยียวยาหัวใจเธออีกครั้ง
        

ในคืนหนึ่งขณะที่ “แอน” ทวีศักดิ์ และปราโนตกลับจากงานเลี้ยง แอนตั้งใจโบกรถแท็กซี่เพื่อไปส่งสีดาที่บ้านก่อนจะเลยไปยังบ้านแอนซึ่งอยู่ในซอยสวนพลูเช่นเดียวกัน ช่างบังเอิญว่ามีรถแท็กซี่คันหนึ่งจอดอยู่บริเวณนั้นพอดี แอนจึงเข้าไปหมายจะต่อรองราคา และทันทีที่เธอเห็นหน้าโชเฟอร์เท่านั้นแหละ ราคาไม่ต้องต่อกันแล้ว !! เท่าไหร่เท่ากัน เพราะหน้าตาของคนขับแท็กซี่คันนั้น หล่อราวกับ “พระเอกหนัง” เลยทีเดียว แอนนั่งหน้าข้างคนขับ ส่วนสีดาเมามายไม่ได้สติกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ทางเบาะหลัง ตลอดเส้นทางสู่ซอยสวนพลู โชเฟอร์หนุ่มถูก “แอน” ทวีศักดิ์ เกี้ยวพาราสี แทะโลมอยู่เป็นระยะ … หลังจากส่งโนตที่บ้านแล้ว คืนนั้น … โชเฟอร์หนุ่มกับแอนได้มุ่งสู่ปลายทางฉิมพลีด้วยกัน … หลังเสร็จกามกิจ เขาให้สัญญาว่า จะมาหาใหม่ในวันรุ่งขึ้น !!
       
บ่ายวันรุ่งขึ้นเขามาหาแอนที่บ้านตามที่สัญญาไว้ และบอกว่า วันนี้ … ไม่ขับรถ 1 วัน ดังนั้น “นางกอ” ทั้งหลายจึงมารวมพลชุมนุมกันที่บ้าน ทำอาหารกินกันและดื่มกันบ้างตามสมควร และในช่วงหนึ่ง โชเฟอร์หนุ่มคนนั้นขอคุยกับ “แอน” ทวีศักดิ์ เป็นการส่วนตัว !!
       
“พี่อย่าโกรธผมนะครับ … ผมอยากจะบอกพี่ว่า ผมชอบสีดา ชอบมาตั้งแต่แรกเห็นที่เธอนอนฟุบอยู่ที่เบาะหลัง” …
       
นั่นทำให้ “แอน” ทวีศักดิ์ นึกถึงบางประโยคของเขาบนแท็กซี่เมื่อคืน …
       
“เพื่อนพี่สวยนะครับ ขนาดเมาไม่ได้สติยังสวยขนาดนี้ ถ้าไม่เมาจะสวยขนาดไหนน้อ” …
       
เขายอมรับว่า เหตุผลที่เขามาในวันนี้เพื่อจะบอก “บางอย่างในใจ” ที่เขารู้สึกกับสีดาตั้งแต่แรกเห็น “แอน” ทวีศักดิ์ไม่ได้โกรธ แต่พร้อมจะสนับสนุน ถ้าเขาจะรู้สึกดีกับ “โนต” เพื่อนรุ่นน้องของเธอ … บางทีผู้ชายคนนี้อาจจะเป็นความหวังใหม่ที่พา “โนต” ให้เป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง …
       
โชเฟอร์หนุ่มคนนี้ชื่อ “ชีพ” สมชาติ แก้วจินดา ไฟปรารถนาของเขาและปราโนต วิเศษแพทย์ เริ่มต้นตั้งแต่คืนนั้น … และชีพย้ายตัวเองมาอยู่ที่บ้านของโนตในซอยสวนพลูในเวลาต่อมา โดยยึดอาชีพขับรถแท็กซี่เหมือนเดิมและรายได้ทั้งหมด เขาให้โนตเป็นคนเก็บ เพื่อเลี่ยงคำครหาว่า เขามาเกาะกะเทยกิน !! เนื่องจากครอบครัวของโนตเป็นผู้มีฐานะ ทั้งคู่อยู่กันนานหลายปี เรื่องเดิมๆ ก็เกิดขึ้นมาอีก
       

ปราโนตได้ซุกซ่อนความเจ้าอารมณ์ , ปากคอจัดจ้าน ขี้งอน และมองโลกในแง่ลบกับตัวเองและคนรักอย่างสุดๆ อยู่ทุกอณูของลมหายใจ … คิดตลอดเวลาว่า เธอไม่ใช่ “หญิงแท้” เพราะสรีระของร่างกายในยุคนั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เธอกังวลว่าความสุขที่เธอมอบแก่ชีพนั้นจะไม่เต็มที่อย่างที่เขาต้องการและพึงใจ เหตุนี้ … ทุกครั้งที่ชีพกลับบ้านช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ แม้ชีพจะแจงให้ฟังว่าไปส่งผู้โดยสารไกล แต่โนตก็หารับฟังแต่ประการใดไม่
        
ต่อมาปราโนตได้แก้ปัญหานี้ด้วยการให้ชีพเลิกขับรถแท๊กซี่รับจ้าง โดยซื้อรถสองแถว (มือสอง) ให้วิ่งรับส่งผู้โดยสารในละแวกใกล้ๆ กับซอยสวนพลู เพื่อจะไม่เป็นข้ออ้างอีก โดย “แอน” ทวีศักดิ์ เป็นคนที่ไปติดต่อเสียเงินค่าหัวคิวรถให้ เส้นทางเดินรถจะวิ่งจาก ตลาดบางรัก (ฝั่งตรงข้าม) เข้าซอยเซนต์หลุยส์ และไปสิ้นสุดที่ตรอกจันทร์ สะพาน 3
       
คนขับรถหน้าใหม่ รูปหล่อคนนี้ สุภาพ เรียบร้อย พูดจาดีกลายเป็นที่หมายปองของสาวแท้ - สาวเทียมที่ต้องเดินทางโดยสารไปบนถนนเส้นนี้ ในแต่ละวันมีทั้งแม่ค้าและสาวๆ ซื้อมาลัยมาคล้องกระจกหน้ารถและแย่งกันนั่งข้างคนขับอยู่เป็นประจำ พอข่าวทำนองนี้ถึงหูของโนตเท่านั้นแหละ เธอก็เดินสายออกอาละวาดทุกคนที่มายุ่งกับชีพ ไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม จนมีเหตุต้องขึ้นโรงพักหลายครั้ง คนในละแวกนั้นต่างทราบถึงชื่อเสียงในทางหึงหวงของกะเทยนางนี้เป็นอย่างดี เธอแก้ปัญหาเรื่อง “ผู้หญิงอื่น” ที่มาติดพันชีพด้วยการนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ ออกและกลับบ้านพร้อมกัน นั่งอยู่หลายเดือนจนชีพเริ่มอึดอัด โดยชีพได้มาขอร้องให้ “แอน” ทวีศักดิ์ เป็นหนังหน้าในการคอยไกล่เกลี่ยเรื่องทั้งหมด และยอมกลับไปอยู่ที่บ้านตามเดิม
       

ปราโนตยอมรับที่จะให้ชีพออกไปขับรถส่งผู้โดยสารเพียงลำพังอีกครั้ง แต่ต้องแลกด้วยคำสาบาน “ ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อกันก็ขอให้ตายด้วยกัน" ถ้าสีดาตายก่อน ชีพจะต้องตายตามไป แต่ถ้าชีพตายก่อน สีดาก็จะต้องตายตามไป”

นี่คือถ้อยความที่ทั้งคู่ให้กันไว้ที่วัดพระแก้วและศาลหลักเมือง โดยมี “แอน” เป็นพยานที่ได้ยินกับหูในคราวนั้น หลังสัตย์สาบานในครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ยังทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนเดิม โดยชีพขอแยกตัวไปเช่าบ้านอยู่ที่ซอยเซนต์หลุยส์ จนเมื่อปราโนตระแคะระคายว่ามีผู้หญิงมาติดพันจึงชวนญาติชื่อ วรสิทธิ์ คชสุนทรไปบ้านเช่าของชีพ เธอไปด้วยอาการเมามายจึงคุยกันไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้เองที่ตอกย้ำความเชื่อของเธอจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ดังนั้น ...โนตจึงทำเรื่องให้ ชีพ ครอบครัว และเพื่อนฝูง ตกใจเป็นระยะๆ ด้วยการกินยาตายอยู่หลายครั้ง ในวาระที่ใกล้ๆ กัน เธอผ่านการล้างท้องมาถึง 7 ครั้ง ร่างกายผ่ายผอม ทรุดโทรม จนไม่หลงเหลือเค้าความสวยของ “สีดา” และนักล่ารางวัลบนเวทีนางงามสาวประเภทสอง อีกเลย
       

หัวค่ำของคืนวันที่ 2 พฤษภาคม 2510 ฝนตกหนัก!!

 

บรรดาพี่สาวทั้งหลายของโนตยังไม่กลับบ้าน พี่สาวคนหนึ่งไปบ้านน้องสาวในละแวกนั้นและติดฝนอยู่ ขณะที่น้องสาวอีกคนที่เป็นนักเรียนพยาบาลศิริราชติดเวรอยู่ที่โรงพยาบาล ชีพยังติดคิวรถอยู่ที่ตลาดบางรัก ... ใครจะคิดว่า คืนนั้นโนตจะกินยาหมายจะปลิดชีวิตตนเองเป็นครั้งที่ 8 หลังจากฝนเริ่มซา พี่ๆ น้องๆ เริ่มกลับบ้าน น้องสาวคนที่เป็นนักเรียนพยาบาลต้องเดินผ่านห้องของโนตก่อนจะถึงห้องตัวเอง ... เธอเห็นห้องนอนของโนตแง้มบานประตูไว้ เธอมองลอดเข้าไปในห้อง ภาพที่เห็นนั้นทำให้เธอถึงกับผงะ ... โนตนอนน้ำลายฟูมปากอยู่บนเตียง ลมหายใจระทวยเต็มที ... เธอวิ่งออกจากบ้านไปเรียกให้เพื่อนบ้านมาช่วยอุ้มโนตไปยังโรงพยาบาลเลิดสิน และส่งคนไปบอกชีพที่คิวรถ ... “แอน” ทวีศักดิ์ ชวนานนท์ มา

ทราบความจากชีพเมื่อตอน 6 โมงเช้าและเริ่มกระจายข่าวสู่เพื่อนฝูง ... บางส่วนไปรับศพที่โรงพยาบาลตอน 5 โมงเช้า บางคนที่ไม่ว่างก็ตรงไปรดน้ำศพที่วัดหัวลำโพงในตอนเย็น
       
“ผมจะตามพี่ไป พี่รอผมด้วย” ... ชีพพร่ำพูดแต่ประโยคนี้พลางร้องไห้กอดศพของโนตแน่น ประหนึ่งความเสียใจที่พระรามพร่ำพรรณนาเมื่อเห็นศพนางสีดาที่นางเบญจกายแปลงลอยทวนน้ำในบทโขน “นางลอย” ไม่มีผิด ... ชีพไม่ยอมแม้จะให้เอาศพโนตใส่โลงจนเพื่อนๆ ต้องปลอบและยกเหตุผลนานัปการมาแจกแจงจนยอม
       
เย็นวันเดียวกันนั้นเอง ... ชีพได้แสดงเจตจำนงที่จะบวชอุทิศส่วนกุศลให้กับโนต หลังบวช ชีพมานั่งฟังสวดศพทุกคืน ตามกำหนด ศพของสีดาจะตั้งบำเพ็ญกุศลเพียง 3 คืน แล้วเก็บศพไว้ 100 วันจึงเผา ไม่มีใครทราบว่าชีพคิดอะไรอยู่ในใจ

 

หลังสวดศพครบ 3 คืน วันรุ่งขึ้นหลังเลี้ยงพระเพลก็เก็บศพไว้ เพื่อนๆ มาส่งเณรชีพที่กุฎิ และบอกว่า ถ้าเณรสบายใจก็บวชต่อไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้ตอบความนี้ว่ากระไร จนเมื่อเพื่อนฝูงลากลับ 6 โมงเย็นวันนั้น เณรชีพก็ไปพบหลวงตาเจ้าอาวาสและบอกว่าอยากสึก!! หลวงตาได้ตรวจดูดวงชะตาแล้ว พบว่า “ดวงขาด ชะตาถึงฆาต” จึงพยายามจะทัดทานเพื่อให้ชีพผ่านพ้นชะตาในระยะนี้ไปก่อน แต่สุดท้ายเมื่อชีพยืนยันหนักแน่น ... หลวงตาจึงต้องดำเนินตามประสงค์ และได้ให้โอวาทเพื่อเตือนสติไป ... 
        
ใครจะคิดว่า ชีพได้ตัดสินใจเตรียมการทุกอย่างให้กับชีวิตในเวลาต่อมา!! เริ่มต้นจากการกลับไปที่ห้องของโนตที่บ้านสวนพลู เพื่อจับต้องและมองข้าวของทุกชิ้นเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นได้นำพัดลม โทรทัศน์ที่เป็นสมบัติร่วมกันของเขากับโนตไปจำนำ ได้เงินมาหลายพันบาท และนำเงินจำนวนนี้ไปให้แก่คนในบ้าน จากนั้นได้เขียนจดหมายสั่งเสียว่า “ให้นำเงินจำนวนดังกล่าวนี้เพื่อทำศพของเขา ขอให้พี่ๆ ช่วยเป็นภาระในการเลี้ยงดูแม่ ส่วนศพของเขาให้เอาไว้ที่วัดหัวลำโพงคู่กับศพของโนต” ชีพกินยาฆ่าแมลงและเสียชีวิตเมื่อตอนเที่ยงวันที่ 15 ในเดือน - ปีเดียวกัน
              

วัดหัวลำโพง คือสถานที่บำเพ็ญกุศลให้กับดวงวิญญาญที่จากไปของประโนตย์ แต่หลังจากที่งานศพเสร็จสิ้นลงเพียงไม่กี่วัน อีกหนึ่งชีวิตที่ผูกพันธ์ก็ติดตามไป เหมือนดั่งคำสาบานที่ได้ให้ไว้ต่อกัน

 

ภาพของร่างไร้วิญญาณในโลงศพที่ตั้งเคียงคู่กัน ณ วัดหัวลำโพง เพื่อรอการฌาปนกิจ  ได้สร้างความโศกสลดให้กับคนทั่วไป  และยุติความแคลงใจของคนรอบข้างที่มีต่อความรักของทั้งสองได้อย่างสิ้นเชิง

 

หากยังมีขีวิตอยู่ ปัจจุบันประโนตย์จะมีอายุ 64 ปี ความงดงามของนางสีดาที่สามารถครอบครองหัวใจใครต่อใครในโลกละคร แต่ความสวยของประโนตย์ กลับไม่สามารถฉุดรั้งคนที่เธอรักมากที่สุดเพียงคนเดียวไว้ได้

เพราะในโลกชีวิตจริง... 
ความสวยเพียงอย่างเดียวนั้น  
ไม่เพียงพอสำหรับความรัก

นี่อาจเป็นสิ่งที่เธอมองข้ามไป
ทำให้ชีวิตของเธอต้องมาถึงทางตัน 
และมีบทสุดท้าย คือ ความตาย

 

รายละเอียดตัดตอนจาก บทรายการย้อนรอย



#2 viv_tamin

viv_tamin

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 4 posts

Posted 01 April 2013 - 01:08 PM

ขอบคุนค่ะที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆแบบนี้



#3 Black_Bath

Black_Bath

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 9 posts

Posted 05 April 2016 - 05:47 PM

ขอบคุณมากนะคะ



#4 jian

jian

    สมาชิก...ขาจร

  • Members
  • PipPip
  • 123 posts

Posted 16 December 2016 - 06:00 PM

canada goose jackets   gucci outlet   adidas stan smith   ed hardy sale   ugg australia   uggs   canada goose outlet   gucci outlet   coach outlet store online clearances   dolce and gabbana outlet   canada goose outlet   michael kors handbags   coach outlet store   canada goose outlet online   converse trainers   adidas yeezy   true religion   north face jackets   rolex watches   ysl outlet   ugg outlet   air jordan retro   coach factory outlet   hermes handbags   oakley sunglasses   coach outlet   wholesale nike shoes   louis vuitton outlet   cheap uggs   nike air force 1   ray ban sunglasses   abercrombie and fitch   longchamp handbags   cheap oakleys   uggs   yeezy 350 boost   kevin durant shoes   ray ban eyeglasses   michael kors handbags   bottega veneta   ugg boots canada   longchamp bags   longchamp bags   nike store   coach outlet   polo outlet   canada goose outlet   polo ralph lauren outlet online   cheap oakleys   polo outlet   hugo boss   ray ban sunglasses   longchamp outlet   polo ralph lauren outlet online   nike store   rolex replica watches   levis outlet online   louis vuitton outlet store   adidas nmd   louboutin shoes   gucci handbags   canada goose   oakley sunglasses   polo ralph lauren outlet online   ugg australia   cheap oakley sunglasses   coach factory outlet   adidas yeezy   ugg outlet store   coach factory outlet   cheap oakley sunglasses   michael kors outlet online   moncler   ugg outlet   louis vuitton outlet   michael kors outlet   longchamp outlet store   michael kors handbags   toms shoes   cheap jordans   ugg boots canada   ugg boots   fitflops   birkenstock sandals
zhuo20161216




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users