Jump to content


Photo

(นิยาย) บันทึกรักพลทหาร Private Supermodel and the Love Commander

นิยาย

  • Please log in to reply
67 replies to this topic

#41 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 05 February 2014 - 11:55 PM

ตอนที่ 38 Run

 

 

"คุณโอเคไหม" เสียงจากเจ้าของอ้อมแขนถามขึ้นเบาๆ

 

"ปล่อย" คำพูดเพียงแค่นั้นที่อยากพูดให้เขาได้ยิน ฉันไม่ต้องการให้ผู้ชายคนนี้มาโดนตัวฉันอีก

 

"อยู่ๆ ก็เป็นอะไรของคุณ" พอฉันเริ่มตั้งตัวได้ฉันก็พยายามขืนตัวออก แค่หน้ามืดนิดหน่อย คงเพราะลุกเร็วเกินไปนั้นแหละ ฉันพยายามเดินต่อ แต่ก็มีผู้ชายร่างสูงคนเดิมมาขวางไว้

 

"ทำไมไม่ตอบ ผมถามไม่ได้ยินหรอ" ฉันรู้สึกว่าเสียงหมวดเริ่มโกรธ แต่คนที่ควรจะโกรธมันคือฉันมากกว่า ฉันยังคงไม่ตอบและผลักเขาออกไป ก่อนจะรีบวิ่งต่อให้เร็วที่สุดเพื่อไปให้ไกลจากผู้ชายคนนี้

 

"นี่ จะวิ่งไปไหน มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อนว่าเป็นอะไร" คนที่วิ่งตามมาคว้ามือฉันไว้อย่างไม่อยากเย็น ยิ่งพยายามสะบัดออก แต่มือกลับถูกจับไว้แน่นขึ้น

 

"ฉันไม่มีอะไรต้องพูด ปล่อยฉันเถอะ อย่าทำแบบนี้เลยนะ" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นการข้อร้อง มันไม่สนุกเลยการที่เขาเข้ามาเล่นความรู้สึกของฉัน

 

"พูดกันดีๆ ก่อนได้ไหม ผมไปทำอะไรให้คุณ" คนตรงหน้ายังคงพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

 

"นายยังมาถามอีกหรอว่าทำอะไร นายทำแบบนั้นกับฉันทั้งๆ ที่มีแฟนอยู่แล้วทั้งคนได้ยังไง สนุกมากไหม พอใจแล้วรึยัง" อย่างที่เจ็ริชชี่เคยบอกฉันจริงๆ ฉันผิดที่โง่ไม่เชื่อเอง คนที่เข้ามาในชีวิตฉันก็เพราะแค่อยากลิ้มลองสิ่งแปลกใหม่ อยากสนุกจนพอใจแล้ว ฉันก็หมดความหมาย

 

"คุณกำลังเข้าใจผิดอะไรแล้วล่ะ" คนตรงหน้าเริ่มยิ้มเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง คงยิ้มเยาะคนโง่อย่างฉันสินะ

 

 

"ฉันเห็นของฉันเต็มสองตาว่านายนั่งอยู่กับผู้หญิงคนนั้น จ่าก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนนาย ยังจะมาแก้ตัวอะไรอีก ถ้ายังไม่ปล่อย ฉันจะไปฟ้องแฟนนายว่าทำอะไรฉัน รับรองเขาเลิกกับนายแน่" ฉันพูดขึ้นด้วยความโมโห คนอะไรทุเรศที่สุด แฟนเขารู้คงเสียใจแย่ ฉันเองก็รู้สึกผิด แต่ฉันไม่รู้จริงๆ

 

"ฟ้องอะไร ฟ้องว่าคุณบอกให้ผมจูบคุณหรอ เอาสิ เชิญ" ผู้ชายตรงหน้ายังคงพูดด้วยรอยยิ้มที่แสดงความเหนือกว่า

 

"ทุเรศ ทุเรศที่สุด" ฉันพูดพร้อมรีบยกมือที่ถูกจับอยู่พยายามทุบคนนิสัยไม่ดีคนนี้ อยากทุบ อยากตีให้แรงที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ แต่เหมือนเขายังคงไม่รู้สึกอะไร เพราะหน้านั้นยังยิ้มอยู่เลย

 

"โอเคๆ พอก่อนๆ ฟังผมนะ ผู้หญิงคนเมื่อกี้ชื่อแอน เราเคยคบกัน แต่ว่าเราเลิกกันไปแล้ว จ่าเขาคงพูดไปเพราะไม่รู้ เรื่องส่วนตัวผมไม่ค่อยได้บอกใครน่ะ" เขากำลังพูดด้วยรอยยิ้มที่ยังคงฉายอยู่บนใบหน้า

 

"ฉันไม่เชื่อ เก็บมุกนี้ไว้หลอกผู้หญิงในสต็อคนายเถอะ ฉันไม่โง่นะ คนเลิกกันไปแล้ว จะมาหากันถึงในค่ายนี้ทำไม" ฉันพูดจริงจัง จนคนตรงหน้ายิ้มกว้างกว่าเดิม

 

"แอนเข้าเป็นตัวแทนของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศ คือเดือนหน้ากองทัพเรากำลังจะมีงานเลี้ยงราตรีสโมสร คุณลุงเป็นคนให้ผมไปช่วยงาน ผมถึงไม่ค่อยอยู่ไงช่วงนี้ แล้วอีกอย่างตอนนี้ผมก็ไม่อยากทิ้งคุณไปไหนคนเดียวอีกแล้ว ไอ้บอสมันก็ไม่ค่อยได้เรื่อง ผมเลยขอให้แอนเอางานมาคุยที่นี่แทน จะได้อยู่ใกล้ๆ คุณด้วยไง" คำอธิบายยาวๆ แต่ไม่มีช่องโหว่ให้ฉันโต้แย้งใดๆ

 

"พูดเรื่องนี้ก็ดีแล้ว ผมจะพาคุณไปงานนี้ด้วยเลย ผมเป็นทหารติดตามให้คุณลุง ส่วนคุณเป็นทหารติดตามผมอีกที คุณจะได้ไปเจอแอนจะได้รู้ว่าผมไม่โกหก แล้วคุณก็จะได้ไปเจอพ่อคุณด้วยไง ตกลงตามนี้นะ" เมื่อเห็นฉันยืนฟังนิ่งๆ คนพูดเลยเปลี่ยนจากจับข้อมือมาเป็นกุมมือฉันไว้แทน พอพูดจบฉันเลยดึงมือตัวเองออกได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

 

"ไม่ไป คิดเองเออเอง พูดจบละใช่ไหม จะได้ไปวิ่งต่อ เดี๋ยวโดนจ่าทำโทษ" ฉันรีบพูดเพื่อเตรียมเดินหนี จ่าไม่เคยสั่งทำโทษฉันหรอก แต่อายอ่ะ เล่นซะดราม่า หน้าแตกยับ โอ้ย ไม่น่าเล่นใหญ่เลย

 

"ยิ้มออกแล้วหรอ" เสียงพูดของคนวิ่งตามมาทำให้ฉันเผลอเอามือมาจับหน้าตัวเอง ฉันยิ้มอยู่จริงด้วย ฉันยิ้มทำไม

 

"ใครยิ้มเพ้อเจ้อ และวิ่งตามมาทำไม" ฉันรีบเปลี่ยนประเด็น

 

"วิ่งไปพร้อมคุณไง วิ่งไปทั้งที่ไม่รู้ว่าคุณจะวิ่งไปไหน ข้างหน้าจะเจอกับอะไร แต่ตอนนี้รู้แค่ เราจะวิ่งไปด้วยกัน" คำพูดที่แฝงอะไรบางอย่างของผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันไม่กล้าหันไปสบตา ฉันไม่เห็นหน้าตัวเอง แต่มั่นใจว่าต้องกำลังยิ้มอยู่แน่ๆ เพราะในหัวใจฉันตอนนี้ความรู้สึกมันเบ่งบาน อบอุ่นไปทั้งใจ

 

 

เขาพูดถูกแล้วล่ะ เป็นคนอื่นอาจจะใช้คำว่าเดินไปด้วยกัน แต่เราสองคนคงต้องใช้คำว่าวิ่ง เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน ความสัมพันธ์ของเราคืออะไรฉันเองก็ไม่รู้ รู้เพียงรู้สึกยินดี และดีใจที่มีผู้ชายคนนี้อยู่เคียงข้าง วิ่งไปหาคำตอบด้วยกัน

 

 

………………………………………………….

 

เดินทางมาถึงครึ่งเรื่องแล้วนะคะ หลายคนที่อยากอ่านดราม่าอาจจะผิดหวังหน่อย
เพราะส่วนตัวอยากให้เป็นรักหวานแหววคอมเมดี้ใสๆ เพราะคิดว่าชีวิตของคนดีๆ เมื่ออะไรบางอย่างทำให้มาพบกัน
ก็อยากให้ภาพรวมมันออกมาดูมีความสุข อ่านแล้วยิ้มๆ
แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เนื้อเรื่องยังดำเนินต่อไป ยังไม่ได้ลงเอ่ยกันง่ายๆ แน่นอนค่ะ อิอิ ^ ^



#42 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 07 February 2014 - 02:01 AM

เค้ายังไม่ได้ปรับฟอร์นมาลงเลย ใครอ่านทันแล้ว แวะไปอ่านในนี้ก่อนได้นะคะ ตอนที่ 39-41 ค่ะ

 

จุ๊บๆ  :P 

 

http://my.dek-d.com/...5023&chapter=41



#43 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 09 February 2014 - 02:36 AM

ตอนที่ 39 There's Only You

 

 

 

ฉันเพิ่งตระหนักว่าการเป็นทหารวินัยแถวนี่เป็นอะไรที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวาทำอะไรแทบจะเป็นเงาของกันและกันเลย

 

"ตรวจอาวุธ"

 

เสียงคำสั่งของครูฝึกดังขึ้น อีกท่าที่ฉันปวดหัวและเมื่อยแขนกับปืนหนักๆ ที่ไม่มีลูกกระสุนด้านใน ท่ามากมายถูกป้อนเข้ามาในหัวสมอง เหมือนจะดูไม่มีอะไรแต่เหนื่อยจนน้ำตาเล็ด ซ้อมเชียร์โหดแค่ไหน ต้องกางการ์ดนานแค่ไหนยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ฉันพบเจออยู่ตอนนี้เลย เพราะหากคนใดคนหนึ่งไม่พร้อมไม่หวังได้กอดคอกันลงไปสลับเข่าแน่ๆ

 

ทุกครั้งที่ฝึกไม่ว่าจะเหนื่อย ร้อน หรือเมื่อยแค่ไหน ทุกครั้งที่ฉันได้หันไปมองหน้าของใครคนหนึ่ง รอยยิ้มนิดๆ แทนคำว่า'สู้สู้' ก็ทำให้ฉันมีแรงหึดขึ้นมาอีกครั้ง

 

"ไงคนเก่ง" เสียงบอสนั้นเอง ทันทีที่ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากล้างหน้าล้างตา เพิ่งฝึกเสร็จให้ฉันได้พักก่อนเถอะ เวลาพักอันน้อยนิดหลังกินข้าวของฉัน อย่ามากวนเลย

 

"มีอะไร" ฉันหันไปถามด้วยความรำคาญ คนยิ่งเหนื่อยๆ เห้อ

 

"ใครจะกล้า หมวดให้มาตามคุณน่ะ" คำพูดพร้อมรอยยิ้มกวนๆ ของบอสทำให้ฉันต้องรีบเดินหนีหลบสายตาก่อนจะโดนมันแซว

 

"ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอก มองตากันหวานเยิ้มกลางสนามฝึกขนาดนั้น ผมคิดว่ากำลังดูหนังรักอยู่เลยนะเนี่ย ปรกติฝึกทหารมันต้องหนังแอคชั่นดิ" บอสยังคงพูดพร่ำไปเรื่อยๆ ฉันแสดงออกขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย แต่รีบไปหาหมวดนั้นก่อนดีกว่า มีอะไรอีกนะ จะเดินมาหาฉันเองก็ไม่ได้

 

"นายมีอะไรรีบว่ามา" ฉันถามเมื่อเจอคนที่เรียกหา

 

"เจอผมเนี่ยพูดให้มันดีๆ บ้างได้ไหม ทำความเคารพก็ไม่ทำ" หมวดหันไม่พูดส่ายหน้าเซ็งๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

 

"เรียกฉันมาด่าแค่นี้ใช่ไหม" ฉันเท้าเอวถามย้ำเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

 

"พอละไม่อยากพูดด้วย ตามมา" สรุปฉันก็ไม่ได้คำตอบได้แต่เดินเซ็งตามหลังคนดุๆ ด้านหน้าไป

 

"นายจะไปไหน" ฉันเดินตามไปถาม

 

"จะพาไปกินข้าว ไอ้บอสมันบอกผมว่าคุณไม่ยอมกินอะไรเลย ไม่น่าล่ะเมื่อวานถึงหน้ามืด" เสียงหมวดพูดเซ็งๆ

 

"ก็มันไม่อร่อยนิ" ฉันพูดเสียงอ่อย

 

"เขาให้กินเพื่ออยู่ ไม่ได้กินเอาอร่อย คุณนี่นะ" เสียงหมวดพูดดุๆ ฉันได้แต่ทำหน้าบึ้ง คิดว่าจะมีอะไร อุตส่าได้คุยกัน เรียกมาดุหรอเนี่ย

 

"ผมยอมให้ครั้งเดียว เพราะตั้งแต่บ่ายจนคืนนี้มีฝึกหนัก กินให้หมดด้วย รับรองว่าข้าวไม่แข็งบาดคอคุณแน่" พอหมวดพาฉันเข้ามาในห้องพัก ฉันก็เห็นข้าวกล่องสำเร็จรูปที่อุ่นร้อนมาเรียบร้อยวางอยู่หลายกล่อง

 

"ผมไม่รู้คุณชอบกินอะไร เลือกเอาแล้วกัน ผมไปนะ" หมวดพูดพร้อมจะเตรียมเดินออกไป แต่ฉันเอื้อมมือไปจับเอาไว้

 

"เดี๋ยวสิ" คนฟังยังทำหน้าเหมือนงอนฉันอยู่เลย คงต้องง้อนิดนึงมั้ง

 

"นั่งกินด้วยกัน...นะคะ" ฉันหันไปพูดยิ้มๆ และลากเก้าอี้มาให้นั่งด้วยกันโดยไม่ต้องรอคำตอบ อาหารมื้อแรกที่อร่อยที่สุดในรอบสิบกว่าวันที่ฉันมาอยู่ที่นี่ เรากินไปนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ฉันเหนื่อยจนปวดเมื่อยตัวไปหมด แต่ตอนนี้ มันหายไปหมดแล้ว

 

"ทำไมอยู่ดีๆ ใจดีจัง ผีอะไรเข้าสิง" ฉันถามขำๆ ทั้งที่ข้าวเต็มปากอยู่

 

"โห พูดแบบนี้ทำอย่างปรกติผมเป็นคนใจคอโหดร้ายมากเลยนะ" หมวดพูดพร้อมทำหน้าน้อยใจ ทำหน้าไม่เข้ากับรูปร่างและสีผิวเล๊ย ฮ่าๆ

 

"ก็จริงนิ ทำหน้าตลกจัง โอ๋ๆ งอนหรอ มาป้อนๆ" ฉันตักข้าวป้อนคนตรงหน้าที่แม้จะทำหน้ายุ่งๆ แต่ก็ยอมอ้าปากกินแต่โดยดี

 

"วันนี้ต้องฝึกหนักมากเลยหรอ" ฉันหันไปถามหลังจากที่ตักข้าว คำสุดท้ายเข้าปาก

 

"อืม ก็ส่งท้ายไง พรุ่งนี้ก็จะถึงวันเยี่ยมญาติละนะ ดีใจไหม" หมวดพูดยิ้มๆ พร้อมช่วยฉันเก็บข้าวกล่องตรงหน้าไปทิ้ง

 

"จริงหรอ นายไม่ล้อฉันเล่นใช่ไหมอ่ะ" การรอคอยของฉันกำลังจะสิ้นสุดลง เกือบ 20 วันที่ฉันไม่ได้เจอใครจากโลกภายนอก พรุ่งนี้จะเป็นวันแรกที่อนุญาตให้คนนอกเข้าเยี่ยม ฉันจะได้เจอวิวกับพ่อแล้ว เขาจะต้องมาหาฉันแน่นอน

 

"ทำหน้าดีใจขนาดนั้น ทำไม คุณรอเจอใครอยู่หรอ ไหนบอกไม่มีแฟนไง" อยู่ดีๆ หมวดนี่ก็ถามด้วยน้ำเสียงแปลกๆ

 

"แฟนน่ะ ไม่มีหรอก ยังไม่มีคนมาขอ" ฉันพูดลอยหน้าลอยตา

 

"แล้วถ้าขออ่ะ จะยอมเป็นไหมล่ะ" คนตรงหน้าพูดหยั่งเชิง

 

"ไม่รู้ ดูความประพฤติก่อน รายนั้นสาวๆ เขารายล้อมรอบตัวไปหมด" ฉันหันไปพูดแซว เขาคงรู้ว่าหมายถึงใคร เพราะฉันเห็นว่าเขากำลังยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

"ดีใจจัง อยู่ในนี้ฉันไม่ได้เจอใครเลย โทรศัพท์ก็โดนยึดไว้" ฉันหันไปพูดโดยตั้งใจเน้นประโยคสุดท้าย ที่เขาเป็นคนเก็บเอาไว้

 

"เออ อยากได้มากใช่ไหมจะได้ไม่ให้ มีปัญหาป่าว" น้ำเสียงกับหน้างอนๆ นี้อีกแล้ว ดูไปดูมามันก็ตลกๆ แบบน่ารักดีแหะ

 

"อยากเก็บก็เก็บไปสิ ฉันไม่อยากได้แล้ว อยู่นี่มีนายคนเดียว...ฉันก็พอใจแล้ว ขอบคุณนะ" ฉันพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง ไม่ใช่แค่อาหาร ฉันหมายถึงทุกๆ เรื่องเลย ขอบคุณนะคะ...พี่ตั้ม ฉันพูดต่อในใจ ไม่อยากแสดงออกอะไรมาไปกว่านี้ ถ้าเขาเข้าใจฉันจริง เขาต้องรับรู้มันได้แน่นอน

 

"ทำมาเป็นปากหวาน หึ" แม้น้ำเสียงจะเหมือนหมั่นไส้ แต่ก็เห็นได้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่เหมือนกัน

 

"ไปกันเถอะฉันพร้อมแล้ว ฝึกหนักแค่ไหนฉันก็ไม่กลัว ลุย" ฉันพูดพร้อมจูงมือคนในห้องวิ่งออกมา

 

มีแค่คนๆ นี้อยู่ข้างๆ อะไรก็คงไม่น่ากลัวแล้วล่ะ…มั้ง วู้วววว

 

………………………………………………….

 


#44 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 09 February 2014 - 02:39 AM

ตอนที่ 40 Time to Fly (Hit the High Notes)

 

 

และที่บอกว่า แค่มีเขาอยู่ข้างๆ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้วนั้น...ฉันคิดผิด!

 

เพียงสถานีแรกของวันนี้แค่เห็นก็ทำฉันเสียวหวาบแล้ว สิ่งที่กำลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าฉัน มันคือหออะไรบางอย่างที่ไม่บอกก็รู้ว่าอีกสักพักต้องมีใครบางคนขึ้นไปบนนั้นแล้วก็กระโดดลงมาแน่นอน ประเด็นคือความสูงของมัน ฉันได้ค่อยๆ แหงนหน้ามองขึ้นไป

 

"34 ฟุต" เสียงหมวดตะโกนบอกทุกคน ไขข้อข้องใจของฉัน ในหัวฉันกำลังประมวณ ผลว่า 34 ฟุตมันคือความสูงเท่าไหน เด็กโง่เลขอย่างฉันได้แต่ค่อยๆ นึกสิ่งเดียวที่จำได้จากการเรียนคณิตศาสตร์ขึ้นมา นั้นก็คือทฤษฏี 'เอาเลขนับในใจ ชูขึ้นมา 10นิ้ว' เสียงคุณครูตอนเด็กดังขึ้นมาในหัว แล้วค่อยๆ คิดกับตัวเอง

 

'1 ฟุต เท่ากับ 1 ไม้บรรทัด ไม้บรรทัดมี 30 เซนต์ ไม้บรรทัด 3 แท่งกว่าๆ ก็ 1 เมตรได้ แล้วมันจะคิดยังไงต่อนะ ถึงจะรู้ว่ากี่เมตร แต่เอ๊ะ...นิ้วในมือมีไม่พอ...' ฉันค่อยๆ ส่ายหน้า คิ้วเริ่มขมวดเมื่อคิดหาคำตอบไม่ออก

 

"คูณเอาสิ" เสียงบางอย่างแว็บเข้ามาในหัว เออ จริงด้วยสินะ

 

"แล้วต้องท่องแม่อะไร" ฉันถามต่อด้วยความสงสัยเพื่อว่าจะมีคำตอบดังขึ้นมาอีก

 

"คูณกับ 3.28" เห้ย มันมีคำตอบจริงๆ แหะ ทำไมฉันไม่มีซิกเซนต์แบบนี้ตอนสอบบางนะ จะได้ไม่ต้องได้เลขเกรด 1ตลอด ฉันเริ่มพยายามคิดต่อ

 

"แต่มันไม่มีมีสูตรคูณแม่นี้อ่ะ เอ๊ะ เสียงคุ้นๆ" ก่อนที่ฉันจะพูดกับตัวเองไปมากกว่านั้นก็เงยหน้ามามอง ผู้หมวดคนเดิมก็ยืนขำตัวงอไปแล้ว แล้วคนอื่นละ ฉันพยายามมองหา

 

"เขาเดินไปเตรียมตัวกันหมดแล้ว" และเสียงนี้ก็ดังแทนคำตอบเหมือนรู้ใจฉันอีกครั้ง

 

"แล้วทำไมไม่บอก ปล่อยให้ฉันมายืนนับนิ้วอยู่ได้เนี่ย" ฉันรีบเอานิ้วที่พยายามนับเลขลง ก่อนจะโวยวายกลบเกลื่อนความอายของตัวเอง

 

"ก็ดูแล้วมันตลกอ่ะ ทำท่าเป็นเด็กเพิ่งอนุบาลหัดเรียนบวกลบเลขไปได้ คุณจบปริญญามาจริงป่าวเนี่ย ยื่นวุฒิผิดรึเปล่า แล้วสรุปได้คำตอบยัง ให้ผมช่วยคิดไหม" ดูสิ ฉันโวยวายยังจะมาขำต่อ

 

"ตลกหรอ ตลกมากไหมห่ะ" เมื่อเห็นเขายังหัวเราะไม่หยุดฉันเลยวิ่งเข้าไปทุบไปดีไปหยิกผู้ชายชอบแกล้งคนนี้ แต่แทนที่จะหยุดยังขำต่ออีก

 

"โอเคๆ พอก่อนๆ ผมหายใจไม่ทัน" แล้วฉันก็โดนรวบตัวไว้ ทำให้ตีต่อไม่ได้ แต่ประโยคสุดท้ายที่พูดแซวเหมือนหัวเราะจนจะขาดใจตายทำให้ฉันหยุดตี ตีไปเจ็บมือตัวเองเปล่า หมอนี่ท่าทางจะหนังหนา

 

"จะโกรธแล้วนะ" คำเตือนเสียงงอนๆ จากฉันค่อยทำให้หมวดนี่หยุดหัวเราะ

 

"โอ๋ๆ อย่าเพิ่งสิโกรธสิ ผมจะบอกว่าไม่ได้แค่ตลกอย่างเดี๋ยวนะ แต่..." คำพูดของเขาทำให้ฉันจ้องตารอฟังว่าเตรียมจะพูดอะไรต่อ พูดไม่ดีจะงอนจริงๆ ด้วย

 

"น่ารักด้วย" สามคำสุดท้ายถูกกระซิบมาที่หู ริมฝีปากที่เฉียดใบหูไปนิดๆ ทำเอาหน้าฉันร้อนวูบไปหมด

 

"บ้า" คำพูดเดี๋ยวที่นึกออกตอนนี้ ก่อนจะผลักคนต้องหน้าแล้ววิ่งออกไป ไม่อยากให้เขาเห็นหน้าฉันต้องแดงมากแน่เลยอ่ะ เสียงหัวเราะเบาๆ คล้อยหลังมาก็คงเป็นสิ่งที่ฉันได้ยินทุกครั้งที่ถูกเขาแกล้งแบบนี้

 

"เจ๊ หนูเห็นนะ เม้าท์มาด่วน ทำแบบนั้นเจ๊เอาเอ็มของหนูไปไว้ไหน" เสียงยัยอั้มถามแซวๆ ฉันหันไปมองเอ็มก็เห็นว่ากำลังรับคำสั่งของจ่าอยู่ เอ็มเหมือนเป็นผู้นำของกองร้อยฉันไปแล้วล่ะ ดีเหมือนกันนะ ถ้าเอ็มถามฉันคงตอบไม่ถูก ฉันไม่ตอบยัยอั้ม หันหน้าไปทางอื่นก็เจอสายตาและรอยยิ้มกวนๆ ของบอสกำลังมองแซวมาที่ฉัน ไอ้นี่ไม่ต้องพูดอะไรหน้ามันก็บอกหมดแล้วว่าคิดอะไรอยู่

 

"เจ๊แล้วพี่บอสนั่นด้วย มองเจ๊ไม่หยุดเชียว หล่อเนอะ ดูขี้เล่นดีด้วย ส่วนหมวดตั้มก็ดูหล่อคมเข้มไปอีกแบบ เอ็มก็น่ารักใจดีสุดๆ โอ้ย อิจฉาจัง เป็นเจ๊นะ หนูฟาดเรียบหมดทุกคนแล้ว" เสียงคำพูดเพ้อเจ้อของอั้มทำให้ฉันต้องหันไปเอ็ด

 

"ไปกันใหญ่แล้ว แล้วนี่เขาให้ใครขึ้นไปโดดบ้าง มีใครอาสายัง" ฉันเปลี่ยนเรื่องแทน

 

"หึ ไม่มี เขาให้กระโดดทุกคน" คำพูดจากยัยอั้มทำเอาฟ้าเหมือนจะถล่มลงมา ไม่จริงใช่ไหม ไม่จริงใช่ไหม ที่ค่ายนี้มันเป็นแหล่งรวมทุกอย่างที่ฉันไม่ชอบไว้หมดเลย ไม่เอาอ่ะ ทำไงดี ฉันเตรียมจะหันหลัง ก็เจอกับร่างสูงๆ ขวางเอาไว้

 

"จะไปไหน" เสียงดุๆ ถามขึ้นมา

 

"นะ...นาย ฉันไม่โดดนะ ชีวิตนี้ฉันยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อ ทดแทนบุญคุณแผ่นดินเลย ฉันยังไม่อยากตาย โทรหาพ่อหน่อย พ่อต้องเข้าใจฉันแน่นอน ฉันเป็นลูกคนเดียว พ่อไม่ปล่อยให้ฉันตายแน่ ฉันจำเบอพ่อได้ ศูษย์ แปด นะ...หนึ่ง... " ฉันรีบพูดออกมาอย่างเร็วรัวด้วยความกลัวที่เกาะกุมจิตใจ

 

"ใจเย็นๆ ผมไม่ได้ให้คุณไปตาย แค่กระโดดลงมา ผมไม่ปล่อยให้คุณเป็นอะไรหรอกนะ" หมวดพาฉันเดินจูงมือมาขึ้นบันไดขึ้นไปด้านบน ฉันจับมือผู้ชายคนนี้ไว้แน่น และฉันก็ได้รับสัมผัสกระชับมาที่มือแบบเดียวกัน นั้นพอจะทำให้ฉันอุ่นใจได้บ้าง

 

พอฉันขึ้นมาก็เหมือนบอสกับจ่ายืนเกี่ยงกันว่าใครจะโดดลงไปเป็นการสาธิตให้ทหารใหม่ดู

 

"จ่าเป็นครูฝึกนะ โชว์ให้เด็กมันเห็นหน่อยดิ ว่าของจริงมันเป็นยังไง ใช่ไหม" บอสหันมาตะโกนถามเหล่าทหารที่ส่งเสียงเฮกัน ทำให้จ่ารีบเก็กฟอร์มทำท่าขึงขัง เดินไปเตรียมโดด ฉันเห็นบอสมันแอบยิ้มให้หลังจ่า

 

"จ่าก็บ้าไปเชื่อตามไอ้บอสมันเนอะ เห้อ" ฉันพูดส่ายหน้าเพลียๆ ไอ้นี่มันมีของแน่เลย

 

"ไปว่าแต่คนอื่น ที่ผมรู้มา...คุณก็แอบเชื่อทำตามมันมาแล้วไม่ใช่หรือไง" คำพูดของคนข้างๆ ทำเอาฉันหน้าชา เขารู้หรอ ฉันได้แต่หันหน้าไปมองหน้าที่กำลังมองมาที่ฉันยิ้มๆ เพราะฉันรู้เขาหมายถึงเรื่องอะไร

 

"ผมไปถามไอ้บอสมันมาแล้ว ผมก็ว่าอยู่ อย่างคุณอ่ะนะอยู่ดีๆ จะมาเป็นฝ่ายเปิดเกมส์รุก...ยั่วผม" คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกหน้าตัวเองร้อนๆ กับสิ่งที่ทำลงไป

 

"ทำไม...อย่างฉันมันทำไม" ฉันละล่ำละลักถามออกมา ไม่อยากให้เขาเห็นว่ากำลังเขิน

 

"ผมก็เห็นคุณถ่ายอะไรวับๆ แวมๆ มาเยอะ ไม่คิดว่าจะไม่ประสีประสาทำอะไรไม่ถูกขนาดนี้ ต้องสอนอีกเยอะเลยเนอะว่าไหม" คำพูดเสียงกระซิบกระซาบจากผู้ชายคนนี้ทำเอาฉันอยู่ไม่สุขแล้ว ฉันว่าฉันเดินไปยืนกับคนอื่นดีกว่า อยู่ข้างๆ หมอนี่แล้วรู้สึกเหมือนโดนคุกคามตลอดเลย

 

"กลัวไหมคุณ" เสียงป้องถามขึ้นมา ฉันรู้สึกหน้าป้องหดเหลือสองนิ้วไม่ต่างจากฉัน ฉันได้แต่พยักหน้า มองภาพ ทหารศพแล้วศพเล่า กระโดดลงไป แม้ทุกคนด้านล่างจะถึงลงอย่างสวัดดิภาพแต่ไม่ได้ทำให้ความกลัวของฉันน้อยลงเลย

 

ฉันยังคงได้ยินเสียงพลทหาร นายโน้นนายนี้ ขออนุญาตกระโดดดังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฉันไม่เข้าใจว่าจะขออนุญาตทำไม ในเมื่อทุกคนถูกบังคับมา

 

ตอนนี้ภาพตรงหน้าคือ ป้องกำลังรายงานตัวเสร็จแล้วแต่ไม่โดดสักที พอเตรียมจะหันหน้ามาหาบอสอีกรอบมันก็ถีบป้องลงไปเลย ถีบ จริงๆ ค่ะ ไม่แรงหรอก แต่ยืนปากเหวขนาดนั้นเอานิ้วจิ้มก็ตกแล้ว

 

"ไอ้บอส เลวมากแก" ฉันพูดด่ามันอย่างอดไม่ได้

 

"อย่ามัวแต่พูดมาก มาเลย คุณคนสุดท้ายแล้ว" บอสพูดทำให้ฉันต้องหันไปมองรอบๆ ไม่มีใครอยู่บนนี้แล้วมีเพียงฉัน บอส และหมวด หมวดค่อยดันไหล่ฉันมายืนทันที ที่ชะโงกหน้าไปมองก็ทำเอาลมแทบจับ

 

"ไม่ต้องแกล้งจะมาเป็นลมนะ มีแอมโมเนียให้ดมรอไว้แล้วยังไงก็ต้องโดด" เสียงบอสพูดด้วยรอยยิ้มกวนๆ พร้อมสำลีชุบอะไรบางอย่างเอาไว้

 

"ทำไมต้องโดดด้วยอ่ะ" ฉันหันไปถามที่พึ่งสุดท้าย ด้วยเสียงหงอยๆ

 

"มันเป็นการทดสอบกำลังใจขั้นพื้นฐานก่อนถึงขั้นการกระโดดร่ม" หมวดพูดอธิบายพร้อมเอาตัวฉันเอาอะไรมาผูกฉันไว้เต็มตัวไปหมด โอ้ย หมวดขา เอาแค่หอนี้ให้รอดก่อน กระโดดร่มนี่ฉันคงช็อคตายกลางอากาศก่อนล่ะมั้ง

 

"พร้อมนะ" เสียงบอสถามฉันได้แต่ส่ายหน้ารัวๆ

 

"คุณทำได้ เชื่อผมนะ" หมวดจับแขนสองของข้างฉันไว้แน่น คำพูดให้กำลังใจ และแววตาที่จ้องมาทำให้ฉัน อดที่จะพยักหน้ารับไม่ได้

 

"แต่แก ไปยืนไกลๆ ฉันเลย" ฉันหันไปตะโกนบอกบอส เดี๋ยวมันถีบฉันลงไปเหมือนป้อง บอสรีบยกมือสองข้างเหมือนยอมแพ้ให้หมวดมายืนข้างๆ ฉันแทน

 

"เอาละนะ" หมวดถามฉันได้แต่หายใจเข้าลึกๆ ตาเผลอมองลงไปข้างล่าง ทำให้ขาถอยกลับโดยไม่รู้ตัว แต่ก็เจออ้อมแขนของใครบางคนกอดไว้

 

"กลัวก็อย่ามองสิ" เสียงพูดเบาๆ ที่ข้างหู สัมผัสจากอ้อมแขนนี้ฉันไม่อยากให้เขาปล่อยไปเลย

 

"ฉะ...ฉันทำไม่ได้อ่ะ มันสูงไป ให้ฉันลงไปเถอะนะ ขะ...ขอ...อุ๊บ" ฉันกำลังหลับตาปี๋พยายามพูด แต่อยู่ๆ ปากกลับถูกปิดไว้ด้วยริมฝีปาก ฉันจำสัมผัสนี้ได้ เขาเป็นคนเดียวกับที่เอาจูบแรกฉันไป จูบที่ประทับไว้ อ้อมแขนที่กอดทำเอาตัวเบาหวิว

 

"คุณต้องทำได้" คำพูดสุดท้ายก่อนที่อ้อมแขนนั้นจะดันตัวฉันออกเบาๆ แต่มันแรงเพียงพอที่จะทำฉันลอยละลิ่วลงมา

 

"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด" การกรี๊ดหวีดร้องครั้งแรกในชีวิตฉันถูกปล่อยออกมาด้วยความสูงระดับเดียวกับที่มารายแครี่ทำไว้ในเพลง Emotion แน่นอน เพียงแต่การฮิตโน๊ตของฉันมาในรูปแบบที่ควบคุมทิศทางไม่ได้ ชั่วอึดใจขาฉันก็แตะพื้น แต่มันอ่อนแรงเกินจะยืนไหว....

 

"ภัทร..." เสียงสุดท้ายที่ฉันได้ยินก่อนภาพจะดำมืดไป

 

IMG_1513_resize.JPG

 

………………………………………………….
 



#45 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 February 2014 - 06:26 AM

ตอนที่ 41 Keep Your Friends Close, But Your Enemies Closer

 

(ตั้ม's)

 

 

"โห หมวด เด็ดว่ะฉากเมื่อกี้" เสียงไอ้บอสดังขึ้นหลังจากที่ผมผลักตัวภัทรออกไป ผมไม่อยากทำหรอก แต่ผมต้องทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอทำมันได้

 

"เงียบๆ ไว้เลยนะมึง มีใครรู้โดนแน่" ผมหันไปพูดกันไว้ก่อน ผมรู้ว่าไอ้นี่กวนตีนแต่มันไม่พูดหรอก

 

"รู้แล้วหน่า ขืนพูดไปนะ มีหวังอายม้วนลงไปกองที่พื้นพอดี แซวนิดแซวหน่อยหน้าแดงตลอด ทำไมปรกติในทีวี ในหนังสือเขาดูมั่นใจจังอ่ะ" บอสมันถามในสิ่งเดียวกับที่ผมคิด

 

"ไม่รู้เว้ย ไปๆ รีบลง" ผมเห็นไอ้หน้าตี๋นั้นมันกอดภัทรไปแล้วอ่ะดิ ไอ้นี่เผลอไม่ได้

 

"หวงจังนะ ช็อตเมื่อกี้ผมถ่ายไว้ด้วยเอาเปล่า" บอสมันหันมาถามพร้อมชูกล้องมันขึ้นมา ผมให้มันไว้เอง เพื่อคอยให้มันเก็บภาพการฝึกต่างๆ เอาไว้

 

ผมรีบคว้ากล้องมาดู ภาพที่ผมเห็นเล่นเอาผมต้องแอบยิ้มออกมา คนในอ้อมแขนกำลังหลับตาพริ้มขณะที่ปากประกบผมไว้อยู่ ฉากท้องฟ้าด้านหลังก็สวยเป็นใจ ดูเหมือนภาพจากในหนังเลย

 

แต่กดเลื่อนไปเรื่อยๆ ผมเริ่มต้องมองหน้าไอ้บอสมันแปลกๆ เพราะรูปในเครื่องส่วนมาก ทำไมเป็นภาพแม่นางแบบของผมอยู่ในอริยาบทต่างๆ เต็มไปหมด แทบไม่มีรูปคนอื่นเลย ทั้งตอนวิ่ง ออกกำลังกาย ฝึกกลางแดด กำลังถือปืน กำลังยืนกอดอกทำหน้าเซ็ง มีแม้แต่กวาดห้องถูพื้น ไปจนถึงกินข้าว กำลังดูดนมกินขนมปัง หรือแม้แต่รูปขมวดคิ้วนับเลขเมื่อกี้

 

"เชี่ย มึงถ่ายเขาทำไมเยอะแยะขนาดนี้" ผมถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ มันคิดอะไรป่ะเนี่ย

 

"โหย ก็เขาสวยขนาดนี้ ให้ผมตามถ่ายผู้ชายตัวดำหัวเกรียน ฝึกอะไรเดิมๆ มาตลอดก็เบื่อนะ มีของสวยๆ งามๆ มา ให้ผมถ่ายเก็บไว้ไม่ดีหรอไง หรือไม่อยากได้ ผมลบทิ้งก็ได้นะ" ไอ้บอสถามกวนๆ เพราะมันรู้ผมไม่ให้มันลบหรอก รูปแต่ละรูปมันออกมาดีมาก บอสมันถ่ายรูปเก่งอยู่แล้ว ส่วนภัทรขนาดไม่ได้ตั้งใจถ่าย เธอยังออกมาสวยขนาดนี้ ผมไม่สงสัยเลยเธอเป็นนางแบบได้ยังไง

 

"ไม่ต้อง ไปลงเครื่องกูด้วย ห้ามให้ใครเห็นรูปพวกนี้นะ และอย่าให้รู้มึงคิดอะไรมากกว่านั้น" ผมพูดขู่กันไว้ก่อน เห็นเป็นแบบนี้ แต่ดึงดูดผู้ชายเข้าหาตลอด แม้จะไม่ชอบหน้าไอ้ตี๋นั้น แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าเอ็มมันเป็นคนดี มีความเป็นผู้นำ แถมยังคอยช่วยกันท่าภัทรจากคนอื่นด้วย ผมเลยไว้ใจมัน มีมันเป็นศัตรูคนเดียวดีกว่า

 

"แค่นี้ทำหน้าดุด้วยนะ ใครจะกล้า คนนึงก็ทำท่าหวงขนาดนี้ อีกคนก็คอยชะเง้อมองหาอีกคนตลอด ทำหยั่งกับโลกนี้มีกันสองคน สรุปเป็นอะไรกัน บอกผมได้ยัง" ไอ้บอสพูดทำเสียงแซวขำๆ ก่อนจะถามคำถามที่ผมติดค้างมันเอาไว้

 

ก่อนหน้านี้มันยื่นข้อแม้กับผมว่าถ้ามันยอมบอกความลับของภัทร ผมต้องบอกมันว่าระหว่างผมกับภัทรเป็นอะไรกัน ผมถามมันจะรู้ไปทำไมมันก็ได้แต่ตอบกวนตีนว่าจะเก็บเป็นกรณีศึกษา ผมตอบแต่ไม่รู้ มันเลยบอกถ้ารู้ต้องมาบอกมันทันที ไม่งั้นมีอะไรมันจะไม่บอกผมอีก ผมเริ่มไม่แน่ใจใครเป็นเจ้านายกันแน่ แต่ไอ้บอสนี่ผมก็รักมันเหมือนน้องครับ นอกค่ายเวลาไปไหนผมให้มันเรียกผมว่าพี่ได้ เรื่องทางบ้านมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมว่ามันคิดดีแล้วที่มาเป็นทหารและได้เจอผมไม่งั้นคงเละเทะไปแล้ว

 

"กูยังไม่รู้เว้ย" ผมยังตอบกับมันได้แค่นั้น ผมก็ตอบไม่ได้จริงๆ ว่าเราเป็นอะไรกัน แต่ผมก็รู้ว่าเธอคงคิดไม่ต่างกัน แต่เธอยังไม่พร้อม ขืนถ้าไปเร่งเร้าเอาคำตอบ สิ่งที่ได้กลับมาอาจจะเป็นการหมางเมินไปเลยก็ได้ ผมไม่เข้าใจว่าเธอดูกลัวอะไรหนักหนา แต่ก็ดีเหมือนกันปล่อยให้มันคลุมเครือแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวถึงเวลามันก็คงรู้เอง คบกันแบบนี้ก็สบายใจดี

 

"ว่าแต่มึงว่าอะไรนะบอส เขาคอยชะเง้อมองใคร" ผมหันไปถามเพื่อความแน่ใจ

 

"นี่ก็ทำเป็นไม่รู้ตัว จะมีใครอีก ไปไหนผมก็เห็นเขาคอยมองหาแต่หมวด มองแล้วเจอก็แอบยิ้มไม่พูดอะไร แต่พอมองละไม่เจอก็หน้าหงิกหน้างอ ทำหน้าเหมือนกำลังทะเลาะกับใครมาอย่างนั้นแหละ" บอสมันส่ายหน้าตอบ ผมพอจะนึกภาพตามออกทำให้ผมอดดีใจไม่ได้

 

"แต่ระวังไว้ก็ดีนะ ศัตรูหัวใจเบอร์หนึ่งน่ะ ของเขาแรงใช่เล่น เดี๋ยวนี้ขาวๆ ตี๋ๆ เขากำลังอินเทรนนะ" มันจะด่าผมดำใช่ไหม แต่ผมไม่ว่างเถียงกับมัน ผมหันไปมองตามสายตาที่ไอ้บอสมองยิ้มๆ อยู่ ก็ตอนนี้ก็ไอ้เอ็มมันกำลังเอามือมันลูบหลังคอยปลอบภัทรที่กำลังซบไหล่ให้มันอยู่น่ะสิ
 

………………………………………………….

 


#46 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 15 February 2014 - 06:30 AM

ตอนที่ 42 Give It One's Best Shot


"ไม่เป็นไรนะ หายตกใจยัง" เอ็มยังคงปลอบฉันอยู่ เมื่อกี้ฉันไม่ได้เป็นลมหรอก แค่หน้ามืด สงสัยตกใจไปหน่อย แข้งขามันก็อ่อนไปซะอย่างนั้น

 

"มานั่งทำไรกันตรงนี้" เสียงคนใจร้ายดังขึ้น

 

"เอ็มจัดการเลย เมื่อกี้ไอ้หมวดบ้าแหละแกล้งเรา" ฉันพูดชี้นิ้วไปทางหมวดและหันมามองเอ็มที่ทำหน้ายิ้มแหยๆ อยู่

 

"เอ้า จะจัดการไรว่ะเอ็ม เดี๋ยวจะรอดูด้วย" เสียงบอสถามเอ็มขำๆ

 

"ไม่รู้แหละ เอ็มสัญญาแล้วจะจัดการให้ถ้าใครแกล้งเรานิ" ฉันหันไปทวงสัญญา เพราะเอ็มยังยืนนิ่งๆ ทำอะไรไม่ถูกอยู่

 

"ผมไปแกล้งอะไรคุณ อ่อ เรื่องที่ผมทำก่อนจะดันตัวคุณมานะหรอ" อยู่ดีๆ หมวดนี่ก็แกล้งพูดเรื่องนั้นขึ้นมา

 

"ทำอะไรหรอ ภัทรไม่เห็นบอกเอ็มเลย" เอ็มหันมาถามด้วยหน้าสงสัย

 

"เอ่ออออ คือ..." จะให้พูดยังไงดีล่ะ พอฉันหันไปเห็นก็เห็นหมวดยิ้มอย่างผู้ชนะ

 

"อ้าว ไม่บอกเอ็มเขาไปละ ว่าผมจะ...จู...อุ๊ก" ฉันเห็นปากเตรียมจะพูดคำนั้นออกมา เลยเอาปืนด้ามยาวๆ ที่สถานีต่อไปต้องเตรียมยิงกระทุ้งไปที่ท้องเต็มๆ ฟังจากเสียงสงสัยจะจุกแหะ

 

"ไม่มีอะไรแล้วเอ็ม มานี่ จัดการเรียบร้อยแล้ว" ฉันรีบลากเอ็มออกมา เอ็มได้ยินต้องเสียใจแน่เลยอ่ะ

 

 

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

 

โอ้ยตาย ชีวิตฉันอยู่ในหนังสงครามหรอไงเนี่ย เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวจนฉันต้องเอามือปิดหู ฉันเคยไปยิงปืนกับพ่อนะ มันต้องมีที่ปิดหูสิ มันอยู่ไหน นั้นไง บอสยืนอยู่นั้นฉันรีบเดินจ่ำไปหา

 

"ที่อุดหูอยู่ไหน" ฉันตะโกนถามแข่งกับเสียงปืน

 

"พูดอะไร ไม่ได้ยิน" หูฉันบอดไปแล้วรึเปล่า ฉันได้ยินแต่เสียงปืนดังเข้ามาในหู มีเพียงปากบอสขยับกว้างๆ พอให้ฉันอ่านปากได้

 

"ที่อุดหูน่ะ รู้จักไหม" ฉันตะโกนอีกรอบแต่บอสมันคงทำหน้างงๆ ไม่ได้ยินเหมือนเดิม

 

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

 

เสียงปืนยังคงดังรัวจนสมองฉันกำลังปั่นป่วน ขี้หูเต้นระบำไปหมด ฉันเลยเดินไปคว้าโทรโข่งที่วางอยู่อย่างไม่มีเจ้าของมาแล้วแหกปากลงไป

 

"คำสั่งด่วนพิเศษ หยุดยิงก่อน ขอย้ำอีกครั้ง หยุดยิง ฉันหนวกหู!"

 

แล้วเสียงปืนก็สงบลง แต่ตอนนี้ทุกคนหันมามองฉันเป็นตาเดียว แต่ฉันชินแล้ว ฉันเดินไปหน้าบอสที่ยังเหวออยู่

 

"ได้ยินยัง ที่อุดหูน่ะ มีไหม" ฉันพูดลงโทรโข่งอีกครั้ง จนบอสต้องเอามืออุดหูแทน แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาแย่งโทรโข่งฉันไป

 

"นี่ ปัญหาเยอะตลอดเลย ให้ตายเถอะ" หมวดหันมาบ่นแต่ไม่ได้พูดใส่โทรโข่งเหมือนที่ฉันทำ

 

"ก็หูจะแตกแล้วเนี่ย ฉันต้องมีหูไว้ทำมาหากินนะ หูฉันมีราคาเหมือนกันนะ ฉันจะรับงานยังไง ถ้า...." ฉันยังบ่นไม่เสร็จหมวดก็พูดแทรกขึ้นมาเลย

 

"พอๆ ราคาแพงไปทั้งตัวเลยนะ ทั้งผม ทั้งเล็บ นี่หูอีก ถ้าเหมาทั้งตัวจะคิดราคายังไงเนี่ย ระวังไม่มีคนมาขอล่ะ" หมวดพูดขำๆ

 

"ไม่ขอก็ไม่ต้องขอดิ แล้วจะลากฉันไปไหน" อยู่ดีๆ ฉันก็โดนลากมายืนอยู่แถวเตรียมยิง

 

"รีบยิง จะได้รีบไป รำคาญ คำสั่งด่วนพิเศษด้วยนะ" หมวดพูดเน้นประโยคสุดท้ายที่เป็นคำพูดฉันเอง แล้วยัดกระสุนใส่มือก่อนจะเดินไปเลย ฉันหันไปมองข้างๆ มีเอ็มยิ้มให้อยู่ ฉันค่อยๆ ยัดกระสุนไปตามที่เรียนมาและ ยัดไอ้แท่งนี่เข้าไป

 

ครูฝึกส่งสัญญาณว่าให้ยิงได้ ฉันเลยยิงรัวๆ

 

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

 

แต่เพียงไม่กี่นัดฉันคงลืมนึกถึงแรงตีกลับจากการยิง ตัวฉันเซมาด้านหลังปืนเลยชี้ขึ้นฟ้าไปรอบทิศ เสียงคนรอบตัวฉันร้องโวยวายอะไรกันซักอย่าง แล้วลงไปหมอบกับพื้นไปหมดเลย

 

"ใครสั่งหมอบหรอ" ฉันหันไปถามเอ็ม ที่ทำท่าหมอบประหลาดๆ คราวนี้เอามือกุมหัวด้วย

 

โป๊ก

 

"นี่แนะ กล้าถามนะคุณ คนเขาก็กลัวโดนคุณยิงตายนะสิ" หมวดหันมาเคาะหมวกทหารที่ฉันใส่อยู่

 

"ยิงบ้าอะไรก็ไม่รู้ มานี่ยืนดีๆ" ตอนนี้หมวดเข้ามายืนหลังฉันพร้อมเอามือขึ้นมาโอบจากด้านหลัง จับฉันให้จับปืนให้ถูกต้องตามวิธี

 

"ตั้งปืนให้ตรง อย่าให้เครื่องเล็งเอียงแล้วหลับตาซ้าย เล็งด้วยสายตาขวา ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่..." หมวดค่อยๆ พูดอธิบายไปเรื่อยๆ หน้าเราอยู่ห่างกันนิดเดียวเอง แววตาที่ดูจริงจัง ปากที่กำลังขยับพูดไป ทำไมนับวันๆ ผู้ชายคนนี้ถึงเริ่มดูหล่อ ดูน่ามองขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ ทั้งๆที่เมื่อก่อนฉันไม่เคยรู้หวั่นไหวกับผู้ชายคนไหนมาก่อนแท้ๆ

 

"ฟังรึเปล่า จ้องหน้าผมแบบนี้ผมเขินนะ" หมวดพูดทำให้ฉันต้องรีบหันกลับไปมองเป้ายิงตรงหน้า

 

"เอาละนะ เตรียมตัวเล็งดีๆ ผมจะนับแล้วคุณยิงนะ หนึ่ง...สอง...ซั่ม" หมวดนับเลขเหมือนเด็กๆ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ให้จังหวะเวลาสอนฉันทำอะไร

 

ปัง

 

และฉันก็ยิงออกไปโดยที่ตัวไม่เซ คนๆ นี้ทำเรื่องยากของฉันให้เป็นเรื่องง่ายเสมอ

 

"เย้ นายว่าโดนไหม ฉันว่าโดนตรงกลางเลยแน่นอน" ฉันหันไปถามยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

 

"ขนาดนั้นเลย ทำไมคิดงั้นล่ะ" หมวดค่อยๆ ปล่อยตัวฉันและถามยิ้มๆ

 

'ก็เพราะพี่ตั้มอยู่ข้างๆ ภัทรไง' นั้นคือเสียงที่ฉันตอบตัวเองในใจ แต่เสียงที่ออกมาน่ะหรอ

 

"ก็...เพราะฉันเก่งไง" ฉันพูดจบ หมวดก็ส่ายหน้ายิ้มขำๆ ก่อนบอสจะเดินมายืนข้างฉันแทน

 

"หวานกันจริงนะ เกรงใจคนอื่นบ้างก็ดี" บอสพูดแซวขำๆ ฉันรีบเบือนหน้าหนี แต่ไม่กล้าพอจะมองไปทางเอ็ม

 

"พร้อมแล้วนะ ผมให้จังหวะแล้วคุณเดินยิงไปตามท่าต่างๆ ที่เคยฝึกมานะ" บอสกลับมาพูดเสียงจริงจัง ฉันพยักหน้าและตั้งสมาธิ

 

ฉันจำได้มองจากถังสังกะสีด้านหน้าคงต้องเป็นท่านั่งคุกเข่ายิงแบบมีเครื่องรองรับ พอได้ยินสัญญาณฉันก็วิ่งทันที

 

แผละ

 

อาจจะตั้งใจเกินไปหน่อยทันทีที่สตาร์ทตัวออก คงลืมมองพื้นต่างระดับ หน้าขมำลงไปบนพื้นดินอย่างสวยงาม

 

"ผมสงสารหน่วยที่ได้คุณไปเป็นทหารจังเลย" บอสพูดหัวเราะและมาหิ้วปีกฉันขึ้น เพราะแขนฉันก้างออกอยู่

 

"เมื่อกี้ไม่นับ เอาใหม่คอยดู" ฉันพูด ปัดขี้ดินบนตัว และตั้งท่ายิงอย่างสวยงาม ฉันจำได้ทุกสเตป แม้จะยิงปืนไม่เป็นก็ตาม แต่ท่าฉันเป๊ะสุดแน่นอน

 

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

 

ฉันยิงจนหมดแม็กซ์ ก็เปลี่ยนใส่กระสุนเพิ่ม แล้วเตรียมไปต่อ ที่เป็นห่วงยางตั้งเอาไว้ ฉันเลยต้องนั่งท่าต่ำลงมา

 

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง

 

ฉันยิงจนหมดแล้วหันไปยักคี้วให้บอส บอสแกล้งทำเป็นชูนิ้วโป้งให้ ฉันเห็นคนอื่นยังนั่งไม่ถูกท่าจนทหารที่เป็นพี่เลี้ยงต้องมาช่วยจัดท่า แล้วก็หันมาเตรียมไปต่อ ด้านหน้าเป็นกรวยแปลว่าต้องนอนยิงสินะ

 

ฉันนอนลงมา ฉันไม่ชอบท่านี้เลยอ่ะ แต่รีบๆ ยิงให้มันเสร็จๆ ไปดีกว่า ส่วนด่านสุดท้าย ไม่มีอะไรวางอยู่ฉันจึงนั่งเข่าลงธรรมดา เล็งและยิงออกไปจนหมด พอได้ยินเสียงสัญญาณคำสั่งฉันก็รีบคว้าเป้ายิงตัวเองมาดู

 

ภาพตรงหน้าทำฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้ ฉันยิ่งไปเป็นร้อยนัดได้มั้ง แต่เข้าเป้าเพียงนัดเดียว แต่เล่นเข้าจุดกลางเป้าพอดี ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าลูกปืนนัดนี้เป็นนัดไหน ฉันมั่นใจมันคือนัดเดียวกับที่ฉันยิงออกไปด้วยความมั่นใจ ฉันหันไปมองที่ผู้ชายคนหนึ่งด้วยรอยยิ้ม และเขาก็กำลังมองมาทางฉันอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน เขาคงสงสัยว่าฉันยิ้มอะไร แต่ไม่ต้องรู้หรอก ฉันเก็บกระดาษที่เป็นเป้ายิงของฉันพับไว้และเก็บลงใส่กระเป๋ากางเกงด้วยความภูมิใจ มันเป็นผลงานชิ้นเอกของฉัน ไม่สิ...ของเราต่างหาก

       

995866_711048698926783_1228991075_n.jpg
 
..........................................................................................................................................................


#47 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 17 February 2014 - 04:01 AM

ตอนที่ 43 Someday You Will Understand

 

 

"ไม่ไปอวดหมวดเขาหน่อยหรอ เป้ายิงคุณอ่ะ" บอสหันมาถามยิ้มๆ

 

"ยุ่งจริงนะ ของของฉัน จะเที่ยวไปอวดคนอื่นทำไม" ฉันพูดทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่บอสพูด

 

การฝึกในสถานีต่างๆ ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ เหนื่อยแต่ฉันว่ามันก็สนุกดี พอรู้สึกให้ตื่นเต้นบ้างไม่เหมือนเดินสวนสนาม ไม่ก็ยืนหันไปหันมา แบบนี้เลอะเทอะหน่อย ต้องล้มลุกคลุกคลาน เหมือนจะเริ่มชินซะแล้ว แต่ก็อยากให้วันนี้มันหมดไวๆ จัง

 

ตอนนี้เป็นเวลาที่จ่าให้ทหารใหม่โทรกลับไปหาที่บ้านเพื่อบอกเรื่องวันพรุ่งนี้ ที่สามารถให้ญาติมาเยี่ยมได้เป็นครั้งแรก แน่นอนละทุกคนตื้นเต้นกันมากเรียกได้ว่าตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญขายดีเชียว ต่อคิวกันยาวเฟื้อย ฉันละกลัวเวลาหมดก่อน แล้วต้องไปฝึกต่อนี่น่ะสิ อดโทรกันพอดี

 

"นี่ๆ เอาโทรศัพท์ฉันมาหน่อยดิ" ฉันเดินไปแบมือขอไอโฟนตัวเองจากหมวดที่เก็บเอาไว้

 

"ไหนตอนกินข้าวบอกไม่เอา ไม่มีคนต้องโทรหาไง" หมวดถามหวนๆ ฉันได้แต่ขมวดคิ้ว ที่ทำไมหมอนี่ต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นร่างยากด้วย เสียเวลาจริง

 

"เออ เปลี่ยนใจล่ะ เอามาเหอะหน่า เร็วๆ" ฉันพูดหมวดทำหน้านิ่งๆ ลวงไปหยิบส่งมาให้ฉันแรงๆ ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า 'แล้วทำมาปากดี' ฉันได้ยินชัดแต่ไม่มีเวลาไปเถียงด้วยหรอก อะไรที่ฉันพูดไปแล้วฉันไม่อยากพูดซ้ำซาก พอได้มือถือฉันก็วิ่งไปหาเอ็มแล้วส่งมือถือไปให้

 

"เอ็ม เอาของเราไปใช้ก่อน เป็นการขอบคุณเอ็มกับคนอื่นด้วย ที่ตลอดเกือบยี่สิบวันคอยช่วยเรามาตลอดเลย เอาไปแบ่งกันโทรนะ" ฉันยื่นมือถือพร้อมหันไปมองเอ็มกับผู้ชายคนอื่นๆ ที่เหลือ ที่ขอบคุณฉันกันใหญ่ แต่สายตาฉันกลับหันไปเห็นใครคนหนึ่ง ที่ทุกครั้งเวลาพักจะต้องได้ยินเสียงมันเจี้ยวจ้าวตลอด

 

"มานั่งทำไรตรงนี้ล่ะอั้ม ไม่ไปโทรหาที่บ้านหรอ" ฉันหันไปถามรุ่นน้องฉันพร้อมเดินไปนั่งข้างๆ

 

"ไม่ต้องหรอกเจ๊ ไม่มีใครอยากเจออั้มหรอก พ่อเขาคงอาย ถึงให้อั้มมาเป็นทหารแบบนี้" อั้มพูดปลงๆ พาฉันเศร้าที่บ้านของอั้มยังคงรับเรื่องที่ลูกชายตัวเองเป็นแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะพ่อ อั้มเล่าให้ฟังว่าพ่ออั้มอยากให้มาฝึก การอยู่กับทหารแบบนี้จะได้ทำให้เข้มแข็ง ไม่ทำตัวตุ้งติ้ง เป็นผู้ชายเหมือนคนอื่นเขา แต่ฉันรู้ดีว่าของแบบนี้มันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก ฉันไม่มีคำพูดอะไรจะปลอบ เพราะก็พูดกันไปหมดแล้ว ของแบบนี้มันต้องพยายามยอมรับกันเอง ฉันคิดว่าตัวเองโชคดี ที่คนรอบข้างฉันเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น และเคารพในการตัดสินใจของฉัน ฉันได้แต่หวังว่าวันหนึ่งพ่ออั้มจะเข้าใจ

 

"อย่างน้อยส่งข้อความไปก็ยังดีนะ มือถือฉันอยู่กับเอ็ม แกจะใช้ก็ไปเอาที่เอ็มนะ ได้หาเรื่องคุยกับเอ็มด้วยไง" ฉันพยายามพูดให้อั้มไม่ซีเรียส และก็จริง อั้มพยายามหายใจเขาลึกๆ และถอนหายใจเอาเครื่องเครียดๆ ออกไป และกลับมาทำดี้ด้า วิ่งไปเจาะแจะกับเอ็ม

 

ฉันไม่รู้เรื่องว่าภาพลักษณ์สนุกสนานที่อั้มสร้างขึ้นเพื่อมาปกปิดสิ่งเลวร้ายที่อยู่ในใจรึเปล่า แต่ฉันอย่างน้อยฉันอยากเห็นอั้มมันยิ้มและมีความสุข เข้มแข็งให้มาก เพื่อผ่านปัญหาโลกแตกนี้ไปให้ได้

 

"ไม่ไปอธิบายให้หมวดเข้าใจหน่อยหรอไง สงสัยเข้าใจผิดไปหมดละม้าง ได้มือถือมาก็รีบเอาไปให้ไอ้เอ็มเลย" เสียงกวนๆ ของบอสลอยเข้ามาก่อนจะนั่งลงมาที่ที่ของอั้ม

 

"ไม่จำเป็น ทำไมฉันต้องอธิบาย ก็บอกไปหมดแล้ว อีกอย่างจะเข้าใจอะไรก็เข้าใจใปสิ ในสายตาเขาฉันก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายนักหรอก แค่พ่อบังคับมาล่ะสิ หึ" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะน้อยใจ ก็บอกไปแล้วว่าฉันอยู่นี่มีเขาคนเดียวก็พอ ถ้ายังจะมางี่เง่าโกรธฉันอีก ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วล่ะ

 

"เออๆ ไม่คุยเรื่องนี้ก็ได้ ดูฉากดราม่ามั้งก็ดี ฉากรักหวานเลี่ยนชักจะเยอะไปล่ะ" บอสมันพูดยังกับว่านี่กำลังเป็นละครหรืออะไรซักอย่างที่มันกำลังดูอยู่เลยแหะ ฉันได้แต่ส่ายหน้าให้ความเพ้อเจ้อของมัน

 

"ละคุณไม่โทรหาใครบ้างหรือไง" ประโยคแสดงถึงความสอดรู้สอดเห็นของมันอีกเช่นเคย

 

"นี่ ไม่รู้สักเรื่องได้ไหมเนี่ย ยุ่งจริงนะเรื่องฉันเนี่ย ท่าทางจะเหงามาก หาแฟนสักคนม่ะ เดี๋ยวฉันช่วย" ฉันพูดถอนหายใจออกมา

 

"จริงดิ หาไห้ได้หรอ" บอสทำหน้าตื้นเต้น แต่มันดูเหมือนขำๆ มากกว่าตื้นเต้นดีใจไงไม่รู้

 

"เออ แต่หัดพูดให้มันน้อยๆ หน่อยนะ ผู้หญิงหนีหมด ฉันยังรำคาญเลยเนี่ย" ฉันพูดแขวะมัน

 

"ไม่บอกก็รู้ หล่อน่ารัก ใจดีแบบผมเนี่ย ทำมาเป็นรำคาญ..." ฉันทำหน้าจะอ้วกหลังจากที่มันชมตัวเอง

 

"ก็สเปคคุณชอบแบบพูดน้อย เสียงดุๆ ใช่ไหมล่ะ ต้องโหดๆ แบบคนนั้นน่ะ ชอบแนวใช้กำลังก็ไม่บอก ซาดิสนะเรา" บอสพูดแซวพเยิดหน้าไปทางหมวดพร้อมเอาไหล่มาชนฉัน

 

"นี่ เดี๋ยวเหอะ" ฉันพูดอย่างเหลืออด จะมีครั้งไหนไหมที่ฉันแขวะมันแล้วไม่โดนย้อน ฉันลุกและเดินหนีมาดีกว่า ไอ้นี่ชอบพูดจาเพ้อเจ้อ

 

ฉันให้บอสเป็นคนเอามือถือไปคืนหมวด หลังจากหมดช่วงพักโทรกลับบ้านก็กลับมาฝึกต่อจนถึงดึก ปรกติไม่ค่อยมีแบบนี้หรอก แต่จ่าบอกว่าจะสอนฝึกพลางตัว ฉะนั้นตอนนี้ฉันกับเอ็มกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีสีเน่าๆ ที่ผสมน้ำมาเรียบร้อย อีกสักแปปมันคงมาละเลงสวยอยู่บนหน้าฉันแน่นอน

 

"ไม่ดีใจหรอได้แต่งหน้าแล้วหรอ มาเร็ว เอ็มแต่งให้" เอ็มพูดพร้อมเอามือเตรียมป้ายสี แต่ฉันรีบจับมือเอ็มไว้ก่อน

 

"เดี๋ยวๆ ไม่ยุติธรรม เราทาให้เอ็มก่อน" เอ็มหันมาทำหน้ายิ้มๆ และพูดบ้าง

 

"แล้วแบบนั้นจะยุติธรรมได้ไงอ่ะ" เอ็มเลิ่กคิ้วถามฉัน

 

"งั้น...เรามีวิธีตัดสิน" ฉันพูดพร้อมเตรียมทำท่า ซึ่งเอ็มก็คงรู้ว่าหมายถึงอะไร กับวิธีสุดยุติธรรมของฉัน

 

เป่า.... ยิ้ง....ฉุบ!

 

และฉันออกกรรไกรอย่างสวยงาม ในขณะที่เอ็มออก...ค้อน

 

"สามเป้า" ฉันพูดลอยหน้าลอยตา เอ็มส่ายหน้าแต่ก็ยอมแต่โดยดี แต่ผลที่ออกมาดูไม่ต่างจากเดินเพราะตอนนี้ ฉันเตรียมโดนเอ็มเอาสีนี้มาจ่อหน้าละ

 

"อย่ามา ห้ามหลบ สาม-ไข่เลย อ่อนอ่ะ... อ่ะๆๆๆๆ อย่ามาบอกเอ็มออกช้านะ เห็นอยู่ออกพร้อมกัน" เอ็มพูดเยาะเย้ย โดยที่ฉันไม่ทันจะเถียง ก็โดนเอ็มจับทาหน้าแล้ว แต่ปากฉันก็ยังบ่นไม่หยุด 'ถ้าต่ออีก 5 เป้า ฉันชนะแน่นอน หึ' ฉันพูดงอนๆ

 

"จะเล่นอีกนานไหม" เสียงดุๆ ของหมวดดังขึ้นทำให้ฉันต้องเงยหน้าไปมอง แต่เมื่อเขาเห็นหน้าฉันหน้านิ่วคิ้วขมวดกลับกลายเป็นยิ้มขำๆ ก่อนจะหันไป โดยฉันแอบได้ยินเสียงหัวเราะ

 

"นี่ ไอ้บ้า มองแล้วหัวเราะ ฉันไปหน้าเหมือนตุ๊กกี้หรอห่ะ" ฉันหันไปวีนนิดๆ กับหมวดก่อนจะหันมาจัดการเอ็มต่อ

 

"แล้วเอ็มเดี๋ยวนี้แกล้งเราแล้วหรอ โดนแน่" ฉันรีบควักสี มาทาหน้าเอ็มบ้าง แต่เรียกว่าละเลงจะดีกว่า

 

"โอ้ย เบาๆ เข้าปากเอ็มแล้ว เอ็มทาภัทรนิดเดียวเองนะ" เอ็มทำเสียงงอนๆ แต่ปากยังยิ้มเลย ฉันเลยชี้หน้าคาดโทษไว้ เพราะไม่มีกระจกให้ดู

 

ตอนนี้ไม่ใช่แค่หมวด แต่ตลอดการฝึกทุกคนที่เห็นหน้าฉันหันมายิ้มขำๆ กันหมดเลย ทำไม? มันมีอะไรน่าตลกบนหน้าฉันหรือไง หน้าคนอื่นก็ดำๆ เขียวๆ เหมือนกันนั้นแหละ ชิ หลังจากนั้นจ่าก็พาไปฝึกก้มๆ เงยๆ หมอบๆ คลานๆ หลบไปหลบมา จนฉันอดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่รึเปล่า

 

หลายครั้งที่หมวดมองมาที่ฉันเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง แต่ฉันไม่อยากเดินเข้าไปถาม หรือทำอะไรประเจิดประเจ้อแล้ว เอ็มที่อยู่ข้างๆ ฉันจะรู้สึกยังไงบ้างก็ไม่รู้ ทั้งตอนกระโดดหอ ทั้งตอนยิ่งปืน

 

"ภัทรชอบหมวดตั้มหรอ" เสียงเอ็มถามขึ้นมาเบาๆ ในขณะที่ฉันหมอบกับเอ็มอยู่

 

"ทำไมเอ็มถามยังงั้นล่ะ เรา...เปล่า" ฉันพูดออกมาโดยไม่กล้าสบตาเอ็ม ฉันกลัวเขาเสียใจที่ฉันคิดกับเขามากเกินกว่าเพื่อน อย่างที่เขาต้องการไม่ได้ ทั้งๆ ที่ฉันพูดเองว่าไม่พร้อม แต่กลับยอมเปิดรับคนอื่นเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว อีกอย่างฉันเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังคิดยังไงกันแน่

 

"ภัทรอาจจะไม่รู้ตัวหรอก แต่เอ็มสังเกตุนะ ภัทรชอบมองหมวดเหมือนจะพูดอะไร แต่ภัทรหันมามองเอ็มแล้วก็เงียบไป ภัทรไม่ต้องคิดมากนะ เอ็มเข้าใจ ความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้หรอก" ฉันค่อยๆ หันไปมองใบหน้าเอ็ม แม้จะยิ้มอยู่แต่ฉันสัมผัสได้ว่ามันกำลังเศร้า

 

"แต่..เอ็ม..." ฉันกำลังจะเสียเอ็มไปใช่ไหม ฉันอยากพูดอยากถามออกมา ความรักมักจะจบลงแบบนี้เสมอ มันจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเก่าใช่ไหม

 

"ไม่ต้องห่วง เอ็มจะเป็นเพื่อนที่ดีของภัทรอย่างนี้ตลอดไป เอ็มสัญญา เอ็มอยากเห็นภัทรมีความสุข เอ็มอยากเห็นภัทรยิ้มนะ" เหมือนรู้ใจฉันว่ากำลังคิดอะไร ฉันพยักหน้ารับคำพูดของเอ็ม และอยู่เงียบๆ ตั้งใจฝึกต่อไป จนในที่สุด ค่ำคืนสุดทรหดก็จบลง

 

ตอนนี้จ่าเอาเสื้อใหม่มาแจกให้เหล่าทหาร โดยพูดคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทำให้ใบหน้าหลายคนกลับมาเฮฮาอีกครั้ง หลังจากเหนื่อยกันมาทั้งวัน ฉันว่าพวกเราโชคดีจังที่มีจ่าเฉยเป็นครูฝึก จ่าหันไปเอาเสื้อให้เอ็มบ้าง โดยพูดชื่นชมเอ็ม และพูดจาฝากฝังคนอื่น ฉันว่าเอ็มเหมาะสมแล้วล่ะ เอ็มคือคนที่มีความเป็นผู้นำ ทุกคนแทบจะมอบตำแหน่งนี้ให้ โดยเอ็มไม่ต้องร้องขอเลย

 

"อ้าว ของหนูล่ะจ่า เอ้ย ครู" ฉันโดนหมวดดุหลายครั้งเรื่องที่ไม่ค่อยเรียกจ่าว่าครูฝึก แต่ประเด็นคือฉันไม่เห็นได้เสื้อใหม่รับขวัญเหมือนคนอื่นเลยอ่ะ มันดูซึ้งดีออก เรียบง่ายแต่ประทับใจเวลาผู้ชายทำอะไรแบบนี้กัน

 

"ของคุณภัทรอ่ะ มีคนเตรียมไว้แล้ว" จ่าพูดยิ้มเดินไป โดยเอ็มหันมาตบไหล่ฉันเดินไปพร้อมจ่า ก่อนหมวดจะเดินเข้ามา

 

"อะ ผมให้" ฉันรับเสื้อที่หมวดส่งมาดู แต่ทำไมไซส์มันใหญ่จังล่ะ อีกอย่างกลิ่นหอมแบบนี้มันคุ้นๆ...

 

"ของผมเอง" หมวดพูดเฉลยข้อสงสัย

 

"อะไรกัน ทำไมฉันได้ของเก่าล่ะ คนอื่นยังได้อันใหม่เลย" ฉันพูดเชิดหน้า โวยวายหมวดมองหน้าขำๆ

 

"คุณนี่นะ จะรู้อะไรบ้างเนี่ย เอาไปเหอะ แล้วไม่ต้องพูดมาก ผมสั่ง" หมวดพูดผลักหัวฉันเบาๆ แล้วเดินไป

 

"นี่ นายโกรธไรฉันนักหนาห่ะ ไม่คุยกันยังไม่พอ ยังจะมาแกล้งเอาของใช้แล้วมาให้ฉันอีกนะ" ฉันพูดตะโกนไป แต่หมวดได้แต่ส่ายหน้าไม่หันมาเถียงกับฉัน ยิ่งทำฉันหงุดหงิด

 

"ไหนๆ คนสวยหันมาหน่อย" เสียงบอสดังขึ้นทำให้ฉันรีบหันไปเตรียมวีนหากเสียงกล้องถ่ายรูปไม่ดังขึ้นซะก่อน

 

แชะ

 

"นี่มาถ่ายฉันทำไมสภาพนี้เนี่ย" ฉันรีบหันไปโวยวาย

 

"ออกจะน่ารัก ดูดิ มีคุณอยู่ในกองนะ ไม่ต้องทำอะไรก็สร้างรอยยิ้มให้คนอื่นได้แล้ว" บอสพูดขำๆ ฉันเลยคว้ากล้องมาดูก็ได้คำคอบ ไม่น่าล่ะ ใครเห็นก็เอาแต่ขำหน้าฉัน ก็ตอนนี้แก้มฉันถูกวาดเป็นหนวดแมวน่ารักข้างละสามเส้น แถมมีจมูกกลมๆ ด้วย แน่ใจหรอว่านี่พาฉันมาฝึกพลางตัว หน่อยแนะเอ็ม คอยดูนะ

 

"ข้าศึกบุก คงไม่กล้าทำอะไรคุณอ่ะ ดูดิ หมวดยังโกรธคุณไม่ลงเลย ขนาดคุณแง๊วๆ ใส่ตลอด" บอสยังคงพูดขำๆ ด้วยคำเปรียบเทียบตลกๆ พร้อมรับกล้องที่ฉันส่งกึ่งโยนกลับไปให้

 

"ไม่โกรธอะไร ป่านนี้ยังไม่คุยกับฉันดีๆ ดูดิ เสื้อยังเอาเสื้อเก่ามาให้ หึ" ฉันพูดพร้อมเอามือมากอดอก

 

"สักวันคุณจะเข้าใจเองแหละ ว่ามันหมายถึงอะไร ชอบถามไม่ใช่หรอ หมวดก็บอกล่ะนี่ไง เขาเห็นคุณเป็นอะไรในสายตาเขา" บอสพูดยิ้มๆ กับคำใบ้ปริศนา พร้อมเดินตามหมวดที่ตะโกนเรียกมันไป

 

ฉันหันไปมองหน้าจ่า จ่าก็ทำได้เพียงยิ้มๆ เช่นกัน นี่เป็นอะไรกันหมดนะ แล้วเสื้อนี่มันคืออะไร ฉันจะเข้าใจได้ไง ถ้าไม่มีใครบอกเนี่ย!

 

 

………………………………………………….

 

 


#48 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 17 February 2014 - 08:56 PM

ตอนที่ 44 The Special One

 

 

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ทุกคนตื่นมาและทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยความสดชื่นผิดกับทุกๆ วัน ตั้งแต่ออกกำลังกายตอนเช้า การฝึกตลอดครึ่งวันแรก รวมถึงเดินสวนสนามกันด้วยท่าที่ฉันเคยคิดว่ามันเหมือนท่าโรบอท แต่วันนี้มันออกมาสวยงามและก็ดูเข้มแข็งมากเลย รวมถึง ณ ตอนนี้วินาทีที่ทหารทุกนายพร้อมใจกันกล่าวคำปฏิญาณด้วยเสียงที่ฉันรู้สึกว่ามันดังฟังชัดกว่าทุกๆ ครั้ง

 

"ที่ทหารใหม่ ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน ตายในสนามรบเป็นเกียรติของทหาร ตายซะดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่ ข้าพเจ้าจักยอมตาย เพื่ออิสระภาพ และความสงบแห่งประเทศชาติ จะเชิดชูและรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพเจ้าจักเชื่อถือผู้บังคับบัญชา และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด"

 

และเสียงครูฝึกที่ดังขึ้น

 

"ที่นี่ไม่ใช่สถานที่กักกันวัยรุ่น แต่ที่นี่เป็น..."

 

ก่อนที่ทหารทุกคนจะขานรับต่อ

 

"วิทยาลัย...ลูกผู้ชาย!"

 

คำพูดที่ฉันแอบลอบยิ้มทุกครั้ง แล้วฉันล่ะเป็นลูกผู้ชายด้วยรึเปล่านะ ยอมเป็นก็ได้ แม้จะไม่ได้เต็มใจเกิดมาเป็นอย่างนี้แต่ฉันจะทำหน้าที่นี้เป็นการส่งท้ายและปิดฉากชีวิตลูกผู้ชายของฉันให้ดีที่สุด

 

 

สิ่งเดียวที่เป็นเหตุผลให้การฝึกวันนี้ออกมาดูสมบูรณ์แบบ หนักแน่น และเต็มที่กว่าทุกๆ ครั้ง คงเป็นกำลังใจ และความรักของคนที่กำลังเฝ้ารออยู่รอบๆ บรรดาผู้คนมากมายกำลังยืนมองมาที่เหล่าทหารด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ เมื่อเสียงคำสั่งครูฝึกดังว่าเป็นอันเลิกกอง เสียงพร้อมใจกัน 'เฮ้ ขอบคุณครับ' ดังกว่าครั้งไหนๆ

 

ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปหาพ่อแม่ ญาติพี่น้อง แฟน หรือแม่แต่ลูก ภาพที่ทุกคนโผเข้ากอดกัน บ้างก็ก้มลงกราบ มาพร้อมกับหยดน้ำตามากมายของทั้งคนที่เฝ้ารอ และรวมถึงน้ำตาของบรรดาลูกผู้ชาย ที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากบรรดาพวกเขาเหล่านี้

 

"ไงอ่ะคุณ ยืนเก็บภาพประทับใจอยู่หรอ" น้ำเสียงเท่ๆ ที่ฉันคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ฉันต้องหันไปมอง ใบหน้าหล่อๆ ที่กำลังเปื้อนยิ้มของคนพูด

 

"อืม นายดูสิ ฉันไม่เคยเห็นทุกคนเป็นแบบนี้เลย" ฉันพูดพร้อมมองไปที่บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักรอบๆ ตัว

 

"ว่าแต่หายโกรธฉันแล้วหรอไง" ฉันถามถึงเรื่องเมื่อคืนที่ดูยังไม่เคลียร์กัน ตั้งแต่เรื่องมือถือที่ฉันขอยืมไปให้พวกเอ็ม

 

"คิดไปเอง ผมไม่ได้โกรธคุณสักหน่อย วาดหน้าแมวซะน่ารักขนาดนั้น ใครจะไปโกรธลง" หมวดพูดยิ้มๆ ทำฉันอดค้อนให้ไม่ได้

 

"แล้วไหนละ คนที่คุณมั่นใจนักมั่นใจหนาว่าเขาจะมาน่ะ" พอหมวดพูดขึ้น ฉันก็นึกขึ้นได้และรีบหันไปมอง ฝั่งตรงข้ามจากที่ที่ผู้คนมากมายกำลังนั่งอยู่กันเยอะๆ เขามักจะยืนอยู่ตรงที่ไม่มีใคร...เขาจะอยู่ตรงนั้นรอฉันเสมอ และฉันก็เจอเขาจริงๆ ด้วย

 

"วิววววววววว" ฉันตะโกนเรียกพร้อมวิ่งเข้าไปหาวิวที่กำลังยืนยิ้มกอดอกมองมาทางฉันอยู่

 

"ไง ไม่ได้เจอ ตัวดำขึ้นเยอะเลยนะ เห้ย ใจเย็น อายคนอื่นเขาไหมเนี่ย" ฉันไม่สนใจคนอื่นแล้วล่ะ ฉันขอกอดพี่ชายคนนี้ก่อน

 

"คิดถึงมากเลย" ฉันพูดพร้อมกอดวิวแน่นๆ น้ำตามันเหมือนจะไหล แต่ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันจะไม่ร้องไห้ ฉันสัญญากับพ่อแล้ว

 

"วิวก็คิดถึงภัทร" วิวพูดพร้อมกอดฉันตอบ เรากอดกันสักพักจนฉันคอยๆ มองหน้าวิว ที่หน้ากำลังยิ้มอยู่

 

"ยิ้มอะไร" ฉันถามพร้อมยิ้ม มันดูขำฉันแปลก

 

"ป่าว แค่แปลกใจว่าใช่ตัวจริงป่าวเนี่ย อยู่โดยไม่ต้องแต่งหน้าได้แล้วหรอ" คำพูดของวิวทำให้ฉันต้องเบ้ปากตอบ

 

"โหย จะเอาเวลาที่ไหนไปแต่ง อยู่นี่นะ ภัทรเหนื๊อยยย เหนื่อย ดูดิดำหมดแล้วเนี่ย" ฉันพูดพร้อมยกแขนให้วิวดู

 

"ไงมึง ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีป่าว" เสียงหมวดนิ เขาทักใคร ก่อนฉันจะหันไปมองหา คนที่กอดฉันอยู่ก็ตอบขึ้น

 

"สวัสดีพี่ ผมอ่ะสบายดี พี่อ่ะเป็นไง ยัยนี่มันดื้อแบบที่ผมบอกป่ะ" เสียงจากวิวทำไห้ฉันต้องรีบดันตัววิวออก

 

"นี่วิว วิวไปรู้จักกับหมอนี้ได้ไงอ่ะ" ฉันรีบหันไปเตรียมเอาเรื่องวิว

 

"ไง ได้คำตอบยัง ดูน้องมึงพูดจากับกูดิ" หมวดพูดพร้อมส่ายหน้าในพฤติกรรมของฉัน

 

"เอาไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง อย่าเพิ่งงอน วิวมีเซอไพรส์ ดูซิใครมาหา" วิวพูดยิ้มๆ ก่อนมองไปด้านหลัง

 

"พ่ออออออ" ฉันรีบวิ่งไปหาผู้ชายคนที่ฉันเรียกทันที

 

"ไง ดูไม่จืดเลยนะเรา" พ่อพูดขำๆ ก่อนฉันจะกอดพ่อเบาๆ

 

"ภัทรคิดว่าพ่อจะไม่มาซะอีก" ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ แต่ไม่ได้น้อยใจอะไรนะ แค่คิดว่าพ่องานยุ่งไม่อยากรบกวน

 

"จะไม่มาได้ไง จะมาดูผลงานเราหน่อยสิ ทำเขาวุ่นวายค่ายแตกไปยัง ได้ข่าวว่าของแรงใช่ย่อยนะ" พ่อพูดขำๆ ทำให้ฉันหันไปมองคนที่ต้องเป็นคนฟ้องพ่อแน่ๆ แล้วก็ยืนยิ้มอยู่จริงๆ

 

"ภัทรยังไม่ได้เคลียร์เลยนะ ที่พ่อส่งนายคนนี้มาดูแลภัทรอ่ะ อยู่นี่นะเขาแกล้งภัทรสารพัดเลย ให้ภัทรทำโน้นทำนี่ กวาดบ้านก็ให้กวาดแต่ที่เดิมๆ ภัทรเหนื่อยจะตาย" ฉันรีบหันไปฟ้องพ่อ ทำท่าอ้อนก่อนจะหันไปมองอีกฝ่ายและพูดออกมาเบาๆ ว่า "นายโดนแน่"

 

"เรานั้นแหละ จะโดนแน่ พี่เขาอายุเท่าไหร่ แล้วเขาเป็นใครห่ะ เรียกพี่เขาแบบนั้นได้ไง แล้วพี่เขาให้ฝึกก็ถูกแล้วไปแกล้งเราตรงไหน เรามีหน้าที่ต้องเชื่อฟังพี่เขานะ" เสียงพ่อกลับมาดุฉันแทน ฉันหันไปมองหน้าหมอนั้นก็เห็นแอบยิ้มๆ กับวิวอยู่ ทำให้ฉันหน้าบึ้ง คงคิดว่ามีพ่อเป็นแบ็คอัพให้สินะ

 

"พ่อ พ่อไปอยู่ข้างคนอื่นได้ไง ก็นะ...นาย... ภัทรหมายถึงหมวดเนี่ย แกล้งภัทรจริงๆ ขนาดเมื่อวานนะ ทหารใหม่คนอื่นเขาแจกเสื้อใหม่กัน มีแต่ภัทรอ่ะ ได้เสื้อตัวเก่าของเขาอยู่คนเดียว" ฉันรีบหันไปฟ้องพ่อ ส่วนหมวดนั้นหน้าเหวอเบาๆ ไปแล้ว ฉันหันไปมองวิวกับพ่อที่กำลังมองหมวดด้วยสายตาแปลกๆ

 

"เห้ยพี่ ผมว่าเราคงต้องมีอะไรคุยกันหน่อยแล้วมั้ง" วิวพูดยิ้มๆ แต่แววตาดูไม่ยิ้มด้วยเท่าไหร่

 

พอวิวกับหมวดนั้นเดินไป ฉันก็เดินคุยกับพ่อไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในค่าย ทุกคนที่เห็นพ่อเตรียมเข้ามาทำความเคารพกันยกใหญ่ แต่พ่อทำท่าสบายๆ และทำท่าประมาณว่าไม่ต้องๆ เพราะคงเห็นว่าเหนื่อยกันมามากแล้ว และจะคุยกับฉันสองคน

 

"พ่อๆ ภัทรมีเรื่องสงสัย เรื่องเสื้อของนายนั้นอ่ะ ถามใครนะก็ไม่มีคนตอบภัทรเลย เอาแต่ยิ้มๆ" ทุกคนต้องโดนสั่งห้ามแน่ๆ ทำฉันตัดสินใจต้องถามคนที่หมอนั้นสั่งให้ห้ามพูดไม่ได้แน่นอน พ่อค่อยๆ ยิ้มและหันให้คำตอบที่ทำให้ฉันรู้สึกวูบวาบในใจอีกครั้ง มันคือคำตอบที่ฉันถามเขาไว้เมื่อคืน

 

"ถ้าผู้บังคับบัญชาเขาให้เสื้อเก่านะ มันหมายถึงคนสนิทกันหรือซี้กันทำนองนั้น...แต่เท่าที่พ่อรู้จักตั้มมาเขาไม่เคยให้ใครเลยนะ ใครขอก็ไม่ให้ เขาเคยบอกพ่อว่าเขาจะไว้ให้ใส่ได้ก็เฉพาะแค่...คนพิเศษ"

 

………………………………………………….



#49 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 17 February 2014 - 09:02 PM

ตอนที่ 46 Smile

 

(วิว's)

 

 

"ไงมาทำตรงนี้อ่ะเรา คุณลุงไปไหน" ผมพูดทักน้องสาวแต่ทันทีที่หันมากำลังยิ้มตอบ กลับกลายเป็นหน้าตกใจแทน

 

"อ่อ พ่อไปเดินไปคุยกะใครแล้วไม่... เห้ย ใครทำอะไรนายอ่ะ ไปโดนอะไรมาเนี่ย" ภัทรยังตอบไม่จบ แต่กลับรีบวิ่งเข้าไปหาคนที่ผมเพิ่งต่อยไปแทน และเอามือค่อยๆ จับข้างแผลมุมปาก ท่าทางดูตกใจ และ...เป็นห่วงไม่น้อย นั้นทำให้ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะภัทรไม่ค่อยถูกตัวคนอื่น โดนเฉพาะผู้ชาย

 

"ไมอ่ะ เป็นห่วงผมหรอ ซี๊ดดด โอ้ย" เสียงอีกฝ่ายพูดยิ้มๆ ทำให้ภัทรกดไปตรงแผลแทน

 

"ยังจะมาพูดเล่นอีกนะ แต่...เอ่อ...ท่าทางคงไม่เป็นไรมากละมั้ง ปากแบบนี้โดนซะบ้างก็ดี" พอเหมือนนึกขึ้นได้ว่ามีคนอื่นอยู่ตรงนี้จึงรีบเก็บอาการที่เผลอแสดงออกไป ผมลองหันไปมองผู้ชายหน้าตี๋อีกคนที่เมื่อกี้ยืนยิ้มอยู่ตอนนี้หน้าจ๋อยไปล่ะ

 

"อ่อ วิวภัทรแนะนำให้รู้จักนี่เอ็ม เพื่อนภัทรเอง อยู่ที่นี่เอ็มใจดีมากเลยนะ คอยช่วยภัทรทุกอย่างเลยแหละ และวิวรู้ป่ะ พี่ผู้หญิงที่ภัทรเคยจะไปทำวีซ่าอ่ะเป็นพี่สาวเอ็มด้วยนะ โลกกลมมากเลยเนอะ" ภัทรพูดให้ผมหันไปมองผู้หญิงหน้าหมวยๆ ที่ยืนอยู่ข้างกัน

 

"นี่พี่ชายภัทรเองชื่อวิว ส่วนนี่ชื่อบี ตอนแรกคิดว่าเด็กกว่าภัทรซะอีก เห็นตัวเล็กนิดเดียว ปรากฏว่าอายุเท่ากันซะงั้น" ภัทรยังพูดแจ้วๆ นั้นคงทำให้คนรอบข้างรู้สึกแปลกใจ ปรกติภัทรไม่ค่อยพูด แต่ถ้ากับผมหรือเพื่อนที่สนิทละก็พูดไม่หยุดเลยแหละ

 

"สวัสดีครับ" คนที่ชื่อเอ็มหันมายิ้มยกมือไหว้สวัดดีผมทำให้ผมรับไหว้ยิ้มตอบ เอ็มค่อยๆ ขยับตัวให้ผมกับภัทรนั่งลงบนโต๊ะที่ดูแล้วพี่เอ็มน่าจะมานั่งรอไว้

 

"เออ งั้นเดี๋ยวไปก่อนละกัน ไว้เจอกัน" เสียงพี่ตั้มพูดขึ้นผมเลยหันไปสวัสดีลา ส่วนเอ็มก็ทำความเคารพกันไป ส่วนอีกคนน่ะหรอ

 

"หึ ไปหาคุณเจนล่ะสิ แผลแค่นี้ทำมาเป็นสำออย" นั้นคือคำพูดจากน้องผมเอง อ่อ พี่เจนนั้นเอง ผมเคยเห็นหลายทีล่ะเหมือนกัน มักจะตามมากับพี่อิฐอีกคน

 

"เออ มีอะไรไหม" ไม่รอยัยภัทรพูดต่อ มันก็เดินไปเลย ภัทรได้แต่เบ้ปาก แค่นี้ผมพอจะประติดปะต่อได้หมดแล้วล่ะ

 

"งั้นเดียวบีไปซื้อขนมมานั่งกินเล่นนะ นั่งคุยกันไปเถอะ" พี่สาวเอ็มลุกเตรียมจะไป ทำให้ภัทรลุกตามไปด้วย

 

"วิว ขอตังค์หน่อยภัทรจะไปซื้อหนม" ผมส่ายหน้ากับท่าทางเหมือนเด็กไม่รู้จักโตของยัยภัทร ก่อนสองสาวจะแยกตัวออกไปโต๊ะเหลือผมไว้กับคู่กรณีอีกคน

 

"พี่มีเรื่องอะไรจะพูดกับผมรึเปล่าครับ" ไม่ต้องให้ผมถาม เสียงอีกฝ่ายก็ถามขึ้นมาก่อน

 

"พูดมาก็ดีละ เราน่ะ คิดยังไงกับภัทรแล้วก็เรื่องเฝ้ายามวันนั้นด้วย" เอ็มดูตกใจนิดนึงแต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นหน้าเขินๆ เอามือไปเกาหัวเกรียนๆ แทน

 

"คือ...ผมขอโทษนะครับเรื่องครั้งนั้น ผมบอกไปแล้วล่ะ ผมชอบภัทร แต่โดนเจ้าตัวปฎิเสธมาล่ะ เขาขอให้ผมเป็นเพื่อนเขาเหมือนเดิม" เอ็มพูดพร้อมเปลี่ยนมาทำหน้าเศร้าแทน ทำให้ผมอดสงสารไม่ได้ เมื่อกี้ถ้ามันตอบโลเลแบบไอ้พี่ตั้มนั้นผมคงทำแบบเดียวกัน แต่ไอ้นี่มันยอมรับแต่โดยดี ผมจึงคงต้องยอมความ

 

"อืม ยังไงก็ฝากภัทรมันด้วยแล้วกัน เห็นมันบอกมีเราคอยดูแลก็ขอบใจนะ คงเห็นแล้วสิว่ามันไม่ใช่อย่างที่เห็นตามปกหนังสือ" ผมพูดด้วยรอยยิ้ม ทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกมาเหมือนกัน

 

"จริงพี่ ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยแหละ วันแรกที่ผมเจอนะ อยู่ใกล้ยังเกร็งเลย หน้าเขาเหมือนเหวี่ยงหรือเตรียมจะวีนใครเหมือนนางร้ายในละครตลอดเลย" เอ็มพูดพร้อมคุยกับผมขำๆ เรื่องภัทรไปเรื่อยๆ จากเรื่องต่างๆ ที่มันเล่าดูท่าทางจะสนิทกับภัทรเหมือนกัน

 

"แล้วเราอ่ะ เอาไงต่อ" ผมถามสิ่งที่อยากรู้

 

"ก็คงเป็นเพื่อนกันนั้นแหละ ผมโอเค ผมเห็นเขามีความสุขก็ไม่อยากทำให้เขาอึดอัด ผมอยากให้เขาเปิดใจ ยอมรับความรู้สึกตัวเอง แม้คนนั้นจะไม่ใช่ผมก็ตาม" มันยังคงพูดยิ้มๆ ผมพอจะนึกออกว่ามันหมายความว่ายังไง

 

"ทำใจได้เร็วนิหว่า ตอบซะพระเอกเลยนะ" ผมพูดแซวพร้อมหยิบน้ำที่ผมซื้อมาขึ้นมาดูด แต่คำพูดของมันเล่นเอาผมต้องสำลัก

 

"อืม กะว่าพลาดจากคนน้องจะมาจีบคนพี่แทนล่ะ" มันพูดยิ้มๆ แต่ทำเอาผมสำลักน้ำจนไอไม่หยุด

 

"ฮ่าๆ ใจเย็นพี่ ผมพูดเล่น" มันยังพูดขำๆ ทำให้ผมต้องตบหัวมันหนึ่งที ข้อหาเล่นอะไรไม่รู้เรื่อง

 

"โหย แค่นี้ต้องตบหัวผมเลยอ่ะ พี่น้องคู่นี้เขินละรุนแรงพอกัน" มันยังคงพูดยิ้มตาหยีต่อไป

 

"แค่กๆๆ พอเลย ไอ้นี่แม่ง สมล่ะ ที่ภัทรไม่เอา" ผมหันไปพูดจี้ใจดำมัน เห็นมันหน้าจ๋อยเลยทำผมหัวเราะออกบ้าง

 

"สนิทกันเร็วเชียวนะ คุยอะไรกันอยู่หรอ" เสียงภัทรดังขึ้นมาพร้อมขนมในมือ ผมกับเอ็มไม่ได้ตอบอะไร หรือเรียกว่าพูดไม่ถูกดีกว่า จะให้บอกหรอมันบอกจะจีบผม ส่วนไอ้นั้นอ่ะหรอ ยังคงนั่งยิ้มของมันต่อไป ไอ้นี่มันยิ้มแบบนี้ตลอดเลยรึเปล่านะ แต่ก็ดู...น่ารักเหมาะกับมันดี

 

 

………………………………………………….

 

แอบจะ Y ดีไหมน้าาาาาาาาาา อิอิ

 

1902854_714411828590470_674876038_n.jpg



#50 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 20 February 2014 - 05:01 AM

ตอนที่ 47 Mr. Right

 

ฉันแยกจากเอ็มกับพี่สาวเอ็มมาแล้ว ฉันเห็นเอ็มกลับมายิ้มได้ก็รู้สึกดีใจจัง มันเป็นรอยยิ้มที่เป็นยิ้มจริงๆ ไม่ใช่รอยยิ้มที่ยิ้มแค่ให้ฉันสบายใจเหมือนเมื่อคืน อยู่ดีๆ ไปอารมณ์ดีอะไรมานะ สงสัยได้เจอพี่สาวมั้ง

 

"วิวจะกลับยังหรอ" ฉันหันไปถามวิว เมื่อนึกอะไรบางอย่างออก

 

"อะไรกันไม่เจอกันตั้งนาน จะไล่กันกลับล่ะหรอ ทำไมจะรีบไปดูอาการใคร" วิวหันมาพูดแซวฉัน นั้นทำให้ฉันตกใจ วิวรู้ได้ไง

 

"บ้า วิวพูดอะไร ภัทรถามเฉยๆ อะไรของวิว ภัทรจะไปดูอะไรใคร ไม่มีใครเป็นอะไรมากซักหน่อย แค่ปากแตกเอง" ฉันรีบพูดอย่างรวดเร็ว จนเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดอะไรบางอย่างออกไปทำให้ต้องหันไปมองหน้าวิว ซึ่งยิ้มรออยู่แล้ว

 

"หรอ" วิวพูดสั้นพร้อมคิ้วเลิกสูงขึ้น เหมือนรู้อะไรบางอย่าง

 

"ไม่คุยเรื่องนี้ละ เออนี่ แล้วหมวดนั้นไปโดนอะไรมา" ฉันหันไปถามสิ่งที่ยังไม่ได้คำตอบ

 

"โดนวิวต่อยเอง" คำตอบของวิวทำเอาฉันต้องหยุดเดิน

 

"อ้าว ละวิวไปต่อยเขาทำไม" ฉันหันไปถามด้วยความสงสัย แต่เสียงอาจจะเหมือนโวยวายไปนิดนึง ทำให้ถูกวิวจ้องด้วยสายตาดุๆ

 

"ทำอะไรอย่าคิดว่าวิวไม่รู้นะ เดี๋ยวนี้หัดไวไฟ" คำพูดเหมือนกึ่งจะดุของวิวแต่สีหน้าและสายตายิ้มๆเหมือนรู้ทันแบบนั้นทำให้ฉันรู้สึกหน้าร้อนผ่าว วิวต้องรู้แล้วแน่เลยอ่ะ ไม่มีอะไรที่ปิดคนๆ นี้ได้จริงๆ

 

"วิว..." ฉันได้แต่พูดชื่อวิวออกมา แต่ไม่รู้จะพูดอะไร

 

"จะทำอะไรก็คิดให้ดีละกัน วิวจำได้นะ ที่ภัทรบอกจะชีวิตนี้จะไม่มีความรักน่ะ..." วิวพูดสิ่งที่ฉันเคยสัญญาไว้กับตัวเอง ฉันไม่อยากเสียใจ ฉันไม่อยากเป็นคนโง่ ฉันไม่อยากร้องไห้ ความรักมักจะมาพร้อมสิ่งเหล่านั้น ฉันไม่ต้องการ

 

"แต่วิวแค่อยากจะบอก ถ้าภัทรคิดว่าเจอคนๆ นั้นแล้ว ภัทรก็ลองเปิดใจดูก็ดีนะ ความรักอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่ภัทรคิดก็ได้ ถ้ามันเกิดกับ...คนที่ใช่" วิวพูดด้วยรอยยิ้มมาที่ฉัน

 

"แล้วภัทรจะรู้ได้ไงว่าใครคือคนที่ใช่" ฉันถามวิว ฉันอยากให้วิวมีคำตอบให้ฉันทุกเรื่อง

 

"เรื่องนั้นวิวคงตอบแทนภัทรไม่ได้หรอกนะ ตัวภัทรเองต่างหากที่จะต้องเป็นคนตอบคำถามนั้น เมื่อถึงเวลาภัทรจะรู้คำตอบเอง" วิวพูดพร้อมเอามือมาลูบผมฉัน

 

 

ฉันได้แต่เอาคำๆ นั้นของวิวกลับมาคิดทบทวน 'คนที่ใช่' หรอ หลังจากหมดเวลาเยี่ยมเราก็ต้องกลับเข้าระเบียบเหมือนปรกติ ฉันเองก็เดินมาอาบน้ำที่ห้องพักของหมวดเหมือนเดิม

 

 

"เจ็บไหม" ฉันถามคนข้างๆ ที่กำลังเดินกลับโรงนอนหลังอาบน้ำเสร็จ ที่ปากยังมีรอยช่ำนิดๆ อยู่เลย

 

"เจ็บดิ...แต่ก็คุ้ม" ฉันหันไปมองคนพูดที่กำลังด้วยหน้านิ่งๆ แต่ดูแววตาซุกซน

 

"คุ้มอะไรของนาย" ฉันถามด้วยท่าทางงงๆ

 

"คุ้มที่ได้ลอง...ไง" คำพูดกระซิบข้างหูที่เขาชอบทำกับน้ำเสียงหวานๆ แบบนี้ทำเอาฉันขนลุกทุกทีเพราะฉันรู้แล้วว่าหมายถึงเรื่องอะไร

 

"บ้า เดี๋ยวจะบอกวิว คราวนี้ให้วิวต่อยๆ หลายทีเลย" ฉันพูดด้วยความหมั่นไส้และรีบเดินนำไปแทน

 

"ได้ พี่คุณต่อยผมกี่ที ผมมาเอาคืนกับน้องแทนนะ" คนด้านหลังพูดพร้อมคว้าตัวฉันไว้หลวมๆ

 

"นี่นายกล้าต่อยฉันหรอ มาดิ ฉันต่อยคืนแน่" ฉันหันไปแว้ดใส่เบาๆ คนอะไรใจร้ายจริงๆ

 

"โห ดุซะด้วย ผมไม่ได้บอกเลยว่าจะต่อย" อีกฝ่ายพูดขำๆ

 

"และนายจะทำอะไร ก็นายพูดเองจะเอาคืน" ฉันเชิดหน้าถาม

 

"อยากรู้แน่นะ แบบนี้ไง" พอหมอนั้นพูดจบ หน้าหล่อๆ พร้อมริมฝีปากนั้นก็เลื่อนเข้ามา แต่คราวนี้เฉียดๆ เพราะฉันหลบ...เกือบจะทัน

 

"อ๊ะ ไอ้บ้า ทำแบบนี้อีกแล้วนะ ไปเลย ฉวยโอกาสตลอด" ฉันรีบผลักคนๆ นี้ออกไป

 

"จุ๊บโดนเบาๆ แบบนี้บอกวิวมันต่อยเบาๆ ด้วยนะ" ดูดิยังจะมีหน้ามาพูดด้วยท่าทางขำๆ แบบนั้นอีก

 

"จะบอกให้ต่อยแรงๆ เลย นิสัยไม่ดี กลัวแล้วจะยังทำอีก" ฉันหันไปทำหน้าบึ้งใส่ แต่ก็ยังเขินๆ อยู่ดี

 

"ใครบอกกลัว ผมคุยกันแล้วกับไอ้วิวน่ะ" จากหน้ายิ้มๆ หมวดหันมาทำหน้าจริงจังอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อโดยที่ฉันยังไม่ทันได้ถามว่าคุยอะไร

 

"ผมไม่ได้แค่จะเล่นสนุกกับคุณ ไม่ได้ทำไปเพราะแกล้ง ผมรู้ว่าคุณน่าจะเข้าใจความหมายของเสื้อที่ผมให้แล้ว ผมไม่เคยให้ใครมาก่อน คุณเป็นคนแรกนะ" ฉันค่อยๆ สบตาเจ้าของคำพูด มันจะหมายถึงฉันเป็นคนพิเศษของเขาคนเดียวใช่ไหมนะ ฉันอยากรู้แต่ไม่กล้าถามออกมา หมวดค่อยๆ เอื้อมมือมาจับมือฉันที่อยู่ข้างๆ ลำตัวไว้และเดินไปด้วยกันด้วยกัน

 

"นี่ นายเคยเจอคนที่ใช่ไหม" ฉันถามโดยที่กำลังนึกถึงคำพูดของวิว

 

"ที่ผ่านมาหรอ คงยังอ่ะ คิดว่าจะใช่ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ เลยเลิกไปหมดแล้ว" หมวดพูดขึ้นมาแบบที่ดูไม่ได้คิดอะไรมาก

 

"แปลว่าต้องคบกันก่อนหรอ ถึงจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่" ฉันถามไปโดยไม่ได้มองหน้าอีกฝ่าย แต่มือก็ยังคงจับกันไว้อย่างนี้ มันอุ่นใจดี

 

"ก็คงงั้นอ่ะ แล้วคุณอ่ะ เจอยังคนที่ใช่" คำถามเดียวกันถูกถามกลับบ้าง ฉันเลยได้แต่ส่ายหน้า เพราะฉันรู้สึกได้ว่าเขามองหน้าฉันอยู่

 

"งั้น...ลองดูกันไหม" คำพูดนี้ทำให้ฉันต้องหันไปมองคนพูด

 

"หมายความว่ายังไง" ฉันถามย่ำกับคำถามที่ฟังดูกำกวม

 

"ก็สงสัยอะไรอยู่ก็ลองดูไง จะได้รู้ว่าใช่ 'คนที่ใช่' ไหม" เขาพูดพร้อมจ้องมาในดวงตา ผู้ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับฉันล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน มันจะผิดไหมถ้าฉันอยากลองหาคำตอบว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ฉันหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าให้ผู้ชายข้างหน้าแทนคำตอบ ถ้าอยากรู้...ก็คงต้องลอง

 

………………………………………………….



#51 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 20 February 2014 - 05:03 AM

ตอนที่ 48 Temperature Rising

 

 

การฝึกกลับมาดำเนินต่อไป แม้จะเหนื่อยขนาดไหน แต่ฉันรู้สึกว่าทุกคนดูมีกำลังใจและรอยยิ้มแห่งความสุขจากวันเยี่ยมญาติวันนั้นยังคงอยู่ อีกอยากอาจจะเป็นเพราะผู้ชายพวกนี้สนิทกันหมดแล้วก็ได้มั้ง แต่ส่วนฉันน่ะหรอ ทั้งค่ายนี้ยังไม่รู้จักใครเกิน10 คนเลยมั้ง

 

วันนี้หมวดนั้นหายไปอีกละ เดี๋ยวนี้เห็นไปขลุกอยู่กับคุณเจน ไม่ก็นั่งคุยกับคุณแอน เชอะ มีแต่บอสคอยมาวนเวียนให้เห็น

 

"แหม หมวดไม่อยู่หน่อยเดียวหน้าเป็นหมาเหงาเลยนะคุณ" เสียงบอสดังมาในระหว่างพักหลังกินข้าวเที่ยง

 

"เดี๋ยวนี้แกกล้าว่าฉันเป็นหมาแล้วหรอห่ะ เดี๋ยวเหอะ" ฉันหันไปตีไอ้บอสที่ยังหัวเราะอยู่

 

"ล้อเล่นเอง เห็นคุณไม่ยิ้มเลย" บอสนั่งลงมาข้างๆ ฉัน ที่ดูคนอื่นๆ เตะตระกร้อกันอยู่

 

"ทำไมฉันต้องยิ้ม" ฉันถามขึ้นมาลอยๆ ขืนฉันยิ้มมากๆ คนจะมาวุ่นวายกับฉันเปล่าๆ อยู่นิ่งๆ แบบนี้แหละ ได้ไม่มีใครมาวุ่นวาย

 

"คุณยิ้มแล้วก็น่ารักดีนะ ไหนหันมายิ้มหน่อย"

 

แชะ

 

 

เสียงบอสพูดพร้อมยกกล้องมาถ่ายรูปฉันที่หน้ายังเหวออยู่

 

"นี่ ถ่ายรูปฉันอีกแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะคิดเงิน รูปฉันมีราคานะยะ" ฉันรู้สึกเดี๋ยวนี้บอสมันชอบมาถ่ายรูปฉันเยอะไปแล้ว พอหันไปมองมันก็แสร้งทำเป็นถ่ายอย่างอื่น หรือรูปรวมแทน

 

"จะคิดเงินก็ไปคิดก็หมวดนะ ผมถ่ายของผมไปเรื่อยแหละ ขอถ่ายคนสวยหน่อยไม่ได้หรอ" เสียงบอสพูดพร้อมหยอดคำหวานทิ้งท้าย

 

"เออๆ ถ่ายอะไรก็ถ่ายไป อย่าให้รู้นะถ่ายแล้วเอารูปฉันไปคิดอะไร" ก็ฉันอยู่นี่ตอนดึกๆ ฉันเริ่มสยอง ฉันเห็นจ่าเอาถุงยางมาแจกด้วยอ่ะ ไม่ได้ให้ทำอะไรกันหรอก แต่ให้ไปจัดการตัวเอง ป้องกับดำ แซวกันบ่อยๆ แต่ก็นะมันคงเรื่องธรรมชาติ ห่างบ้านห่างแฟน แต่ฉันก็อดขนลุกไม่ได้ ฉันว่าอนุญาตให้ลุกไปเข้าห้องน้ำดีซะกว่าจะได้หมดเรื่อง

 

"เห้ย คุณรู้ได้ไงเนี่ย" เสียงบอสพูดพร้อมทำหน้าตกใจ ทำเอาฉันต้องหันไปมองด้วยท่าทางตกใจกว่ามัน

 

"ไอ้บอส กะ...แกอย่าบอกนะ ว่า...แกเอารูปฉันไป..." ฉันพูดพร้อมเริ่มขยับตัวถอยห่างจากไอ้ผู้ชายคนนี้ก่อนดีกว่า ฉันเริ่มรู้สึกมันยิ้มกรุ่มกริ่มสายตาหื่นแปลกๆ

 

"ผมก็แค่...." บอสพูดค้างเอาไว้เอาไว้พร้อมจ้องหน้าฉันเหมือนจะสำนึกผิด แต่แววตามัน ทำฉันขนลุก และไม่ต้องรอฟังคำตอบ ฉันเตรียมจะลุกหนีเอาขนมที่ซื้อมากินหมดแล้วไปทิ้ง โดยเผลอหยิบขวดน้ำที่หมดแล้วของบอสไปด้วยควาทที่รีบไปจากตรงนี้

 

"ไม่ต้องช่วยผมหรอก ผม...ช่วยตัวเองได้" บอสเสียงกระเส่ากับพูดคำพูดที่ฟังดูสองแง่สองง่าม ทำเอาฉันทำหน้าไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก อ้าปากจะด่า แต่กลับไม่มีเสียงออกมา...

 

"ฮ่าๆ ผมล้อเล่นน่า แค่นี้ต้องทำหน้าแบบนั้น ไม่น่าล่ะหมวดกับไอ้เอ็มถึงชอบแหย่คุณ" บอสพูดขำๆ แต่ฉันไม่ขำด้วยหรอกนะ

 

"มานั่งทำอะไรกันตรงนี้ แล้วคุณเป็นอะไรหน้าแดงเชียว" เสียงหมวดถามขึ้น ทำให้ฉันต้องเอามือจับหน้าตัวเองมันร้อนๆ อยู่จริงด้วย

 

"หมวดอย่ารู้เลย ความลับของผมกะคุณภัทรเนอะ" บอสยังคงพูดเสียงๆ กวนตามสไตล์มันต่อไป ทำให้ฉันตัดสินใจลุกขึ้นเดินหนี โดยไม่หยิบอะไรไปทิ้ง เก็บให้ด้วยล่ะกันนะ เชอะ ไอ้พวกนี่

 

"ไปซะแล้ว ฮ่าๆ" เสียงหัวเราะมันยังคงดังให้หลังมาก่อยจะเป็นเสียง 'โอ้ย' ไม่รู้มันโดนอะไร แต่ฉันไม่อยากหันใปมอง พวกนี้ทะลึ่งกันจริงๆ

 

"นี่คุณไปเปลี่ยนชุดไป เดี๋ยวออกไปข้างนอกกับผม" เสียงหมวดวิ่งตามมา ทำให้อารมณ์หงุดหงิดฉันกลับมาอีกครั้ง

 

"ไม่ไป ไม่ชวนคุณหมอเจน หรือไม่ก็คุณแฟนเก่านั้นไปล่ะ เดี๋ยวนี้ตัวติดกันไม่ใช่หรอ" ฉันยังพูดพร้อมเดินต่อไม่หยุดหันไปมอง หมั่นไส้

 

"เป็นไรอีกล่ะเนี่ย อ่อๆ ลืมไป..." หมอนี่ตั้งใจพูดค้างไว้ให้ฉันต้องหยุดหันไปมอง

 

"ลืมอะไร" ฉันเชิดหน้าถาม แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องเล่นลิ้นเตรียมกวนอะไรฉันแน่ๆ แต่มันก็อดไม่ได้หนิ

 

"ก็ลืมไปว่าคุณ...ขี้หึงไง" หมวดพูดใส่หูให้ฉันจั๊กจี้อีกแล้ว ไอ้พวกนี้มันเป็นอะไรนะ ชอบมาแกล้งฉันกันเหลือเกิน

 

"ไร้สาระ" ฉันพูดและรีบเดินหันหนี ฉันลองเอามือลูบแขนตัวเองก็รู้สึกตัวเองขนลุกจริงด้วย

 

"เอาจริงๆ ไม่เล่นแล้ว วันนี้มีงานเลี้ยงที่ผมเคยบอกจำได้ไหม เดี๋ยวให้เวลาไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปเจอผมที่รถนะ" หมวดรีบชิงพูดต่อเมื่อเห็นฉันเตรียมอ้าปาก

 

"และนี่เป็นคำสั่ง ไม่ใช่คำข้อร้อง" ฉันได้แต่อ้าปากค้าง และค่อยๆ พูดเสียงอ่อย

 

"....ฉันแค่จะบอกฉันไม่มีชุดใส่" ฉันไม่ได้เตรียมมาหรอกนะ ไปออกงานระดับผู้นำขนาดนี้ ไม่อยากไปให้ขายขี้หน้าตัวเอง ให้ขายขี้หน้าพ่อหรอก ไหนจะสาวๆ ของหมอนี่อีก ฉันไม่ไปแบบผู้แพ้หรอกนะ

 

"รู้แล้ว ก็จะพาไปหาซื้ออยู่นี่ไงคร้าบบบ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว" หมวดพูดเสียงยานคางซะตลกเชียว แต่ด็ดู...น่ารักดี

 

"แต่..." ฉันเตรียมจะพูด

 

"มีอะไรอีก" เสียงพูดและสายตากลับมาเป็นดุๆ แทน เมื่อเห็นท่าท่างยึกๆ ยักๆ ของฉัน

 

"...ไม่อยากไปอาบน้ำคนเดียว" ฉันพูดพร้อมก้มหน้าลง แล้วแอบได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจและหัวเราะนิดๆ

 

"เออๆ ทำตัวเป็นเด็กไปได้ เดี๋ยวโทรเรียกไอ้บะ..."

 

"ไม่เอาบอส" ฉันรีบชิงพูดก่อนหมอนั้นจะพูดจบ ใครจะกล้าให้มันไปเฝ้าฉันอาบน้ำ...หลังจากมันทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันน่ะ ถ้าหมวดรู้ยังจะยอมเรียกบอสมาคอยเฝ้าฉันอยู่ไหมนะ

 

"ไม่รู้แหละ ถ้านายไม่ไปรอฉันอาบน้ำ ฉันก็ไม่ไป" ฉันยื่นคำขาด

 

"เออๆ รีบไป เอาแต่ใจตัวเอาจริงๆ โตป่านนี้ไม่กล้าอยู่คนเดียว" หมวดพูดส่ายหน้าเอือมระอาแล้วเดินนำฉันที่ยังจิ๊จ๊ะอยู่คนเดียวไป

 

 

**********************************************************

 

 

"อ่ะ" หมวกกันน็อคถูกยื่นมาตรงหน้า หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ และเดินมาขึ้นรถ

 

"จะนั่งไอ้นี่ไปอ่ะนะ" ฉันชี้ไปที่มอเตอร์ไซค์ คันใหญ่ๆ ตรงหน้า

 

"ก็ใช่น่ะสิ เร็วเหอะ ทำยังกะไม่เคยนั่ง ลืมไปแล้วหรอไง" คำพูดของเขาทำให้ฉันนึกออก ครั้งแรกที่ได้เจอกันอีกครั้ง ฉันซ้อนท้ายเขาไปงานเดินแบบนิเนอะ

 

"นั้นแหละ ฉันเลยไม่อยากนั่ง นายขับห่วย วันนั้นยังเกือบเฉี่ยวรถฉัน" ฉันพูดพร้อมเบ้ปากใส่

 

"กล้าพูดมากเลยนะ ไม่ดูตัวเองเลย รีบๆ ขึ้นมา หรืออยากลงไปนอนกลิ้งที่พื้นก่อนออกไปข้างนอกดี" เสียงพูดแสดงอำนาจดังขึ้น

 

"เอ๊ะ นี่นาย กล้ามาสั่งฉัน..." ฉันกำลังเตรียมจะโวยวายแต่เสียงประกาศิตสุดท้ายก็ดังขึ้น

 

"ผมเอาจริง" คำพูดสั้นง่ายได้ใจความของเขาทำให้ฉันต้องรับหมวกมาใส่และขึ้นมาบนรถแต่โดยดี เพราะฉันรู้ว่าเขาทำจริง เพราะก่อนหน้านี้ข้างหน้าเป็นโคลน เข้าก็ให้ฉันลงไปนอนกลิ้งมาแล้ว หลังจากโดนพ่อดุต่อหน้าวันนั้นทำให้หมอนี่ดูได้ใจกว่าเดิมที่ได้พ่อฉันไปเป็นพวก

 

"พูดง่ายๆ ก็จบ ดื้อไม่เข้าเรื่อง" เสียงบ่นสุดท้ายดังขึ้นก่อนจะสตาร์ทรถและขับออกไป แต่คราวนี้ฉันเตรียมก็เกาะเอวเขาไว้แล้ว เพราะครั้งที่แล้ว ฉันเคยเกือบหงายเงิบลงไปกองที่พื้น แกล้งฉันได้แค่รอบเดียวแหละหน่าฉันจำได้ เชอะ

 

"คุณ นั่งให้มันดีๆ หน่อยได้ไหม" พอขับมาได้สักพักเสียงคนขับก็ดังขึ้น

 

"แล้วฉันนั่งไม่ดีตรงไหน" ฉันถามไปด้วยความสงสัย จะมาอะไรกันนักกันหนา

 

"เออๆ จะนั่งอะไรก็นั่งไปไป๊ อย่าให้รู้นะไปนั่งกับคนอื่นแบบนี้" เสียงพูดยังดังต่อไปทั้งๆ ที่ยังขับทำให้ฉันไม่ได้ยินจะต้องขยับตัวเพื่งเอาหน้าใกล้ขึ้น

 

"นายพูดอะไรนะ ฉันไม่ได้ยิน" ฉันตะโกนถามแข่งกับเสียงรถและเสียงลมที่ตีมาในหมวกกันน็อค

 

"โว้ย ไม่มีอะไร นั่งให้มันดีๆ หน่อย" เสียงตะโกนมาดังเหมือนหมดความอดทน

 

"อยู่ดีๆ มาโวยวายทำไม ฉันไปทำอะไรให้ห่ะ" ฉันเริ่มโกรธ อยู่ดีๆ ก็มาหาเรื่อง

 

"จะให้ผมพูดใช่ไหมว่าอะไรของคุณมันเบียดหลังผมอยู่ จะถอยไปได้ยัง หรือจะรอผมทนไม่ไหวก่อน" ฉันรู้ทันทีว่ามันหมายความว่ายังไง ฉันก้มลงมองหน้าอกตัวเองที่แนบสนิทอยู่กับแผ่นหลังของคนขับ จนต้องพยายามถอยหลังออกมา แต่รถมันมีอยู่เท่านี้พอเขาเบรก หรือเลี้ยวมันก็กลับมาโดนอยู่ดี จะให้หลบยังไงดีอ่ะ

 

"ลงไปได้ล่ะ" อยู่ดีๆ คนขับก็พาเข้ามาในบ้านที่เป็นประตูอัตโนมัติ แล้วเข้ามาจอดอยู่ในบ้านหน้าตาคุ้นๆ

 

"ไหนนายบอกว่าจะพาฉันไปซื้อเสื้อไง นายพาฉันมาที่นี่ทำไม" ฉันถามหวั่นๆ พร้อมมองไปรอบตัว บ้านหลังใหญ่กลับไม่มีใครอยู่เลย เขาพาฉันมาทำไมอ่ะ

 

"ตกใจอะไร ก็บ้านผมเอง ทำยังกับไม่เคยมา ตอนแรกก็ว่าจะตรงไปห้างเลย แต่ 'เพราะคุณ' นั้นแหละทำให้ผมต้องแวะมาบ้านผมก่อน" หมอนั้นพูดพร้อมลงจากรถและก้าวเท้าเข้ามาหาฉันด้วยสายตาประหลาด อย่าบอกนะว่า...เขากำลังจะพาฉัน...ขึ้นห้องหรอ ไม่นะ...ฉันยังไม่พร้อม

 

"นี่นายคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันไม่ได้ให้มันไปโดนจริงๆ ที่นั่งมันมีอยู่แค่นั้น หรือ...นะ..นายหมายถึงเรื่องที่เคยคุยกัน ฉันไม่ได้หมายความว่าเราจะลอง....เรื่องอย่างว่า นะ..นะ..นาย ยะ...หยุดก่อน..." ฉันพูดละล่ำละลักเมื่อเขายังก้าวเข้ามาไม่หยุด ในที่จอดรถก็มืดซะจริง ตรงนี้เลยหรอ...ไม่ดีนะ

 

"ขึ้นรถ" เสียงพูดของผู้ชายตรงหน้าพร้อมเสียงกดปลดล็อครถ

 

"เอ๋?" ฉันมองหน้าเขาด้วยความสงสัย

 

"อะไร คุณคิดว่าผมจะทำอะไรคุณ ผมแค่จะมาเปลี่ยนรถ คุณจะได้นั่งดีๆ ไง หรือทำไม คุณผิดหวังที่ผมไม่ได้ทำอะไร 'อย่างว่า' แบบที่คุณบอก จะตรงนี้เลยก็ได้นะ ผมตามใจคุณได้หมด" เขาพูดยิ้มพร้อมมือเท้ามาที่รถและโน้มตัวและใบหน้ามาพูดใกล้ๆ แต่ไม่ต้องรอเขาพูดอะไรต่อ ฉันรีบลอดใต้แขน เปิดประตูรถข้างคนขับเข้ามาเลย ฉันแอบเห็นรอยยิ้มกวนๆ ก่อนจะส่ายหน้าเปิดประตูเข้ามานั่งในรถ

 

ไอ้บ้านี่ชอบพูดอะไรไม่เข้าเรื่อง ทันทีที่รถสตาร์ทฉันต้องรีบเอื้อมมือไปปรับแอร์เบอร์แรงสุดก่อนอุณหภูมิในร่างกายฉันมันจะระเบิดออกมาซะก่อน ใบหน้าคมเข้มของคนข้างๆ ยังคงมีรอยยิ้มมุมปากให้หันอยู่ จนฉันอดหมั้นไส้ไม่ได้จนต้องเอามือไปหยิกแขน

 

"โอ้ย อย่าดิ เจ็บ เป็นไร ร้อนก็อยู่เฉยๆ สิ ยิ่งขยับยิ่งร้อนนะ ดูหน้าแดงหมดแล้ว อ่ะๆ หันของผมให้ด้วยก็ได้นะ" หมอนั้นพูดพร้อมหันช่องแอร์ทั้งหมดบนรถมาให้ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ทำให้ฉันเย็นลงเลย ก็หน้าเขายังยิ้มอยู่เลยอ่ะ โอ้ย เกลียดไอ้หมอนี่จริงๆ ไม่ได้ฝึกอะไรแต่ทำไมมันเหนื่อยจัง รู้สึกหัวใจมันทำงานหนักผิดปรกติ

 

 

………………………………………………….



#52 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 20 February 2014 - 10:03 PM

แอบนั่งคิดอิมเมจของ บอส ไม่ออกเลย เปิดเล่นเกมส์ให้คนอ่านช่วยกันส่งมา

 

มาดูกันสิว่า แต่ล่ะคนที่คัดมาแล้วมีใครบ้าง รับรองว่าแซ่บทุกคนแน่นอน

 

1966933_723735304326179_123652306_n.jpg

 

1779310_10203113065365091_565405863_n.jp

 

 

1017456_810472382301496_361567768_n.jpg

 

 

 

 

1794792_675809899149626_1404177978_n.jpg

 

 

1896778_10202437844580664_1017017197_n.j

 

 

1959720_795937427086543_1653476899_n.jpg



#53 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 22 February 2014 - 12:54 PM

ตอนที่ 49 Who Cares?

 

 

"สรุปเราจะไปไหนกัน" ฉันถามขึ้นเมื่อคนขับรถยังดูคิดไม่ตกว่าควรจะไปไหนดี

 

"เอาไงดีอ่ะ ตามใจคุณล่ะกัน ของผมอะไรก็ได้อยู่แล้ว"

 

"แล้วก็ไม่รีบบอก เดี๋ยวเลยไปอีกสองแยกมีห้องเสื้อที่ฉันรู้จัก" เรื่องแบบนี้แทนที่จะให้ฉันจัดการตั้งแต่ทีแรก ยึกๆ ยักๆ อยู่นั้น

 

"คร้าบบบบ" เสียงคนขับรับคำฉันด้วยน้ำเสียงประชดขำๆ

 

พอออกมาด้านนอกแบบนี้แล้วรู้สักดีแหะ เหมือนกลับออกมาเจอโลกใบเดิม บรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง แต่ฉันคงจะดีใจกว่านี้หากฉันปรากฏตัวด้วยสภาพที่ดีกว่าเสื้อยืดและกางเกงขาวยาวสีเขียวทหาร แถมหน้าก็ไม่ได้แต่ง จริงๆ ก็กะจะแต่งอยู่หรอก อุตส่าได้ออกมาข้างนอก แต่รองพื้นที่พกมามันกลายเป็นคนละเชดกับสีผิวใหม่ฉันแล้วน่ะสิ

 

"นี่ เดี๋ยวๆ" ฉันรีบหันไปเรียกหมวดไว้ เมื่อเห็นทำท่าจะเตรียมลงจากรถ

 

"ฉันยืมหน่อย" ฉันไม่รอคำตอบ แต่เอื้อมไปหยิบแว่นตากันแดดที่หมวดเหน็บไว้ที่คอเสื้อมาใส่เลย แล้วหันกระจกรถมาดู เออ แบบนี้ค่อยดูโอเคหน่อย แว่นใหญ่กันแดดของหมวดพออยู่บนหน้าฉันทำให้มันดู Oversize ใปโดยปริยาย แต่ก็ช่วยพอดูทำให้มันเก๋ๆ แมทกันมั่วๆ รวมกับเสื้อทหารแบบนี้ก็ดูเท่ไปอีกแบบ ฉันดึงปอยผมลงมานิดๆ ให้ดูแบบเซ่อร์ๆ จะได้ดูไม่ตั้งใจรวบจนเกินไป แบบนี้น่าจะพอได้ ขืนลงไปหน้าจืดๆ อายคนอื่นเขาตาย

 

"อายมากเลยหรอ เดินกับผมเนี่ย ลืมไป นางแบบระดับคุณ ผมมันคงแค่ทหารกระจอกๆ" เสียงพูดนิ่งๆ ดังขึ้นมา ระหว่างที่ฉันยังส่องกระจกไม่เสร็จ แล้วเปิดประตูลงไปเลย เขาโกรธหรอ

 

"นี่ เดี๋ยว ไม่ใช่อย่างนั้น" ฉันรีบลงรถตามลงมา แต่มีเพียงเสียง 'หึ' ดังออกมาจากหมวดเบาๆ โดยไม่มีคำพูดอะไร ก่อนจะกดล็อครถแล้วเดินนำไปเลย

 

"เดี๋ยวสิ นายเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้อายเพราะเดินกับนายนะ ฉันแค่อายตัวเอง ดูสินายแต่งตัวซะหล่อเฟี้ยว แต่ฉันกลับดูซ่อมซ่อขนาดนี้ อย่างน้อยใส่แว่นให้มันดูเท่ๆ มีอะไรบ้างก็ยังดีอ่ะ จะได้ดูเหมาะกัน" ฉันรีบพูดพร้อมคว้าแขนเขาไว้

 

ดูสิ แม้ผู้ชายคนนี้จะไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ใส่แจ็กเกตที่สวมคลุมมาตั้งแต่ตอนขับมอเตอร์ไซค์ แม้ด้านในจะแค่เสื้อยืดกางเกงขาวยาวธรรมดาๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาดูดีมากเลยแหละ

 

"ถ้าไม่เชื่อเอาคืนไปก็ดีกว่านะ ฉันไม่อยากให้เราทะเลาะกัน" ฉันหยิบแว่นถอดออก ใส่มือเจ้าของเดิมไป แม้จะไม่มั่นใจ แต่ก็สบายใจกว่า ฉันขอเลือกที่จะแคร์ความรู้สึกของผู้ชายคนนี้ ดีกว่าแคร์สายตาคนอื่น แต่ต้องมาผิดใจกลับใครสักคน...ที่เราแคร์จริงๆ

 

"คุณนี่นะ" หมวดพูดพร้อมโยกหัวฉันเบาๆ แต่ฉันเห็นว่าเขาเริ่มยิ้มแล้ว

 

"ใส่ไว้เหอะ ของๆ ผมไม่ค่อยให้ใครใช้ด้วยหรอกนะ แต่คุณใส่แบบนี้ก็น่ารักดี" หมวดพูดพร้อมใส่แว่นตากันแดดคืนให้ฉัน

 

"ไง เท่ยัง นี่ผมหล่อขนาดทำเอานางแบบสุดเริ่ดหมดความมั่นใจเลยหรอเนี่ย" แต่คงเห็นฉันยังไม่ยิ้มเลยพูดแซวขำๆ

 

"หึ" ฉันแค่นเสียงออกมาบ้าง และเดินเข้าห้างไป แม้ในนั้นมีคำพูดที่ฉันควรจะดีใจ แต่ก็กลับอดจะน้อยใจไม่ได้ที่เขาคิดว่าฉันเป็นคนอย่างนั้น ฉันคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวเองน่าจะแสดงความจริงใจออกไปมากพอ ที่จะบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของฉัน แต่มันคงส่งไปไม่ถึง หรือไม่มันอาจจะไม่มากพอ เพราะสำหรับเขาฉันก็คงเป็นนางแบบขี้วีน ขี้เหวี่ยง ไม่ต่างจากที่คนอื่นมองมา

 

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ผมรู้สึกผิดเลยนะเนี่ย" ผู้ชายคนข้างทำหน้าจ๋อยๆ ส่งมาให้ โดยที่ฉันยังรู้ตัวว่าตัวเองยังทำปากคว่ำหน้าบึ้งอยู่เลย

 

"ไม่ต้องมาพูด นายคงมองฉันไม่ต่างจากคนอื่นหรอก" ฉันรู้สึกตัวเองงอนอะไรเรื่องไร้สาระ แต่ทำไม่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้ ฉันเป็นคนงี่เง่าอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

"ขอโทษนะ ผมงี่เง่าเรื่องไร้สาระเองอ่ะ เอางี้ผมพาคุณไปเลี้ยงไอติมไถ่โทษ จะได้ใจเย็นๆ ก่อนดีไหม เวลาเหลือตั้งเยอะ" แม้จะอยากกิน แต่ก็คงต้องเก็กฟอร์มไว้ก่อน เขาง้อแล้วน่ารักดีหนิ

 

"ไหนดูซิ ยิ้มแล้ว แบบนี้น่ารักกว่าตั้งเยอะ ไปกันเถอะ" คำพูดของหมวดทำให้ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังอมยิ้ม และโดยที่ฉันยังไม่ทันได้ตอบรับ เขาก็คว้าฉันเข้าร้านไอติมมาเลย

 

"ยังไม่ยอมคุยกับผมอีกอ่ะ" พอหมวดพูดขึ้นฉันเชิดหน้าไปทางอื่น ไม่รู้แหละความผิดเขา ทำฉันเสียใจ

 

"เดี๋ยวมาง้อต่อนะ ผมขอเวลานอก สั่งไอติมก่อน ไม่พูดงั้นจิ้มเอาก็ได้ น้องเขารอรับออเดอร์อยู่" ฉันเลยหันไปมอง ก็เห็นพนักงานมองมายิ้มๆ ฉันเลยต้องรีบเลือก ฉันจิ้มไปที่เมนูประจำ กับรสเดิมๆ ที่ฉันชอบ...เชอเบทมะนาว

 

เรายังคงนั่งง๊องแง๊งกันไปเลย คำพูดแซวให้ฉันเขิน พอฉันตีก็หัวเราะ ฉันรู้สึกว่าภาพพวกนี้มันคุ้นๆ เหมือนกับภาพของคนสองคน...กำลังมาออกเดทเลยแหะ

 

"รสของนายอะไรเนี่ย" ฉันทำท่าแหยๆ กับรสชาติที่ฉันไม่ชอบ มันต้องเป็นกาแฟแน่ๆ ขมคอเลยแหะ ไม่น่าไปแย่งกินของตานี่เลย

 

"มอคค่า ไม่อร่อยหรอ ผมชอบนะ อย่างอื่นมันหวานเกิน" กาแฟจริงด้วย ของหวานมันควรจะรสชาติชื่นใจหน่อยสิ

 

"นี่ ให้ชิม ของฉันอร่อยกว่าอีก" ฉันยิ้มภูมิใจ และตักไอติมมะนาวของฉันป้อนใส่ปากโดยไม่รอเสียงตอบรับ

 

"ก็อร่อยดี เปรี้ยวๆ ละทำไมไม่ตักชอคโกแลตที่ราดมาให้ด้วยอ่ะ หวงหรอ" หมอนั้นพูดพร้อมตัก ไม่สิ เรียกจ้วงจะเหมาะกว่า ตักไปเยอะเลยอ่ะ แงงงงงง

 

"อร้าย นิสัยไม่ดี ฉันอุตส่าค่อยๆ เล็มอ่ะ นายตักซะคำใหญ่เลย" ฉันพูดโวยวายและหันไปเรียกพนักงาน

 

"น้องค่ะ เอาทอปปิ้งที่เป็น ช็อคโกแลตฮอตฟัดจ์เปล่าๆ ถ้วยนึงค่ะ" ฉันพูดพร้อมหันมาแลบลิ้นใส่

 

"โห อะไรเนี่ย ผมกินคำเดียวสั่งเพิ่มถ้วยนึงเลยหรอ เอาเหอะ ถ้าไม่กลัวอ้วน อยากกินก็กินไปเลย" เสียงพูดของผู้ชายตรงหน้าที่กำลังมองฉันด้วยสายตาเหมือนกำลังตลกกับพฤติกรรมของฉัน แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ขอแค่นี้แหละคนที่เข้าใจ คนอื่น...ฉันไม่แคร์

 

………………………………………………….

 

1800244_716948745003445_803328871_n.jpg



#54 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 22 February 2014 - 12:57 PM

ตอนที่ 50 My Plus-One (Blooming Smile & Sparkling Eyes)

 

(ตั้ม's)

 

 

"ไม่อ้วนหรอกหน่า แล้วเพิ่มช็อคโกแลตแค่ 10 บาทเอง อย่ามางก ไหนบอกจะเลี้ยงไง" เสียงคนตรงหน้าผมพูดขึ้นโดยมีไอติมเต็มปาก พร้อมหยิบชอคโกแลตที่เพิ่งสั่งมาเทลงไปรวดเดียวหมด ก่อนจะตาวาวยิ้มมองดูชอคโกแลตเยิ้มๆกับไอติมมะนาวสีเขียวในถ้วยตัวเอง

 

"คุณ นั้นมันชอคโกแลตล้วนๆ เลยนะ" ผมพูดเตือนเมื่อเห็นเธอกำลังจะตักเข้าปาก แต่เหมือนจะไม่สนใจผมเลย ทำให้ผมต้องมองด้วยสายตาทึ่งๆ แต่เห็นใบหน้ากำลังหลับตาพริ้ม เมื่อได้กินลิ้มรสชาตินั้นทำให้ผมอดยิ้มขำๆ ไม่ได้ อะไรจะขนาดนั้น

 

"ก็ใช่นะสิ มีอะไร ไม่แบ่งหรอกนะ จะกินก็สั่งใหม่เอง" นางแบบตรงหน้าลืมตามาพูดทั้งๆ ที่ไอติมยังเต็มปาก แถมยังเอามือปิดถ้วยไว้กลัวโดนแย่งอีก

 

"เออๆ ไม่แย่งหรอก กินไปเหอะ แต่ไม่กลัวอ้วนหรอ ปรกติเค้าต้องกินนิดเดียวไม่ใช่หรอ แล้วทำไมคุณไม่สั่งรสสตรอเบอรี่ล่ะ สีชมพูไง ไม่ชอบหรอ" ผมพูดส่ายหน้าในความพึลึกของคนๆ นี้ พอยิ่งรู้จักยิ่งมีอะไรให้ผมแปลกใจได้ตลอด เหมือนมีเรื่องให้ผมต้องทำความรู้จักอีกมากมาย คงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผมไม่รู้สึกเบื่อเมื่ออยู่ใกล้ๆ เธอ

 

"ละมีปัญหาอะไร อ่อ ท่าทางแฟนเก่านายคงจะเป็นพวกคุณหนูสวยหวานโคลนนิ่งของตุ๊กตาบาร์บี้โลกสีชมพู ไม่ก็เจ้าหญิงใจแตกพบรักกับเจ้าชายวันแรกแล้วควงกันไปแต่งงาน อารมณ์นั้นเลยสินะ หวานแหววกันเหลือเกิ๊น อะไรก็ต้องสีชมพูไปหมด น่าเบื่อจะตาย แต่แปลกผู้ชายเนี่ยก็ชอบกันจัง" คำพูดใส่อารมณ์ของคนตรงหน้าทำให้ผมอดขำไม่ได้ เล่นบรรยายเอาซะนึกภาพออก ทำผมหาช่องโต้แย้งไม่ได้เลย

 

"ดูพูดเข้า ละนี่อยู่ป. อะไรแล้วดูกินสิ ขออย่าให้ใครเข้ามาเห็นเลยนะท่าทางคงจะเลิกจ้างคุณกันหมด" ผมได้แต่พูดส่ายหน้า ดูสิ ยังอุตส่าเลียช้อนกะไม่ให้เหลือแม้แต่คราบ แถมปากเลอะเทอะหมดแล้ว นี่มันคนเดียวกันกับที่ถ่ายปกเซกซี่ที่ผมเคยเห็นจริงป่าวเนี่ย

 

"ทำไม ใช่สิ ฉันไม่ใช่ยัยคุณเจน คุณแอนของนายนิ ฉันเป็นของฉันยังนี้แหละทำไม มีปัญหาอะไรไหม" คนพูดรัวมาเป็นชุด ยังไม่เข้าใจความหมายของผมอีก ผมขี้เกียจจะพูดเลยเอาทิชชู่จุ่มน้ำในแก้วนิดๆ แล้วเช็ดปากให้แทน

 

"นี่ทำอะไร ปล่อยนะ" ยังจะดิ้นอีก เหนื่อยกว่าเลี้ยงเด็กอีกแหะ

 

"อยู่เฉยๆ จะเช็ดให้ เลอะปากหมดแล้วเนี่ย" ผมพูดดุๆ เธอถึงยอมให้ผมเช็ดนิ่งๆ พอผมสังผัสใบหน้านิ่มๆ นั้นก็สะดุ้งเบาๆ แม้จะยอมให้เช็ดแต่กลับไม่กล้าสบตา แก้มเริ่มแดงอีกแล้ว หน้าหยิกจริงๆ

 

"อิ่มแล้วก็ไปกันปะ" ผมพูดแล้วเดินไปคิดเงิน ส่วนคนข้างๆ ผมก็คงเงียบต่อไป แม้จะเดินออกมาจากร้านไอติมแล้ว

 

"ทำปากลืมไว้ที่ร้านหรอไงไม่พูดไม่จา แค่เช็ดปากให้แค่นี้ เขินไรกันนักกันหนา" ผมพูดแซวขำๆ เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้เธอกลับมาโวยวายเป็นภัทรคนเดิมได้ และก็จริงผมโดนป๊าปที่แขนเบาๆ

 

"ใครเขินห่ะ ไปเลย นั้นไงถึงแล้ว ฉันจะไปดูชุดฉัน นายก็ดูของผู้ชายไปนะ แล้ว...คู่...ควงนายเขา...จะใส่ชุดสีอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกพนักงานเขาช่วยเลือกให้" สองประโยคหลังภัทรถามด้วยอาการยุกยิก จนผมอดยิ้มไม่ได้ จะหลอกถามว่าควงใครไปก็น่าจะให้มันเนียนๆ หน่อย

 

"ยังไม่รู้เลยอ่ะสิ ผมยังไม่ได้ถาม" ผมส่ายหน้าแล้วแกล้งทำเสียงขรึมเก็บอาการขำ แต่เห้ย ภัทรหน้าเสียเลยแหะ

 

"หรอ งั้นก็รีบโทรถามละกัน" เธอพูดแล้วก็เดินไปหาพนักงานที่เดินออกมาต้อนรับเลย ผมกะจะพูดซะหน่อยว่าโทรศัพท์เขาคนนั้นก็อยู่กับผมจะโทรยังไง แต่ไม่ฟังกันเลย งอนตุ๊บป่องไปแล้ว

 

"สวัสดีค่ะ อ้าว คุณภัทรนั้นเอง ทำไมไม่โทรมาแจ้งไว้คะเนี่ย เดี๋ยวดิฉันรีบไปตามคุณเกียรติให้นะคะ" พนักงานผู้หญิงรีบพูดขึ้นก่อนจะพาผมกับภัทรมานั่งรอที่โซฟารับรองด้านใน ท่าทางดูจะมาบ่อยนะ

 

"ว่าไงน้องภัทร ยัยริชชี่ไม่มาหรอ แล้ววันนี้มากับหนุ่มหล่อที่ไหนเนี่ย ไม่เห็นพามาให้พี่รู้จักบ้าง" พี่ผู้ชายท่าทางออกสาวแต่ดูเนี้ยบๆ กับบุคลิกที่เห็นได้ตามนิตยสารแฟชั่น คาดว่าคงเป็นเจ้าของร้าน เพราะผมเห็นภัทรยกมือไหว้ ผมเลยยกมือสวัสดีบ้างเพราะเขามองมาทางผม ส่วนภัทรยังทำหน้าบูดใส่ผมเหมือนเดิม

 

"เจ๊ริชชี่ไม่ได้มาค่ะ ภัทรไม่อยากโทรไปรบกวน พอดีวันนี้มีงานของพ่อ ภัทรเลยแวะมาหาชุดสวยๆ ไปงานคืนนี้หน่อย นึกถึงพี่เกียรติ์คนแรกเลย" ภัทรรีบเดินเข้าไปหา ท่าทางคงสนิทกันพอสมควร

 

"แหม ปากหวานนะเรา แล้วเปลี่ยนลุคหรอจ๊ะ ไม่เคยเห็นเลยนะ แต่เก๋นะ ไว้พี่มีคอลเลคชั่นแบบนี้บ้างดีกว่า ดูง่ายๆ แต่ดูมีอะไรดี ว่าแต่ยังไม่บอกเลย พ่อหนุ่มหล่อนั้นใคร" หลังจากจับภัทรหมุนดูการแต่งตัว แล้วจึงเพยิดหน้ามาทางผม ส่วนภัทรหรอยังคงมองผมด้วยหน้าบูดหน้าบึ้งก่อนจะหันไปตอบนิ่งๆ

 

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ลูกชายคุณหญิงวิไลไงคะ แต่อย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวพี่เกียรติ์วานดูให้เขาด้วยล่ะกันนะคะ ไม่รู้เขาจะใส่ให้แมทกับใครรึเปล่า ส่วนของภัทรอะไรเชื่อสายตาพี่อยู่แล้ว" คำพูดแค่นั้นก็คงพอที่จะบอกผมแทนคำตอบว่าเธอกำลังเป็นอะไร

 

"ของผมก็อะไรก็ได้ครับ เอาที่เข้ากับชุดภัทรเลยครับ" ผมหันไปบอกยิ้มๆ แต่จ้องไปที่หน้าสวยๆ ที่กำลังเปลี่ยนจากหน้าบึ้งๆ มาเป็นทำตาโตแทน แต่หน้ายังคงเก็บความสงสัยและเครื่องหมายคำถามไว้ไม่มิด เพราะคิ้วขมวดกันหมดแล้ว

 

"แหม ควงกันไปงานยังงี้ยังมาแนะนำซะเหมือนคนอื่นคนไกล รอแปปนึงนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่มา มีชุดใหม่อยู่พอดี รับรองทุกคนตะลึงแน่ๆ" พี่เจ้าของร้านพูดพร้อมเดินกลับเข้าไป ทำให้คนที่งอนผมอยู่ได้จังหวะรีบเข้ามาถามหาความชัดเจนจากคำพูดของผม ผมเองก็รออยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าพูดไปอ้อมๆ แบบนั้นยังไงเธอก็ต้องมาถาม นั้นคือสิ่งที่ผมต้องการ

 

"นี่ หมายถึงยังไง...ที่นายจะเลือกเข้าชุดกับฉัน" แม้จะถามแต่กลับไม่กล้าสบตา ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาก็รู้ความหมายดี แต่ถ้าอยากให้พูด ผมพูดก็ได้

 

"ก็ถามผมเองว่าคู่ผมใส่ชุดอะไร จะหาให้เข้ากันไม่ใช่หรอ ก็บอกไปแล้วไง แต่ผมไม่รู้จริงๆ หนิว่าคู่ผมจะใส่สีอะไร แต่ผมก็แล้วแต่เขาอยู่แล้ว ขัดใจไม่ค่อยได้หรอกคนนี้อ่ะ" ผมตอบยิ้มๆ รอดูคนหน้าสวย ที่มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข ภัทรกำลังกัดริมฝีปากล่างเหมือนกลัวจะหลุดยิ้มออกมา แต่ไม่ทันแล้วล่ะ สายตาประกายวิ๊งๆ บอกทุกอย่างไปหมดแล้ว ผมคิดไปเองรึเปล่าว่าเธอดีใจที่ได้เป็นคู่ควงผม

 

"โมเมเอาเองตลอด ยังไม่ได้บอกเลยว่าฉันจะยอมให้นายควงไปด้วย" ภัทรหันมาพูดก่อนจะรีบเดินหนีไปดูเสื้อ แม้จะเก็บอาการยังไงแต่รอยยิ้มบนหน้านั้นก็คงเก็บไม่มิด ปากบอกไม่ยอม แต่ก็ไม่เห็นปฏิเสธ ผมส่ายหน้าในความน่ารัก น่าหมั้นไส้ของคนๆ นี้

 

ผมมานั่งรอแล้วมองดูภัทรเลือกชุดต่างๆ ด้วยรอยยิ้ม ครั้งแรกที่ผมไม่รู้สึกว่าการมารอผู้หญิงซื้อเสื้อเป็นเรื่องหน้าเบื่อ เธอเดินอยู่ท่ามกลางเสื้อผ้ามากมาย แต่ท่าทางเบิกบานอย่างกับเดินอยู่ในสวนดอกไม้หยั่งงั้นแหละ

 

………………………………………………….
 

 

1970683_718558371509149_1785794009_n.jpg



#55 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 28 February 2014 - 08:31 PM

ตอนที่ 51 Magic Begins

 

"ตายแล้ว นี่ไปทำอะไรมาเนี่ย ทำไมผิวหนูสีมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ" พี่เกียรติ์ถามด้วยเสียงตกใจ ใบหน้าลมแทบจับเมื่อเห็นผิวที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อของฉัน หลังจากฉันลองชุดให้พี่เกียรติ์

 

"พี่ว่าไม่ได้การล่ะ ต้องปฎิบัติการเมคโอเว่อร์ครั้งใหญ่ อีกอย่างชุดนี้คงไม่เหมาะกับลุคหนูตอนนี้แล้ว พี่มีอีกชุด ถ้าไม่ใช่ภัทรพี่ไม่ให้ใส่ก่อนนะคะเนี่ย เดี๋ยวพี่ไปดูชุดให้ก่อน หาให้พ่อหนุ่มหล่อคนนั้นด้วย แหม ไม่เห็นหนูควงผู้ชายคนไหนเลย พี่ล่ะ ตื้นเต้นแทน หล่อคมเข้มแบบนี้พี่ชอบ" พี่เกียรติ์รีบพูดขึ้นด้วยสายตายประกายวิ๊งๆ ส่งมาให้ฉัน ฉันทำได้เพียงยิ้มรับ เพราะยังไม่รู้จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นขนาดนี้ได้ยังไง

 

"นี่ ส้มโอหล่อนมาพาคุณภัทรไปหาคุณก้องเลยนะ เดี๋ยวฉันจะโทรขึ้นไปบอกเอาไว้ให้" พี่เกียรติ์ พูดแล้วก็ให้ผู้ช่วยมาดูแลฉันแทน

 

พี่ก้องเป็นน้องฝาแฝดกับพี่เกียรติ์ อีกคนเป็นดีไซเนอร์เปิดห้องเสื้อ อีกคนเป็นช่างแต่งหน้าชื่อดัง และพี่ก้องก็เปิดสถาบันความงามไว้ชั้นบนของพี่เกียรติ์ เรียกได้ว่าใครมาก็ต้องใช้บริการก็เหมาคู่ตลอด

 

"มานี่เลย เสร็จแล้วอย่าลืมมาเม้าท์นะคะ หนูแอบไปทำอะไรมา ตอนนี้ถึงเวลาร่ายเวทมนต์แล้วค่ะ" พี่ก้องพูดยิ้มๆ ก่อนจะเนรมิตร่างเน่าๆ ของฉันด้วยการขัดผิว ทำสปาผม ต่อเล็บ เข้าตู้อบให้ผิวของฉันกลายเป็นผิวแทนเสมอกัน เรียกได้ว่างานช้างเลยทีเดียว

 

ตอนแรกฉันคิดว่าเอารองพื้นเกลี่ยๆ และหาชุดที่มีช่วงแขนหน่อยก็โอเคแล้ว แต่พี่ก้องพี่เกียรติ์บอกว่ามาแล้วไม่สวยไม่เริ่ด พี่เขาไม่ออกจากร้าน นี่ก็คงเป็นอีกเหตุผลที่ไม่ว่าราคาแพงหูฉี่ขนาดไหน ลูกค้าทุกคนก็พร้อมใจกันกลับมาใช้บริการเสมอ

 

ฉันไม่รู้ว่าหมวดรอนานแค่ไหนแล้ว แต่ให้ส้มโอลงไปดูก็บอกเพียงแค่ชุดของหมวดเรียบร้อย เดี๋ยวจะกลับมารับฉัน เขาจะแวะไปดูความเรียบร้อยในงานก่อน

 

เวลาหลายชั่วโมงผ่านไป ภารกิจปั้นดินให้เป็นดาวอีกครั้งได้สิ้นสุดลง ฉันมองคนในกระจกที่ผมไดร์เป็นลอนใหญ่สวยงาม ผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนแต่ดูมีน้ำมีนวลสุขภาพดี หน้าถูกแต่งไม่มากแต่มีเชดดิ้งและไฮใลท์ให้ดูมีมิติ ปากเป็นโทนนู้ดแต่มีกลอสให้ดูฉ่ำวาว โดยวันนี้พี่ก้องแต่งเน้นที่ดวงตาของฉันให้ดูคมชัดเป็นพิเศษ เป็นสโมคกี้อายลุค ปากสีเบลอๆ ที่เห็นตามพรมแดงของฝรั่ง เดรสยาวที่พี่เกียรติ์เลือกมาให้เป็นเกาะอกสีแดงเพลิง มีดีเทลช่วงไหล่ข้างหนึ่ง แม้กระโปรงจะยาวปิดขาทั้งหมด แต่ด้านหน้าถูกผ่าขึ้นมาทุกครั้งที่ก้าวขา โดยที่ด้านหลังยังคงมีลูกเล่นเป็นผ้าอีกชั้น ที่ทุกครั้งที่หมุนตัว มันเหมือนกับว่าชุดนี้กำลังเต้นระบำไปด้วยกัน

 

"เป็นอะไร จำตัวเองไม่ได้เลยหรอเรา" พี่เกียรติ์เดินเข้ามาด้านหลัง นั้นสิ นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้เห็นตัวเองในรูปแบบนี้ เวลาเพียงแปปเดียวมันเหมือนมีเวทมนต์มาเสกให้ฉันกลับมาสวยเหมือนเดิม

 

"คือมันสวยมากเลย ภัทรพูดไม่ออก มันเหมือนซินเดอเรลล่า ที่มีนางฟ้ามาช่วยเนรมิตทุกอย่างให้ ภัทรขอบคุณมากเลยนะคะ ภัทรโชคดีกว่าซินเดอเรลล่าอีก มีนางฟ้าตั้งสองคน" ฉันพูดแล้วไปกอดพี่เกียรติ์กับพี่ก้อง ฉันกับพี่สองคนนี้และเจ๊ริชชี่เหมือนเริ่มต้นทุกอย่างพร้อมกัน เหมือนเราโตมาในวงการนี้ด้วยกัน ฉันไม่ได้แค่พูดยอให้พี่เขาดีใจ แต่ซาบซึ้งในพี่เขาทั้งสองคนจริงๆ

 

"มาทำซึ้งนะ เดี๋ยวพี่น้ำตาแตกพอ กว่าพวกพี่จะมีวันนี้ใด้ ภัทรกะริชชี่ก็ช่วยโปรโมทให้พี่ตั้งเยอะแค่นี้สบายมาก" พี่ก้องพูดลูบผมฉัน

 

"ไปกันเถอะ วันนี้จะเป็นซินเดอเรลล่าใช่ไหม พร้อมไปเจอเจ้าชายรึยังจ๊ะ เขามารออยู่แล้วแหนะ ไม่ต้องไปรถฟักทองด้วยนะ รถหรูมาเชียว" พี่เกียรติ์เดินเข้ามาแซวหัวไปหัวเราะกับพี่ก้อง แล้วจูงมือฉันลงบันไดมา

 

เมื่อฉันเดินลงมา หมวดที่กำลังค่อยๆ หันมามอง ภาพทุกอย่างดูสโลโมชั่นเหมือนในละครไม่มีผิด เขาดูหล่อยิ่งกว่าวันที่เราพบกันในงานแฟชั่น ผมที่ถูกจัดเป็นทรงแต่ไม่เรียบจนเกินไป ชุดสูทคัดติ้งเนี้ยบพอดีตัวกับร่างสูงใหญ่ ดูทำให้ผู้ชายคนนี้เหมือนเจ้าชายขึ้นไปอีก แถมสายตาที่เขากำลังมองมามันดูหวานเยิ้มจนฉันไม่กล้าหันไปสบตา ไม่มีคำพูดใดๆ จนในที่สุดฉันก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
 

 

......................................................................................................

 

 

206495_514575878575041_1489039235_n.jpg



#56 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 28 February 2014 - 08:37 PM

อัพช้านิดนึงนะคะ แอบติดภารกิจ แฟนพันธุ์แท้ ทาทายัง รอเชียร์ด้วยนะคะ ออนแอร์ 14 มีนาจ้า

 

1899948_725500907482536_1972444417_n.jpg

 

มโนเองว่าแต่งตามลุคทาทาบนปก Ready For Love แต่ไม่กล้าหั่นผมตามนางอ่ะ



#57 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 02 March 2014 - 12:57 PM

ตอนที่ 52 I'm Not Cinderella

 

"ดูสิ พูดไม่ออกกันทั้งคู่เลย" เสียงพี่สักคนพูดขึ้น ทำให้หมวดรีบหันไปถาม

 

"อะ..อ่อ เท่าไหร่ครับ รวมของภัทรด้วยเลยนะครับ" ฉันจึงหันไปมองหน้าเขายิ้มๆ กับน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

"เท่าไหร่อะไรกัน รีบไปกันเถอะ พี่ไม่คิดเงินหรอก" พี่เกียรติ์รีบพูด

 

"แบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ วันนี้มันเยอะเกินไป" ปรกติพี่สองคนเขาก็ไม่ค่อยยอมคิดเงินฉันอยู่แล้ว ฉันต้องแอบให้ที่ส้มโอแทน พี่เขาชอบบอกว่าฉันเอาชุดไปใส่ก็โปรโมทพี่เขาไปในตัว มีคนรู้จักพี่เขาเยอะขึ้นเพราะฉันเอาไปใส่ ฉันจึงพยายามพูดขอบคุณพี่ทั้งสองคนออกสื่อบ่อยๆ เพราะไม่รู้จะตอบแทนยังไง จนตอนหลังฉันต้องตกลงกับพี่เขาว่าขอเปลี่ยนเป็นยืมใส่แทน แต่ตัวไหนชอบจะขอซื้อเพื่อความสบายใจ

 

"คราวนี้พี่ยินดีให้จริงๆ ไม่ต้องแอบเอาไปให้ส้มโออีกนะ ถือว่าเป็นของขวัญจากพี่สองคนแล้วกัน ปรกติพี่ไม่เคยเห็นภัทรยิ้มให้ผู้ชายคนไหนแบบนี้เลย ขอให้น้องโชคดีนะจ๊ะ" พี่ก้องกับพี่เกียรติ์พูดกึ่งกระซิบถึงคนด้านหลัง ทำให้ฉันแอบเขินไม่ได้ แล้วนี่ฉันยิ้มตอนมองเขาหรอเนี่ย

 

"ขอบคุณมากนะครับ งั้นไปกันเถอะคุณ เดี๋ยวจะสายแล้ว" หมวดพูดขึ้นพร้อมยกมือไหว้ ทำให้ฉันต้องรีบไหว้ลาพี่ๆ ทั้งสองคนที่ยังยิ้มไม่หุบ แอบหัวเราะกันคิกคักๆ คล้อยหลังฉันมา

 

"ไหนบอกไม่ให้ผมควงไง มาจับแขนผมเองเลยนะเนี่ย" หมวดพูดยิ้มๆ ก้มลงไปมองที่มือที่ฉันจับแขนเข้าอยู่ กลับมาใส่ส้นสูงแบบนี้อีกครั้งพร้อมชุดราตรียาวแบบนี้ทำให้เวลาเดินฉันเผลอไปจับแขนผู้ชายข้างๆ โดยไม่รู้ตัว

 

"แล้วจะให้ควงไหมล่ะ" ฉันหันไปพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ก็คำพูดที่อยากได้ยินฉันยังไม่ได้ยินเลย

 

"เป็นอะไรอ่ะ หน้าบึ้งเชียว" หมวดถามขึ้นมาลอยๆ แต่ก็ดูไม่ได้สนใจเตรียมขึ้นรถแล้ว ประตูก็ไม่เดินไปเปิดให้ ฉันว่าแล้ว นายนี่มันไม่ใช่เจ้าชายหรอก และฉันก็ไม่ได้เป็นซินเดอเรลล่าด้วย ฉันไม่สวยพอจะทำให้เขาเอ่ยปากชมด้วยซ้ำ

 

"อ้าว มัวแต่ทำหน้าเป็นนางร้ายในละครอยู่ได้ ใส่ชุดแดงแล้ว ยังทำหน้าดุอีก ขึ้นรถเร็ว" หมวดพูดแล้วเปิดประตูขึ้นรถไปเลย ฉันได้แต่เดินฟึดฟัดมาอีกฝั่ง นอกจากฉันไม่ใช่ซินเดอเรลล่าแล้วยังเป็นนางร้ายในสายตาเขาอีกใช่ไหม

 

ฉันนั่งเงียบไม่คุยกับหมวดจนถึงงาน แม้อีกฝ่ายจะพยายามชวนคุยเล่นก็ตาม

 

เมื่อถึงงาน ฉันเดินพร้อมเอามือจับราวบันไดแทน ส่วนคนข้างๆ ฉันก็ได้แต่เดินไม่รู้เรื่องต่อไป นี่เขาสนใจฉันบ้างไหมเนี่ย ว่าฉันเลือกจะไม่ควงแขนเขาแล้วนะ อยู่ๆ ก็รู้สึกอารมณ์เสีย ทันทีที่ถึงห้องจัดงานฉันก็เห็นคุณเจนยืนยิ้มหวานรออยู่หน้างานแล้ว มีคุณอิฐอยู่ด้วย และอีกคนที่ฉันเจอไม่คิดว่าจะเจอคือ...คุณแอน แฟนเก่าของผู้ชายข้างๆ ฉันนี่ไง เธอยืนคุยกับแขกต่างชาติคนอื่นอยู่ ฉันลืมไปเธอก็มางานนี้ แถมเป็นคนสำคัญของงานด้วย หึ

 

ให้ทายว่าเมื่อนางร้ายอย่างฉันปรากฏตัวในชุดแดง นางเอกคนสวยแสนดีอย่างคุณเจนจะมาในสีอะไร ถ้าไม่ใช่สีชมพูฟูฟ่องน่ารักเหมือนตุ๊กตา ส่วนแม่นางเอกอีกคนที่รอการรีเทิร์นก็มาในชุดสีขาวสวยสะอาดตาประดุจนางฟ้า ทั้งสองคนดูต่างจากฉันโดยสิ้นเชิง

 

"ไงเจน แต่งตัวซะสวยเชียวนะวันนี้" คำชมเสียงหวานดังขึ้นจากผู้ชายข้างๆ คำพูดที่ฉันได้แต่เฝ้ารอ คำพูดที่ฉันอยากได้ยิน แต่คำพูดนั้นไม่ได้ถูกมอบให้ฉัน คนที่ได้รับคำพูดนั้นได้แต่ยิ้มไม่หุบ

 

"แหม วันนี้ตั้มก็หล่อเถอะ แต่งแบบนี้ก็แปลกตาไปเลยนะ ยังกะเจ้าชายแนะ" เสียงเล็กๆ ของอีกฝ่ายชมกลับบ้าง

 

ฉันไม่อยากแม้แต่จะมองภาพสองคนตรงหน้า มันดูเหมาะสมกันมากเกินไป ฉันไม่คู่ควรเลยจริงๆ ใครที่เคยชอบคิดว่าสาวประเภทสองชอบแข่งกับผู้หญิง ฉันคนหนึ่งแหละที่ไม่เคยคิดจะแข่ง แข่งไปยังไงก็มีแต่แพ้ ยังไงผู้หญิงจริงๆ ก็ต้องเป็นฝ่ายชนะอยู่แล้ว ตัวก็เล็กกว่า เสียงก็เพราะกว่า ดูนุ่มนิ่ม น่าปกป้อง เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันจึงหันไปมองให้คนที่ยิ้มให้ฉันอยู่แทนดีกว่า

 

"คุณภัทรสวยจังเลยนะครับ งานทั้งงานหมองไปหมดเลย" เสียงคุณอิฐพูดหยอดพร้อมสายตากรุ้มกริ่ม แม้มันจะไม่ใช่เสียงจากคนที่ฉันอยากได้ยินแต่ฉันก็ยินดีรับเอาไว้ ฉันยิ้มทักทายคุณเจนและควงแขนคุณอิฐเข้างานไปแทน

 

"ภัทรยืมตัวหน่อยคงไม่ว่าอะไรนะคะ" ฉันหันไปพูดยิ้มๆ ให้คุณอิฐ

 

"เต็มใจอยู่แล้วครับ" คุณอิฐพูดและชวนฉันคุยพร้อมหยิบเครื่องดื่มให้ คุณอิฐยังเป็นคนที่น่ารักพูดเก่งเฟรนลี่เหมือนเดิม แม้จะมีคำพูดหวานๆ คอยหยอดทีเล่นทีจริงมาเป็นระยะ แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันไม่มีอะไรแอบแฝง ฉะนั้นฉันจึงวางใจได้เมื่ออยู่กับเขา อย่างน้อยตอนนี้เขาเป็นที่พึ่งเดียวให้ฉันได้

 

สักพักคุณเจนก็เดินตามเข้ามากับหมวด ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจประหลาด และที่แขนของหมวดมีมือของผู้หญิงคนหนึ่งเกาะอยู่ ไม่ใช่มือคุณเจน แต่เป็น...คุณแอน

 

"สวัสดีค่ะ คุณภัทรสวยจนแขกตะลึงไปทั้งงานเลยนะคะ" เสียงคุณแอนดังขึ้นมาทักทาย ท่าทางสวยหวานแต่ดูมั่นใจ กับสายตาที่ฉันมองไม่ออกว่ามองมาที่ฉันในฐานะอะไร แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันดูไม่ค่อยเป็นมิตร และตอนนี้ฉันไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะมาปั้นหน้าคุยกับใคร

 

"ขอบคุณค่ะ..." ฉันพูดเรียบๆ แม้ไม่ได้อยากจะคุยด้วยแต่ก็ต้องทำเป็นมารยาทและเมื่อคุณแอนกำลังจะพูดต่อ ฉันก็เห็นผู้ชายคนนึงที่เหมือนสวรรค์ส่งมา

 

"ขอตัวนะคะ วิวววววว" ฉันพูดพร้อมรีบเดินเข้าไปหาพี่ชายฉัน

 

"โห คิดว่าใคร สวยจนจำไม่ได้เลยนะเนี่ย ใครช่วยลอกคราบให้เนี่ย" วิวทักทายด้วยคำพูดยิ้มพร้อมมองตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

"นี่ อย่าเพิ่งมากวนโมโห ละมาได้ไงเนี่ย" ฉันถามเข้าประเด็น

 

"งานคุณลุงวิวจะไม่มาได้ไงล่ะ เดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ไปด้วยไหม" ฉันได้แต่พยักหน้าเดินตามวิวไป ฉันคุยกับวิวไปเรื่อยๆ และรอจนวิวเข้าห้องน้ำเสร็จ แต่ยังไม่อยากกลับเข้างาน

 

"นี่อย่าเพิ่งกลับเข้าไปได้ไหม คุยเล่นเป็นเพื่อนก่อน" ฉันคว้าแขนวิวไว้ นั่งลงบนโซฟาในโรงแรม

 

"เราอ่ะเป็นอะไร หน้าบึ้งเชียว อุตส่าได้แต่งตัวสวยๆ ไม่ดีใจหรอไง" วิวถามด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนทุกครั้งที่ฉันดูเครียด

 

"ไม่สวยหรอก ในงานมีแต่คนสวยกว่าภัทร ดูภัทรแต่งสิ เหมือนนางร้ายในละครใช่ไหมวิว" ฉันหันไปหาวิวด้วยเสียงหงอยๆ

 

"อะไรกัน ปรกติออกจะมั่นใจเกินร้อย พี่ตั้มเขาบอกหรอ" วิวพูดขำๆ มองอย่างรู้ทัน

 

"เออ ไอ้หมวดบ้านั้นแหละ" ฉันยอมรับอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็อยากระบายออกกับใครสักคน

 

"ภัทรนะ แต่งหน้าทำผมเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะหาชุดได้อีก เล่นฝึกจนตัวดำแบบนี้ แต่เขากลับไปชมแต่คนอื่นอ่ะวิว" ฉันพูดเสียงงอนๆ หันมามองหน้าวิว

 

"พี่เจนอ่ะนะ" วิวถามขึ้นมา คงรู้จักกันแล้วสินะ

 

"จะใครซะอีกก็แม่ทหารพยาบาลนั้นแหละ พอเห็นเขาใส่ชุดสีชมพูหวานแหววหยั่งกับขนมถ้วยฟูเข้าหน่อยนะ รีบชมเลย ไม่ใช่คนเดียวนะ ยังมีแฟนเก่านั้นอีกคน อันนี้ไม่รู้ชมอะไรกันอีกภัทรไม่อยากฟัง แค่เห็นหน้าภัทรก็ไม่ถูกชะตาแล้ว มีอย่างที่ไหน เขาชวนภัทรมางาน แต่ไปเดินควงกับคนอื่น" ฉันเบือนหน้าจากหน้าวิวที่กำลังมองฉันยิ้มๆ ฉันมองตรงไปด้านหน้าและพูดต่อถึงสิ่งที่กำลังคิด

 

"สองคนนั้นเขาสวยหวานปานเจ้าหญิงตามสเปคเขาอยู่แล้ว ละดูภัทรสิ" ฉันยิ่งพูดยิ่งน้อยใจ เพราะอะไรฉันถึงทำตัวเพี้ยนได้ขนาดนี้ ฉันเริ่มทำตัวงี่เง่าบ่อยเกินไปแล้วนะช่วงนี้

 

"ไหนๆ ก็พูดออกมาหมดแล้ว งั้นเคลียกันเองนะ" วิวพูดทำให้ฉันสงสัยจนต้องหันไปมองหน้าวิวที่กำลังยิ้ม ก่อนจะมองตามสายตาวิวไปด้านหลัง คนถูกนินทากำลัง ยืนมองฉันอยู่...

 

"ง้อกันเองนะพี่ ผมไปรอด้านใน" วิวพูดขำๆ พร้อมตบไหล่หมวดแล้วเดินเข้างานไป ทิ้งฉันไว้กับคนใจร้ายนี่สองคน
 

………………………………………………….

 

หาลุคสวยๆ ให้คุณหมอเจนดีกว่า สวยหวานชมพิ๊ง แต่หาชุดฟูๆ ไม่ได้เลย

 

1656071_722496214448698_860262220_n.jpg



#58 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 06 March 2014 - 05:59 PM

ตอนที่ 54 Beauty and the Beast (Capture the Moment of Happiness)
 
 
ฉันควงแขนหมวดกลับเขามาในงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะเห็นพ่อกำลังเตรียมแนะนำใครบ้างคนให้ฉันรู้จัก
 
"นี่ครอบครัวของคุณ ไมเคิล จากสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร" พ่อหันมาแนะนำให้ฉันรู้จัก ฉันหันไปเชคแฮนกับคุณไมเคิลและภรรยา
 
"My pleasure, I'm P...(ด้วยความยินดีค่ะ ดิฉันภั...)" แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทันพูดแนะนำตัวอะไร เสียงหนูน้อยผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็ดังขึ้นซะก่อน
 
"Daddy, she's the girl on the cover! (พ่อคะ คนนี้ไงที่อยู่บนปก หนูจำได้!)" จากคำพูดของเด็กน้อยคนนี้คงเป็นลูกสาวแน่นอน ท่าทางน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย ผมสีน้ำตาลอ่อน ผิวขาว น่ากอดที่สุด
 
"Oh, you know who I am, sweetie (หนูรู้จักพี่ด้วยหรอคะเนี่ย)" ฉันหันลงไปหาหนูน้อยคนนั้นแทน
 
"Of course, I have watch your show, Patti. (แน่นอน หนูดูรายการคุณด้วยนะ แพตตี้)" หนูน้อยคนนั้นพูดด้วยเสียงแจ้วๆ ดูน่ารักเหมือนในการ์ตูนเลย แถมเรียกชื่อภาษาอังกฤษของฉันซะด้วย
 
"Giselle, she's a big fan of you, she says she will be a model, when she's growing up (จีเซลเป็นแฟนคลับคุณน่ะค่ะ เขายังบอกด้วยนะคะว่าโตมาจะเป็นนางแบบ)" คุณแม่หันมาอธิบาย ทำให้ฉันรู้จักชื่อหนูน้อยคนนี้ จีเซล ชื่อก็น่ารักเชียว
 
"You looks even more beautiful in person. You're so amazing, your father must be proud of you (ตัวจริงคุณสวยกว่าในหนังสืออีกนะครับ ผลงานคุณน่าทึ่งมาก พ่อคุณต้องภูมิใจแน่นอน)" เสียงคุณไมเคิลพูดขึ้นฉันต้องยิ้มขอบคุณ และหันไปมองหน้าพ่อ เพราะฉันค่อนข้างเกร็งทุกครั้งเวลาออกงานกับพ่อ ฉันกลัวทำพ่อขายหน้า ฉันไม่รู้คนอื่นจะมองท่านยังไง...ที่มีลูกเป็นแบบฉัน
 
"Extremely. (แน่นอนที่สุดครับ)" เสียงพ่อพูดหนักแน่นพร้อมมือตบเบาๆ ที่ไหล่ เพราะคงเห็นฉันดูกังวล คำพูดสั้นๆ ของพ่อทำเอาฉันน้ำตาแทบไหล ไม่ใช่แค่ไม่อาย แต่พอยังภูมิใจในตัวฉันด้วย ฉันมองไปในแววตาของพ่อ ก็รู้สึกถึงความจริงใจ ไม่ใช่แค่พูดเพียงเพราะรักษามารยาท
 
หมวดพาเรามานั่งที่โต๊ะอาหาร มีคุณแอนและคุณเจนนั่งอยู่ด้วย ส่วนคุณอิฐนั่งอยู่อีกโต๊ะ จีเซลยังคงชวนฉันคุยถึงหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ หรือรายการที่ฉันไปออก
 
"ไงคุณ เจอแฟนคลับรุ่นเล็กหรอ" หมวดหันมาแซวขำๆ ฉันหันไปยิ้มภูมิใจใส่
 
"ทีนายยังมีแฟนคลับ 'รุ่นใหญ่' มาตามได้เลย หึ" ฉันหันไปเบ้ปากใส่ก่อนจะเพยิดหน้าไปหาสองสาวที่ยิ้มหน้าสลอน หมวดได้แต่ยิ้มขำๆ หันไปคุยกับผู้ใหญ่แทน
 
"Can I take a photo with you? (ถ่ายรูปกับหนูได้ไหมคะ)" เสียงหนูน้อยถามขึ้น
 
"Sure, why not? (ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะจ๊ะ)" ฉันหันไปพูดแล้วเตรียมย่อลงไปหา แต่หนูน้อยทำหน้าบึ้งกอดอกไม่พอใจ
 
"You don't need to do this. I'm not a kid. (นี่หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะ คุณไม่ต้องย่อลงมาหรอก)" หนูจีเซลพูดพร้อมขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แทน ฉันได้แต่มองยิ้มๆ ไปยืนข้างๆ แต่เหมือนหนูน้อยคนนี้จะยังไม่พอใจ
 
"Hey, Don't smile, pose like you did on the cover. (แล้วก็ใม่ต้องยิ้มนะคะ โพสแบบที่คุณทำตอนถ่ายแบบเลย)" หนูน้อยจีเซลยังพูดเสียงแจ้วๆ สั่งให้ฉันทำโน่นทำนี้ ดูน่ารักจนอยากจับมาฟัดจริงๆ
 
"Alright, anything you need. (ได้เลย จัดให้ทุกอย่างเลยจ๊ะ)" ฉันหันไปพูดด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเท้าเอว จิกตาเตรียมโพสอย่างที่ทำบ่อยๆ โดยมีคุณแม่ของน้องค่อยตั้งกล้องรออยู่
 
ฉันปล่อยให้ผู้ใหญ่นั่งอีกฝั่งคุยกันแทน โดยมีวิวช่วยคุณพ่อแปลเป็นระยะๆ ฉันเองก็นั่งคุยกับจีเซลและคุณแม่ของน้อง น่าอิจฉาจังมีลูกน่ารักพูดเก่งขนาดนี้ ส่วนหมวดก็เห็นนั่งคุยกับยัยคุณแอนบ้างคุณเจนบ้าง แต่ท่าทางคุณเจนจะแพ้เพราะถูกกันท่าหน้าดู ตอนนี้มานั่งหน้าหงอยๆ ดูน่าสงสารอยู่ตรงฉันแทน แค่มองตาเธอก็รู้ ว่าเธอดูเสียใจ ก็อีกฝ่ายเห็นสวยๆ แบบนั้นดูร้ายใช่เล่น นางเอกจิบน้ำส้มอย่างคุณเจนจะไปสู้อะไรได้
 
"คุณเจนดูไม่สนุกเลยนะคะ" ฉันหันไปคุยด้วย ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้จะคุยอะไร
 
"เจนไม่เคยได้ออกงานนะคะคุณภัทร ทำตัวไม่ค่อยถูกเหมือนกัน คงสู้แอนไม่ได้ รายนั้นเขาเก่งไปซะหมด ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วล่ะ" คุณเจนพูดเสียงเศร้าๆ บรรยากาศในงานคงทำให้คุณเจนดูอึดอัด ธีมงานดูย้อนยุคนิดๆ ด้วยความที่แขกผู้ใหญ่เยอะ เพลงที่เล่นในงานส่วนใหญ่เปิดเพลงฝรั่งยุค 90's หรือก่อนหน้านั้นทั้งนั้นเลย ฉันไม่เห็นคุณเจนรู้จักสักเพลง
 
"ไม่หรอกค่ะ ถ้าคุณแอนดีจริง หมวดนี่คงไม่ปล่อยให้หลุดมือหรอก ภัทรว่าคงพวกเก่งเกิน ผู้ชายคงเบื่อ ดูหน้าหมวดสิ" ฉันหันไปกระซิบคุณเจน ให้หันไปมองหน้าหมวดที่ดูเริ่มอึดอัดกับการรุกหนักของคุณแฟนเก่า
 
"คงใช่มั้งค่ะ" คำพูดของฉันพอทำให้คุณเจนยิ้มออกได้บ้าง
 
"แล้วทำไมคุณเจนถึงไม่..." ฉันอยากจะพูดต่อ แต่ความรู้สึกบางอย่างมันแล่นเข้ามาที่กลางอก ถ้าฉันบอกคุณเจนไป แล้วคุณเจนกับหมวดลงเอ่ยกัน ฉันจะยังดีใจได้อยู่ไหม...
 
"เจนรู้ว่าคุณภัทรจะพูดอะไร เจนอยู่ของเจนแบบนี้ดีกว่าค่ะ มันยั่งยืนกว่า อย่างน้อยเจนก็อยู่ในฐานะคนสำคัญของตั้ม ไม่ว่าเขาจะมองเจนเป็นเพื่อนหรือน้องสาว มันดีซะกว่าวันหนึ่งเจนต้องเสียเขาไป เจนรู้ว่าเจนเอาผู้ชายแบบตั้มไม่อยู่หรอก" แม้น้ำเสียงจะฟังดูเศร้า แต่แววตาเธอกลับเหมือนกำลังพูดว่าเธอพอใจแล้ว
 
"คุณเจน..." ฉันเอื้อมมือไปกุมมือคุณเจนไว้ คุณเจนดูเป็นคนดีมากเกินกว่าที่ฉันนึกภาพเธอจะลงไปแย่งชิงผู้ชายกับใครสักคน เธอเหมือนเฝ้ามองอยู่ในที่ของเธอ จนฉันอดชื่นชมเธอไม่ได้ แต่ทำไมหมวดถึงมองมันไม่เห็นนะ
 
"ต้องแบบคุณภัทรถึงจะสูสี เจนยืนไม้ต่อให้คุณภัทรแทนนะ หลายๆ อย่างที่ตั้มทำ ตั้มไม่เคยทำแบบนี้กับใครนอกจากคุณภัทร เจนรู้เรื่องเสื้อที่ตั้มให้คุณภัทรแล้ว เจนจะคอยเอาใจช่วยนะคะ" คุณเจนบีบมือฉันกลับ มองฉันยิ้มๆ เหมือนเธอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง
 
ยื่นไม้ต่อให้ฉันหรอ... มันแปลว่าคุณเจนอยากให้ฉันกับหมวดเป็นอะไรกันอย่างนั้นรึเปล่า คุณเจนรู้ได้ยังไงว่าผลจะออกมาดี ฉันยังไม่นึกภาพอะไรถึงขั้นนั้นออกเลยด้วยซ้ำ ไม่กล้าแม้แต่จะคิด ฉันอยากให้มันเป็นแบบนี้ไปก่อนได้ไหม แม้จะคิดอย่างนั้น แต่เพราะอะไร ทุกครั้งที่ฉันมองภาพหมวดกับคุณแอนอยู่ด้วยกัน ฉันเองก็ทนมองมันไม่ได้เหมือนกัน ฉันรู้แค่ตอนนี้ฉันต้องเอาเขากลับมา คืนนี้เขาเป็นคู่ควงของฉัน...แม้จะแค่คืนนี้ก็ตาม
 
เสียงเพลงเริ่มบรรเลงเพลงรักบัลลาดหวานซึ้ง แขกในงานหลายคู่เริ่มออกไปเต้นรำอยู่ที่ฟลอเล็กๆ หน้าเวที ภาพคู่รักหลายคู่แม้จะดูมีอายุกันแล้ว แต่กลับดูเปี่ยมไปด้วยความสุข มือสองมือที่จับกันมันดูเป็นภาพที่อบอุ่น เหมือนคนสองคนกำลังเติมเต็มกันและกัน ภาพตรงหน้าเริ่มจุดประกายความคิดบางอย่างในใจ ว่าแท้จริงแล้ว ความรัก หรือการอยู่กับใครสักคน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและโหดร้ายจริงๆ หรอ ไหนจะคุณเจนอีก แม้จะไม่ได้ครอบครองผู้ชายที่ตัวเองรัก แต่เธอก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ในที่ของเธอได้อย่างมีความสุข
 
ฉันเห็นคุณไมเคิลควงภรรยาออกไปเต้นรำบ้างแล้ว ฉันมักจะแอบคิดเสมอจะมีไหม ใครคนไหนที่เป็นคู่เต้นรำที่เหมาะสมมาขอฉันด้วยท่าทางโรแมนติกแบบนั้นบ้าง ฉันชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กๆก็จริง แต่ไม่เคยมีคู่เต้นคนไหนสูงพอจะเต้นกับฉันได้เลย อีกอย่างสมัยก่อนฉันยังไม่ได้แต่งตัวเป็นผู้หญิงแบบนี้ แล้วผู้ชายที่ไหนจะอยากให้ฉันไปเป็นคู่เต้นให้เขา เหตุผลหลายๆ อย่างทำให้ฉันได้แต่มองตาปริบๆ เฝ้ารอเสียงจากใครบางคนเชิญชวนให้ฉันลุกไปเต้นรำด้วยกันเหมือนอย่างผู้หญิงคนอื่นบ้าง
 
ฉันเผลอไปมองหมวดที่ตอนนี้หันไปนั่งคุยกับวิว วิวมองฉันด้วยสายตายิ้มๆ เหมือนรู้ทัน แต่ช่วยอะไรไม่ได้ ฉันเห็นที่แขนของหมวด มือของคุณแอนยังเกาะไว้แน่นอยู่ แม้หมวดจะหันหน้าไปทางอื่นก็ตาม คุณแอนมองมาทางฉันด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนคุณเจน เขากำลังมองว่าหมวดเป็นของเขา แต่ผิดแล้วล่ะ ผู้ชายคนนี้เขาควงฉันมาต่างหาก หมวดเริ่มมองมาที่ฉันอย่างขอโทษที่ลุกมาหาฉันไม่ได้ เพราะคงเห็นอาการฉันเริ่มไม่พอใจทั้งที่ชวนฉันมา แต่กลับไปอยู่กับคนอื่น
 
หลายคู่เริ่มจูงมือออกเป็นเต้นรำกันมากขึ้น ฉันกับคุณแอนเริ่มชำเลืองมองตากัน ว่าใครที่หมวดจะเป็นฝ่ายชวนออกไป แต่เหมือนหมวดยังคงทำหน้าหนักใจเหมือนเลือกไม่ได้สักทีว่าถ้าชวนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปแล้วจะทำอย่างไรกับคนที่เหลือจึงได้แต่นั่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แบบนั้น
 
จนกระทั่งฉันแอบเหลือบไปเห็นคุณอิฐลุกเดินมาจากอีกฝั่ง ฉันเห็นคุณแอนยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ ถ้าคุณอิฐเดินมาชวนฉัน เท่ากับว่าเธอหมดคู่แข่ง คุณเจนโดนกำจัดออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยคำพูดดักคอว่า 'เจนไม่ชอบเต้นใช่ไหม แอนจำได้ ใช่ไหมจ๊ะเจน' และแน่นอนคุณเจนก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ถ้าฉันหมดฉันไปอีกคน เธอคงคิดว่าหมวดต้องเป็นของเธอแน่นอน
 
"เห้ย พี่อิฐมานี่ก่อนดิ ผมมีอะไรจะคุยด้วยว่ะ" เสียงวิวพูดพร้อมเดินไปกอดคอคุณอิฐ ก่อนจะถึงตัวฉัน ฉันแอบลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เกือบไปแล้ว
 
"โอกาสสุดท้ายแล้วนะคะ" คุณเจนมากระซิบยิ้มๆ เหมือนเขาใจความหมายในสิ่งที่วิวทำ ส่วนหนูจีเซลยังนั่งมองตาปริบๆ ว่าทำไมฉันไม่ออกไปเต้นรำสักที แล้วจะให้ฉันจะทำยังไงดีล่ะ จะปล่อยให้ยัยคุณแอนคาบหมวดไปต่อหน้าต่อตาหรอ แต่จะทำยังไงได้ แม่หล่อนนั้นเกาะไม่ปล่อยเชียว พยายามชวนหมวดคุยอยู่นั้นแหละ ไม่เว้นจังหวะให้คนอื่นเข้าแทรกได้เลย
 
'Tale as old as time
True as it can be
Barely even friends
Then somebody bends
Unexpectedly'
 
เสียงเพลง Beauty And The Beast ที่คุ้นหูดังขึ้น ฉันรีบหันไปสบตบกับจีเซลอย่างรู้ความหมายของเพลง หมดเวลาแห่งการรอคอยแล้วล่ะ ไม่ต้องรอให้เขาหรือใครเดินมาชวนอีกต่อไป ฉันเป็นฝ่ายลุกและเดินไปหาหมวด ยัยคุณแอนได้แต่ทำหน้างงๆ ว่าฉันจะมาไม้ไหน ฉันพูดได้แค่หล่อนพลาดแล้วล่ะ มัวแต่รอไปรอมา เสียเวลา ฉันสรุปให้เลยล่ะกันนะ
 
"Shall we dance? (ออกไปเต้นรำกันนะคะ)" ฉันพูดเสียงหวานไปที่ผู้หมวด หมวดทำท่าอึกอักมองไปที่พ่อ แต่พ่อยิ้มแทนคำอนุญาต และหันไปมองแขนคุณแอนที่ยังเกาะอยู่
 
"Go to dance with her! (ลุกไปเต้นกันเธอสิ!)" เสียงหนูน้อยพูดขึ้น เหมือนกองเชียร์ฝ่ายฉัน เมื่อเห็นหมวดยังไม่ลุกสักที ไม่ต้องมีกาน้ำชา หรือเทียนไขพูดได้เหมือนในการ์ตูนโฉมงามกับเจ้าชายอสูร เสียงแม่หนูจีเซลคนเดียวก็เพียงพอที่จะเป็นสิทธิ์ขาดทั้งหมด
 
"ขอโทษนะคะคุณแอน ขอคู่ของดิฉันคืนก่อนนะคะ" ฉันพูดด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ ไม่ต้องบอกให้เธอปล่อย หมวดค่อยๆ แกะแขนตุ๊กแกของคุณแอนออกและจับมือฉันเดินออกไปที่ฟลอแทน...
 
"ร้ายเหมือนกันนะเรา" หมวดพูดยิ้มๆ ฉันคงลอยหน้าลอยตาทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ก็ภูมิใจกับคำชมที่ได้มา
 
"พูดอะไร ฉันทำอะไรไม่ทราบ และนี่ออกมาเนี่ยเต้นเป็นป่ะเนี่ย เหยียบเท้าฉันพรุ่งนี้ฝึกไม่ไหวไม่รู้นะ" ฉันพูดขำๆ หาเรื่องอู้
 
"อย่ามาดูถูก" หมวดพูดพร้อมคำนับให้ฉัน ฉันเองจึงจับกระโปรงและย่อตัว ก่อนที่มือข้างหนึ่งของเราสองคนจะประสานกันไว้ มืออีกข้างของหมวดโอบมาที่หลังฉัน ส่วนมือของฉันเองก็จับลงบนแขนผู้ชายคนนี้ไว้เช่นกัน มันดูอบอุ่นมาก เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่แนบชิดกันขนาดนี้ เมื่อได้ท่าที่เหมาะสมและรอจังหวะเพลง เราสองคนก็เริ่มก้าวตามสเตปบอลรูมไปพร้อมๆ กัน
 
Ever just the same
Ever a surprise
Ever as before
Ever just as sure
As the sun will rise
 
บทเพลงยังคงดำเนินต่อไป ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าการเต้นรำของฉันมันสมบูรณ์แบบ การเต้นที่เรียบง่าย แต่ดูพริ้วไหวและปล่อยให้มันล่องลอยไปอย่างเป็นธรรมชาติ ฉันเพิ่งเข้าใจคำว่าสองคนประสานกายเป็นหนึ่งเดียวก็ ณ เวลานี้ ทุกครั้งที่ก้าวขาฉันไม่กลัวว่าเราจะเหยียบเท้ากัน ทุกครั้งที่ฉันหมุนตัวไปสุดมือ ฉันไม่กลัวว่าเขาจะปล่อยฉันไป ฉันรู้ว่ามือนี้จะต้องออกแรงดึงฉันกลับมา หรือแม้แต่ตอนที่ต้องทิ้งตัวเอนลง ฉันไม่กลัวว่าจะล้ม เพราะมั่นใจว่าอ้อมแขนนี้จะคอยรองรับฉันไว้อยู่แน่นอน
 
Tale as old as time
Tune as old as song
Bittersweet and strange
Finding you can change
Learning you were wrong
 
ฉันได้แต่อิ่มเอิ่มในความรู้สึก ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆ ก็อยากเจ้าหญิงกันเหลือเกิน มันมีความสุข มันวิเศษอย่างนี้นี่เอง ฉันไม่เคยเชื่อในความรักของเจ้าหญิงในการ์ตูนคนไหนที่เจอเจ้าชายครั้งแรกแล้วแต่งงาน ครองรักกันจนตราบชั่วนิรันดร์ แต่สำหรับเจ้าหญิงเบล ฉันเชื่อมั่นและศรัทธาในความรักของเธอ เพราะความรักที่เธอมีต่อเจ้าชายมันค่อยๆ เติบโตจากความดีที่เจ้าชายมอบให้ แม้ภายนอกเจ้าชายจะดูน่ากลัวดั่งอสูรร้ายก็ตาม แต่เธอเลือกจะมองข้ามสิ่งเปลือกนอกเหล่านั้น และมองลึกลงไปในจิตใจแทน มันจึงทำให้ฉันเชื่อว่านั้นแหละคือความรักที่แท้จริง ความรักที่ใช้หัวใจเป็นเครื่องตัดสิน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกที่คนทั่วไปมองเห็นได้
 
Certain as the sun
Rising in the east
Tale as old as time
Song as old as rhyme
Beauty and the beast.
 
ท่อนสุดท้ายของเพลงกำลังจะวนมาถึง พร้อมกับใบหน้าของเราสองคนที่หันมาบรรจบกัน ฉันมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั้น มองใบหน้าของผู้ชายคนนี้ให้ชัดๆ พยายามซึมซับช่วงเวลาอันแสนมีค่านี้ไว้ ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกนี้ มีเพียงผู้ชายคนนี้คนเดียวที่มอบมันให้ฉันได้...
 
"อะไรกัน เล่นทำหน้าอินขนาดนี้" เสียงหมวดกระซิบมาเบาๆ ที่ข้างหูในจังหวะที่ฉันหมุนตัวเข้าหา
 
"แน่นอน ก็ฉันเป็นโฉมงามนิ สวยขนาดนี้" ฉันพูดยิ้มๆ รับคำที่เขาส่งมา
 
"งั้นแย่เลย ผมคงต้องเป็นเจ้าชายอสูรสินะ" หมวดเองก็ยิ้มตอบ พอกระซิบคุยกับแบบนี้ยิ่งทำให้การเต้นรำของเราแนบชิดกันมากขึ้นไปอีก
 
"ดีเลย เหมาะกับนายชอบทำหน้าดุๆ ดีนัก" ฉันหันไปยิ้มเยาะ ที่เขาได้เป็นตัวละครหน้าเกลียด แต่ตัวเองได้เป็นเจ้าหญิงคนสวย แล้วฉันค่อยๆ หมุนตัว เมื่อหันกลับมา หมวดทำท่าเตรียมที่จะพูดอะไรบางอย่าง พร้อมตัวที่แนบชิดเข้ามาใกล้ รวมถึงใบหน้าเราสองคนที่แทบจะบรรจบกัน จนฉันรับรู้ถึงลมหายใจ และกลิ่นอายหอมๆ ของอีกฝ่าย
 
"งั้น...ผมต้องรอให้ใครบางคนบอกรักแล้วล่ะ จะได้คืนร่างเดิมเร็วๆ" หมวดพูดด้วยเสียงหวานนุ่มจนฉันแทบจะละลายไปในอ้อมแขนของเขา ก่อนการเต้นรำของเราจะจบลงในเมโลดี้สุดท้าย
 
'Beauty and the.... beast'
 
ฉันได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่ยังรู้สึกทำอะไรไม่ถูกกับคำพูดของเขา 'บ้า' คือคำๆ เดียวที่ฉันมีมอบให้ผู้ชายคนนี้ ก่อนจะค่อยๆ ถอยตัวจากอ้อมแขนเขาเบาๆ และย่อตัวลง พร้อมๆ กับที่เขาก้มโค้งให้ฉันตามธรรมเนียม
 
เสียงปรบมือดังขึ้นรอบตัว ทำให้ฉันหันไปมองรอบๆ คู่เราเต้นกันอยู่กลางฟลอร์ และกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พอเต้นเสร็จแบบนี้แล้ว ก็อดที่จะแอบเขินไม่ได้แหะ หมวดเอื้อมมือมาจับมือฉันเพื่อจะกลับไปที่โต๊ะ
 
แต่ทันใดนั้น อินโทรเพลงฮิตที่ทำให้ทุกคนครึกครึ้นได้ก็ดังขึ้น ทำให้ฉันต้องขืนตัวเองไว้ ฉันยังไม่อยากกลับไปนั่งเลย หมวดหันมาทำหน้างงๆ มองมาที่ฉันที่อยู่ๆ ก็หยุดเดีน
 
'The warden threw a party in the county jail.
The prison band was there and they began to wail.
The band was jumpin and the joint began to swing.'
 
เสียงของนักร้องชายที่ดังขึ้น ทำให้ฉันยักคิ้วเป็นเชิงคำถามให้หมวดว่า 'กล้าป่ะล่ะ?'
 
‘You should've heard those knocked out jailbirds sing.
Lets rock!’
 
ทันทีที่สิ้นเสียงคำว่า everybody, lets rock! ฉันกับหมวดก็ควงกันกึ่งวิ่งกลับไปที่ฟลอร์ เต้นกันสนุกสนานพร้อมกับคนอื่นๆ ที่กล้าออกมาเต้นด้วยกันมากขึ้น ฉันเห็นหมวดพยายามทำท่าเต้นตามที่เอววิสทำบ่อยๆ แม้มันออกจะดูตลก แต่ทำให้ผู้ชายคนนี้ยิ่งดูมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก เห็นแบบนั้นฉันจึงไม่ยอมแพ้ถกกระโปรงยาวขึ้นนิดนึงเพื่อจะได้เต้นสนุกๆ
 
'Everybody in the whole cell block
Was dancin to the jailhouse rock.'
 
ตอนนี้คุณอิฐที่ควงคุณเจนออกมาเต้นด้วยกันแล้ว แถมยังมีจีเซลลากพี่วิวออกมาเต้นอยู่ข้างๆ ฉันด้วย ภาพทุกอย่างมันดูเหมือนฝันเลย ฉันปล่อยตัวไปตามจังหวะและเสียงดนตรี ภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุขจากคนรอบกาย สิ่งเหล่านี้มันทำให้ฉันไม่อยากให้ค่ำคืนนี้จบลงเลย
 
ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเจ้าหญิงแต่ละคนมีคนสุขมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ฉันมั่นใจว่าตัวเองมีความสุขยิ่งกว่าเจ้าหญิงคนไหนๆ ทั้งหมด ฉันไม่ต้องกลัวว่านาฬิกาจะดังบอกเวลาเที่ยงคืนแล้วจะกลายร่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม ฉันไม่ต้องกลัวใครจะเอาแอปเปิลใส่ยาพิษมาหลอกให้กิน ฉันไม่มีแม่เลี้ยงใจร้ายให้ต้องคอยระวัง ฉันมีแต่คนที่รักและจริงใจอยู่รอบๆ ตัว ขอแค่นี้ได้ไหม ทั้งหมดในชีวิตที่ฉันต้องการ แล้วฉันจะไม่ขออะไรอีกเลย...
 

………………………………………………….

ตอนเขียนนี่พยายามนึกภาพตามในหัว เป็นตอนที่ชอบที่สุดต้งแต่เขียนมาเลย

 

 

 

ต่อด้วย JailHouse Rock

 



#59 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 20 March 2014 - 06:56 AM

ตอนที่ 55 My Knight in Shining Armor

 

(เจน's)

 

 

ฉันมองภาพแขกหลายคนที่กำลังไปเต้นรำกันหน้าเวที แต่มีเพียงคนสองคนที่ดึงดูดสายตาจากคนทุกคู่ เขาสองคนดูเหมือนหลุดออกมาจากในนิยาย ผู้หญิงในชุดแดงที่ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเคยเป็นผู้ชายมาก่อน ฉันนึกภาพนั้นไม่ออกด้วยซ้ำ ตอนนี้เธอด้วยสวยเจิดจรัสขึ้นไปอีกเมื่อเธอยิ้มพร้อมดวงตาที่เป็นประกายสดใสเวลาอยู่กับผู้ชายคนนี้ คนเดียวกับที่เอาหัวใจของฉันไป... วันนี้ตั้มดูเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบไปหมด ด้วยรูปร่างสูงสง่า ในชุดหรู ใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมตอนนี้มีรอยยิ้มนิดๆ ฉายอยู่

 

ฉันตัดสินใจลุกออกไปเขาห้องน้ำ แม้จะยินดีกับภาพตรงหน้า แต่ก็ไม่ใด้แปลว่าฉันอยากจะเห็นมันสักเท่าไหร่

 

"มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะเจน ไม่เข้าไปข้างในล่ะ" เสียงอิฐดังขึ้น เมื่อเห็นฉันออกมานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงโซฟาด้านนอก

 

"เบื่อๆ น่ะอิฐ เจนไม่ชินกับงานแบบนี้หรอก" ฉันตอบในขณะอิฐเดินมายืนพิงระเบียง แต่ไม่ได้นั่งลงมาข้างฉัน

 

"แน่ใจ ไม่ใช่ว่าทนเห็นตั้มมันควงคนอื่นไม่ได้หรอกหรอ" อิฐถามจี้ใจดำ พร้อมจ้องมาทีฉัน ฉันว่าอิฐคงรู้ฉันคิดอะไรกับเพื่อนคนนี้ คงมีแต่ตั้มเองแหละที่ไม่รู้

 

"อิฐก็คงไม่อยากเห็นคุณภัทรอยู่กับตั้มล่ะสิ" ฉันพูดย้อนอิฐบ้าง

 

"อิฐไม่ได้คิดอะไรกับเขาแบบที่เจนคิดกับไอ้ตั้มมันสักหน่อย" อิฐยังคงพูดไม่ยอมแพ้

 

"ก็แน่ล่ะ อิฐจะไปรักใครเป็น เห็นเปลี่ยนแฟนมาไม่ซ้ำหน้า" ฉันพูดพร้อมส่ายหน้าให้

 

"ยอมรับแล้วหรอว่าคิดอะไรกับไอ้ตั้มมัน ส่วนอิฐในสายตาเจนก็เป็นได้แค่ผู้ชายเจ้าชู้แบบนี้ล่ะมั้ง" อิฐพูดพร้อมทำเสียงงอนๆ จนดูน่าขำ

 

"ก็จริงหนิ เจนพูดผิดตรงไหน" ฉันพูดกอดอกยิ้มๆ

 

"ก็คนที่จริงจังด้วยเขาไม่หันมาสนใจสักที ได้แต่รักเขาฝ่ายเดียว" อิฐพูดเสียงเศร้าจนทำฉันอดทำเสียงหงอยสงสารไม่ได้ เลยต้องลุกไปหาสักหน่อย

 

"พูดอะไรของอิฐเนี่ย ดราม่าเป็นกะคนอื่นเขาเป็นด้วย โอ๋ๆ ไม่มีใครยังมีเจนอยู่เป็นเพื่อนอิฐนะ" ฉันเดินไปยืนข้างอิฐ จับมือมาลูบเบาๆ เผื่อจะปลอบใจอิฐได้บ้าง

 

"เจน" เสียงอิฐพูดจริงจังพร้อมเปลี่ยนมาจับมือฉันไว้แทน ทำให้ฉันต้องเงยหน้ามองอิฐ

 

"ถ้าอิฐไม่อยากเป็นแค่เพื่อนแล้วล่ะ เจนให้โอกาสอิฐไม่ได้หรอ" คำพูดของอิฐเหมือนกับประโยคเดิมที่เคยพูดกับฉัน

 

"เจนว่าเราคุยเรื่องนี้กันไปแล้วนะ" ฉันพูดเสียงเรียบๆ ให้อิฐ ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรอิฐ เพียงแต่ฉันมีคนที่ฉันรักอยู่แล้วเท่านั้นเอง แม้จะได้เพียงเฝ้ามองก็ตาม

 

"แต่นี่มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เจนก็เห็นไอ้ตั้มกับคุณภัทรแล้วนิ แม้สองคนนั้นจะยังไม่ยอมรับแต่เจนก็รู้สึกได้ใช่ไหมล่ะ" สิ่งที่อิฐพูดฉันไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทำไมฉันจะไม่รู้สึก ตั้งแต่คุณภัทรเธอก้าวเข้ามาในชีวิตของตั้ม เหมือนนาฬิกาของฉันมันกำลังเดินนับถอยหลัง เวลาของฉันกำลังหมดลง ฉันไม่มีวันได้เขามา หมดเวลาแม้แต่จะหวัง ส่วนผู้ชายตรงหน้าคนนี้ ฉันเองก็ไม่อยากเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งเองเขาเช่นเดียวกัน

 

"ที่ผ่านมาอิฐอาจจะทำตัวเสเพลคบผู้หญิงหลายไม่ซ้ำหน้า แต่ก็แค่อยากหาใครสักคนให้เพื่อให้ลืมเจน แต่อิฐก็ไม่เคยทำได้เลย อิฐรักเจนเหมือนเดิม ยังรักมาตลอด เจนไม่เคยให้โอกาสอิฐเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้อิฐขอแค่โอกาสได้ไหม" อิฐพูดจริงจังจ้องมาในดวงตาของฉัน ที่อิฐพูดมันไม่ใช่ข้อแก้ตัว ฉันเองก็เป็นอย่างที่อิฐบอกจริงๆ ไม่เคยแม้แต่จะลองเปิดใจ ฉันมัวแต่เฝ้ามองใครอีกคนที่เขาไม่มีทางหันมามองฉัน จนฉันเองลืมมองคนที่ยังรอฉันอยู่

 

"อิฐไม่ได้ขอให้เจนรัก แต่ขอแค่ให้เจนลองเปิดใจ ถ้ามันไม่ได้จริงๆ อิฐจะไม่ขออะไรเจนอีกเลย อิฐจะเคารพการตัดสินใจของเจน" คำพูดของอิฐเหมือนคำพูดที่อยู่ในใจฉัน คำพูดที่อยากพูดกับผู้ชายอีกคน แต่ฉันไม่กล้าพอจะพูดมันออกมา แต่ ณ ตอนนี้ฉันเข้าใจหัวอกคนที่ได้แต่เฝ้ารอแล้ว ฉันรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน อีกอย่างมันก็ไม่ใช่คำขอที่ยากจนเกินไป ฉันหายใจเข้าลึกๆ เหมือนต้องการเรียกพลังให้ตัวเองก่อนจะตัดสินใจยิ้มรับพยักหน้าให้อิฐแทนคำตอบ

 

"จริงนะ ไม่ได้ล้อกันเล่นใช่ป่ะเนี่ย" จากใบหน้าจริงจังของอิฐกล้าเป็นรอยยิ้มตื้นเต้นเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า

 

"อืม งั้นพาเจนกลับเข้างานนะ" ฉันพูดพร้อมอิฐที่รีบทำท่าปัดฝุ่นบนแขนเตรียมให้ฉันควง ฉันได้แต่ยิ้มขำๆในท่าทางของผู้ชายคนนี้ หวังว่าฉันคงไม่คิดผิดนะ

 

"อิฐอาจจะไม่ใช่เจ้าชายที่เจนเฝ้ารอ แต่ขอเป็นอัศวินขี่ม้าขาวคอยปกป้ององค์หญิงคนนี้เองขอบคุณนะครับ" อิฐพูดพร้อมจูงฉันเข้างาน แต่ยังไม่ทันจะได้นั่งดี ฉันก็ถูกลากออกไปเต้นรวมกับตั้มและคุณภัทร โดยอิฐมีหนูจีเซลเป็นกองเชียร์ที่ไม่มีใครกล้าขัดใจเธอคนนี้แน่นอน ฉันขอให้เธอออกมาเต้นด้วยกัน แต่เธอทำหน้าเศร้าและบอกไม่มีคู่เต้น ฉันเลยหันไปสะกิดวิว และวิวก็รู้ความหมายดีจึงเดินมากระแอ้มเสียงหล่อให้หนูจีเซล

 

“Would you please dance with me? (ให้เกียรติเต้นรำกับผมนะครับ)” คำพูดหวานเลี่ยน แต่ท่าทางจะถูกใจหนูน้อย เพราะยิ้มกว้างเชียว หนูจีเซลเก็กท่าจัดชุดให้เข้าที่เข้าท่าทางและเดินให้วิวจูงมือออกไป ฉันมองดูความเอ็นดู เธอน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย ยิ่งอยู่ใกล้คุณภัทรยิ่งเข้าขากัน เต้นดุ๊กดิ๊กๆ น่ารักเชียว

 

"อยากมีบ้างหรอ อิฐยินดีนะ" อิฐพูดยิ้มส่งมาในขณะที่ฉันมองไปที่จีเซลที่กำลังเล่นสนุกสนานอยู่

 

"บ้าหรอ" ฉันตีแขนอิฐเบาๆ ส่วนอิฐก็หัวเราะ เต้นนำฉันพร้อมกับเล่นกับจีเซลไปด้วย ส่วนคุณภัทรกับตั้มและวิวก็มองมาที่ฉันยิ้มๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร

 

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง พร้อมเสียงเพลงสนุกๆ ที่ดังอย่างต่อเนื่องฉันว่าวันนี้ต้องเป็นวันที่ทุกคนต้องมีความสุขมากแน่นอน รวมถึงอัศวินของฉันด้วย วันนี้เขายิ้มกว้างกว่าทุกๆ ครั้ง 'ขอบคุณนะอิฐ' ฉันพูดในใจพร้อมปล่อยให้ความสุขในค่ำคืนนี้ดำเนินต่อไป

 

…………………………………………………..................................................

หนูจีเซล

 

1503816_732221710142815_1865951107_n.jpg



#60 DhoomGirl

DhoomGirl

    สมาชิกหน้าใหม่

  • Members
  • Pip
  • 37 posts
  • Gender:Female
  • Location:Bangkok

Posted 20 March 2014 - 06:58 AM

ตอนที่ 56 Man in the Mirror
 

(วิว’s)

 

 

"เสร็จยังเนี่ยเรา นานมาก" ผมทักน้องสาวตัวเองที่เดินเข้าไปเปลี่ยนชุดโดยใช้เวลานานจนแขกคนอื่นกลับไปบนหมดแล้ว คงไม่ต้องบอกว่านานขนาดไหน

 

"ก็ทำเองคนเดียวอ่ะ ปรกติมันต้องมีคนช่วยเปลี่ยนสิ ห้องน้ำก็เล็กนิดเดียว แถม.." เสียงบ่นฉอดๆ มาไม่หยุด จนผมต้องเบรก

 

"พอๆๆ ไปได้แล้ว เดี๋ยววิวไปส่ง" ผมพูดตัดบท พร้อมรีบลากแม่ตัวดีนี่ออกมา ทำอะไรชักช้าเหลือเกิน เสียงบ่นกระปอดกระแปดยังดังไม่หยุดจนถึงประตูรถ แต่อยู่ดีๆ ภัทรก็หยุดเดินเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้

 

"แล้วนายนั้นหายไปไหน" ผมหันไปมองหน้าภัทรที่จ้องหน้าผมรอคำตอบ

 

"กลับไปก่อนแล้ว พี่เขาวานให้วิวไปส่ง" พอผมพูดจบ จากหน้านิ่งๆ เริ่มดูไม่สบอารมณ์ คิ้วเริ่มขมวดกัน ก่อนจะหายใจเข้าแรงๆ และรีบฟึดฟัดเปิดประตูเข้าไป อาการนี้ไม่บอกก็รู้ว่า...งอน

 

"กลับเลยไหม จะแวะกินไรป่าว" ผมถามเมื่อเปิดประตูเข้ามา สตาร์ทรถเตรียมออกจากโรงแรม แต่คนข้างๆ ผมยังคงนิ่งไม่มีเสียงตอบกลับ เพียงแต่ส่ายหน้าเป็นการปฎิเสธ มีแต่สีหน้าครุ่นคิด แววตาเหมือนกำลังน้อยใจอะไรบางอย่าง ทำให้ผมถึงบางอ้อ

 

"พี่ตั้มกลับไปก่อนเพราะเขาต้องแวะไปเปลี่ยนรถที่บ้าน ถ้าเรานั่งไปด้วย ใครเห็นว่าเข้าบ้านกับผู้ชายดึกๆ ดื่นๆ มันจะดูไม่ดี..." พอผมพูดภัทรก็ค่อยๆ คลายสีหน้าตึงเครียด แต่คิ้วยังขมวดกันประหนึ่งมีเครื่องหมายคำถามแปะไว้อยู่ ไม่ต้องพูดผมก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ที่ยังคาใจอยู่

 

"...แล้วที่สำคัญพี่เขาไปคนเดียว ไม่ได้ไปส่งพี่แอน" ผมพูดยิ้มๆ เน้นประโยคสุดท้ายก่อนที่สีหน้าของแม่ตัวดีจะกลับมาเป็นปรกติ ออกจะมากกว่าปรกติซะด้วยซ้ำ

 

"ก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ...ก็ลองไปดูดิ" ภัทรพูดอมยิ้มน้อยๆ พร้อมสีหน้าสดใส จนผมต้องเอื้อมมือไปผลักหัวด้วยความหมั่นไส้ มีเพียงเสียง 'โอ้ย' ประหนึ่งว่ามันเจ็บมาก แต่กลับไม่หันมาด่าผมเหมือนทุกครั้ง เพียงแต่ยังนั่งอมยิ้มมองทางข้างนอกเหมือนวิวมันสวยซะเหลือเกิน

 

"อารมณ์ดีแล้วหรอ" ผมอดจะแซวไม่ได้ เมื่อเหมือนออร่าสีชมพูกระจายฟุ้งอยู่รอบตัวขนาดนั้น

 

"ก็ดีตลอดอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย อ่อ เมื่อกี้ถามจะกินอะไรใช่ไหม เดี๋ยวแวะกินก๋วยเตี๋ยวก็ได้ยังไม่ได้กินอะไรเลย" คนตอบลอยหน้าลอยตาพูดพร้อมเปิดเพลงฮัมตามสบายอารมณ์ จนผมต้องถอนหายใจ พร้อมส่ายหน้าให้กับความเพี้ยนของน้องคนนี้

 

"เออใช่ วิวซื้อใส่ถุงไปด้วยดิ ภัทรจำได้ป่านนี้เอ็มน่าจะใกล้ออกเวรแล้ว" เมื่อกินกันเสร็จ ภัทรก็พูดพร้อมดึงข้อมือของผมไปดูนาฬิกา

 

"เอาดิ" ผมตอบสั้นๆ แล้วยกแก้วน้ำมาดูด เอ็มหรอ... ไอ้หนุ่มยิ้มหวานตาหยีนั้นอ่ะนะ ครั้งที่แล้วมันแกล้งผมไว้ด้วยนิหว่า ยังไม่ได้เอาคืนเลย...พลาดจากน้องจะมาจีบพี่แทน...คิดได้นะ

 

"ยิ้มไรวิว" เสียงภัทรพูด ทำให้ผมหันมามองภัทรที่จ้องหน้าผมอยู่ นี่ผมยิ้มอยู่หรอ

 

"จ่ายเงินได้แล้ว ภัทรง่วง ไปรอบนรถนะ" ภัทรพูดพร้อมเดินละลิ่วไปเลย ดีนะ มันไม่ใช่พวกชอบซักไซร้ ไม่งั้นคงตอบไม่ถูกว่าผมยิ้มอะไร แล้วผมยิ้มทำไม... ผมจ่ายเงินและขึ้นรถตามไป ไม่นานนักเราก็กลับมาถึงค่าย

 

คนข้างๆ ผมหลับปุ้ยไปแล้ว กินอิ่มนอนหลับ ส่วนผมพอเลี้ยวเข้ามาในค่ายก็ต้องหยุดตรวจ ทหารสองนายยืนอยู่ มีอยู่คนหนึ่งขาวเด่นขนาดนี้มีมันคนเดียวแน่นอน มาถึงก็เจอเลยแหะ ต้อนรับผมถึงหน้าประตูค่ายเลย

 

ผมลดกระจกลอง พร้อมเอ็มเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ทำความเคารพก่อนจะเดินเข้ามา ส่วนอีกคนหันไปจดอะไรยุกยิกๆ แทน ตอนนี้มันดูจริงจังแปลกตาไปเลยแหะ

 

"สวัสดีครับ ขออนุญาตขอความรวมมือ ทางค่ายมีมาตรการตรวจบัตรและทะเบียนรถก่อนเข้าค่าย ขออภัยในความไม่สะดวก..." เสียงพูดยาวเป็นชุดเหมือนท่องจำก่อนจะก้มลงมามองหน้าผม แล้วจู่ๆ ก็หยุดพูดไป

 

"อ้าว ไม่พูดต่อล่ะ" ผมพูดยิ้มๆ

 

"เห้ย พี่มาได้ไงเนี่ย" สีหน้ายิ้มแย้มที่ผมเคยเห็นฉายชัดขึ้นมา แม้จะมืดแต่ผมว่ารอยยิ้มของเขาสว่างพอจะทำให้คนรอบข้างมองเห็นมันแน่นอน

 

"มาส่งภัทรมันอ่ะ แต่หลับไปแล้ว" ผมพูดเพยิดหน้าให้มันมองคนข้างๆ

 

"อ่อ แล้วนี่ซื้อมาฝาก" ผมพูดพร้อมยื่นถุงก๋วยเตี๋ยวส่งให้มัน เอ็มมองหน้าผมงงๆ

 

"รับไปดิ ภัทรมันซื้อมาให้" พอผมอธิบาย เอ็มก็พยักหน้าเข้าใจ แต่กลับทำหน้าเศร้าๆ แทน แต่ผมว่าตามันยังเหมือนยิ้มอยู่เลยนะ

 

"...เป็นไรว่ะ" ผมถามออกไปงั้นแหละ แต่เหมือนเปิดทางให้หาเรื่องเข้าตัว

 

"ป่าวครับ แค่คิดว่า...พี่ตั้งใจซื้อมาให้ผม" มันพูดพร้อมมองตาผม จนผมตั้งตัวไม่ทัน แม้มันจะไม่ใช่มุกที่เหนือความคาดหมาย แต่พอมันจ้องตามาแบบนั้น ก็อดจะเหวอไม่ได้ ส่วนไอ้คนดราม่าใส่ผม เมื่อเห็นแบบนั้นมันก็หลุดหัวเราะออกมา

 

"ฮ่าๆ ผมล้อเล้นพี่ เข้าไปส่งภัทรเหอะ ขอบคุณนะครับ" ผมส่ายหน้า แล้วขับรถเข้าไป เมื่อกี้น่าจะเบิดกระโหลกมันซักที ผมค่อยๆ หันไปเรียกภัทรเมื่อถึงตึกนอนแล้ว

 

"หือ ถึงแล้วหรอ ไม่อยากลงเลย เห้อออออออ กลับมาสู่โลกความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายอีกแล้วสินะ" ภัทรพูดพร้อมถอนหายใจ ตัดพ้อยาวๆ ขยี้หน้าขยี้ตา

 

"ไปๆ รีบลงไปได้แล้วไป๋ ดูดิ ใครรออยู่" พอเห็นผมพูด ภัทรก็รีบมองตามไปทางสายตาผม ก่อนจะตาลุกลุกวาว รีบเปิดประตูลงไปก่อนเสียงแว้ดๆ จะตามมา แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่อาการแบบนี้เท่าที่รู้จักภัทรคือดีใจแต่เก็กฟอร์ม ไม่ก็...อยากหาเรื่องคุย

 

'ไหนใครบอกไม่อยากลงว่ะ' ผมพูดขำๆ ก่อนจะขับรถเตรียมวนออก แต่ไม่ลืมแวะบอกลาน้องสาวตัวแสบ

 

"ใครใช้ให้นายกลับมาก่อนห่ะ จะออกมาก่อนบอกหน่อยก็ไม่ได้...." บลาๆๆๆๆ เสียงบ่นดังเข้าหูเมื่อผมลดกระจกลง แต่อีกฝ่ายยังทำนิ่งๆ ส่ายหน้าไม่ตอบอะไร

 

"นี่ ไปนะ อย่าดื้อกะพี่เขามาก สรุปใครมันเป็นหัวหน้าใคร" คำพูดผมดูทำให้ยัยภัทรควันออกหูกว่าเดิม

 

"ใครดื้อ ภัทรไม่ดื้อนะวิว.." เสียงภัทรหันมาโวยวายกับผมแทน แต่เสียงเข้มๆ ของผู้ชายอีกคนดังขึ้นทำเอายัยภัทรเงียบกริบ

 

"พอ เงียบได้แล้ว หรืออยากออกกำลังกายก่อนนอนไหม" พี่ตั้มพูดกอดอกมองหน้าภัทรนิ่งๆ ที่ตอนนี้เหมือนทำปากหายไปซะอย่างนั้น

 

"เห้ย ตาฟาดป่ะเนี่ย มีคนสั่งภัทรให้มันหยุดพูดนอกจากคุณลุงได้ด้วยหรอว่ะ" ผมพูดอย่างไม่เชื่อสายตา จนภัทรต้องค้อน ก่อนจะฟึดฟัดเดินเข้าตึกนอนไปเลย

 

"เออ ไปนะ" พี่ตั้มหันมาลาง่ายๆ พร้อมส่ายหน้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงอะไร

 

"ผมเข้าใจๆ เล่นทำเป็นเข้มแบบนี้ อย่าลืมตามไปง้อด้วยนะ" ผมพูดแซวพี่ตั้มขำๆ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร

 

"รู้แล้ว ชินแล้วว่ะ สามเวลาหลังอาหาร มึงก็กลับดีๆ อ่ะ ทางนี้ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวดูแลให้" พี่ตั้มพูดพร้อมเดินตามภัทรเข้าไป

 

'ตอนนี้คงไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะ' ผมคิดในใจ คำถามที่ผมเคยถาม ไม่ต้องให้พี่เขาตอบหรือถามซ้ำเพื่อเอาคำตอบ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้ผมเห็นมันกระจ่างชัดแล้ว ณ ตอนนี้ ผมคงได้แต่เฝ้ามอง และขอให้เพียงน้องสาวคนเดียวของผม และพี่ชายที่ผมเคารพรักนั้น...โชคดี

 

"จะกลับแล้วหรอครับ" เสียงหวานรื่นหูพร้อมรอยยิ้มแฉ่งเหมือนรอทักทายผม

 

"เออ กลับล่ะ แล้วทำไมไม่ออกเวรอีกอ่ะ มันตีสองกว่าล่ะนิ" ผมถามพร้อมรับบัตรคืน แต่หันไปเห็นนาฬิกาที่บอกเวลา และทหารที่เดินมาเปลี่ยนผลัด

 

"ผมรอพี่ออกมานั้นแหละ" เอ็มพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม

 

"รอไมว่ะ" ผมไปงั้นอ่ะ แต่เห็นสีหน้ามันก็รู้แล้วจะต้องมาเล่นมุกเสี่ยวแน่นอน

 

"จะบอกรอส่งกูใช่ไหม..." ผมชิงพูดก่อนมันจะอ้าปาก จนมันต้องเอามือเกาหัว

 

"โธ่ เบื่อคนรู้ทัน" มันทำเซ็งเสียงเซ็งๆ ผมส่ายหน้ายิ้มๆ เตรียมขับออกไป แต่มันร้องทักไว้ ทำให้ผมต้องหยุดกระจกค้างไว้

 

"ที่พูดมาก็ใช่...แต่ยังไม่หมด ผมจะรอบอกว่า...ขับรถกลับดีๆ นะครับ แล้วเจอกันใหม่"

 

เสียงเอ็มพูดยิ้มๆ ก้มลงมามองตาผม ผมทำได้เพียงพยักหน้ารับ พอมองตามันตรงๆ แบบนี้แล้วพูดอะไรไม่ออกเหมือนกันแหะ ผมค่อยๆ ปิดกระจก และขับออกไป เมื่อมองตามกระจกหลังก็เห็นมันชูไม้ชูมือบ๊ายบายผมอยู่

 

แต่นอกจากนั้นสิ่งที่ผมเห็นคือ รอยยิ้มกว้างของใครบางคนในกระจก...

 

รอยยิ้มที่ผมไม่เห็นมานาน...

 

รอยยิ้มนั้น...

 

ของผมเอง...

 

...นี่ผมยิ้มกว้างแบบนี้ใด้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

 

………………………………………………….

 

1902854_714411828590470_674876038_n.jpg

 

10155506_738133572884962_1375740828_n.jp






0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users