Jump to content






Photo

Retin A ,AHA,BHA เรื่องน่ารู้


  • Please log in to reply
No replies to this topic

#1 aomsiam

aomsiam

    ฝ่ายข้อมูล Missladyboys.com

  • Missladyboys_Team
  • PipPipPipPip
  • 1437 posts
  • Gender:Female
  • Location:ทุกที่ ทุกเวลา

Posted 08 July 2008 - 08:18 PM







ภาพประกอบจากอินเตอร์เนท


Retin A ,AHA,BHA เรื่องน่ารู้ จากวารสารทางการแพทย์
Anti-aging Treatment


ในปัจจุบัน เมื่อมีความเข้าใจเกี่ยวกับการแก่ของผิวหนังมากขึ้น และรู้ว่าปัจจัยหลักไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลจากแสงแดด นอกจากนี้เรายังสามารถป้องกัน รวมถึงสามารถแก้ไขการเปลี่ยนแปลงที่เกิดไปแล้วได้บ้างบางส่วนอีกด้วย

sunscreen, Retin-A, AHA, BHA คือสิ่งที่เราพอจะหวังผลได้ โดยมีข้อมูลทางการแพทย์ที่สนับสนุน

แน่นอน ถ้าคุณต้องการต่อสู้กับริ้วรอยบนใบหน้า อันดับแรกที่ควรทำคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด เนื่องจากเรารู้กันแล้วว่าแสงแดดเป็นปัจจัยหลัก ดังนั้นคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเราทำสารพัดวิธีเพื่อลบริ้วรอยบนใบหน้า แต่ยังคงปล่อยให้ผิวหน้าถูกแสงแดดอยู่เป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 11 โมงเช้า ถึง 3 โมงบ่าย เพราะ เป็นช่วงที่มีปริมาณแสงแดดมากที่สุดในแต่ละวัน นอกจากนั้น การใช้ ครีมกันแดด ที่มี SPF15 เป็นอย่างน้อย จะช่วยลดปริมาณแสงอุลตราไวโอเลตต่อผิวหนังได้


Retin-A

- Retin-A หรือ Tretrinoin เป็นยาทาที่สกัดจากวิตามินเอ ทางการแพทย์ใช้เป็นยาทารักษาสิวมานาน ก่อนจะมีการนำมาใช้ในการ ชะลอความแก่ของผิวหน้า เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ในชั้น horny layer ลอกหลุดได้ง่ายขึ้น ไม่อุดตันรูขุมขน นอกจากนั้นยังพบว่า ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ของผิวหนังขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า จึงทำให้เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในชั้นหนังแท้ เป็นตัวที่ทำให้ผิวหน้าตึงดูอ่อนวัย และยังช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างหลอดเลือดเล็กๆที่ผิวหนัง ที่ถูกทำลายไปตามกาลเวลาและจากแสงแดด

- คำว่า Retinoids เป็นคำที่ใช้เรียกยาทั้งหลายที่สกัดจากวิตะมินเอ (Retinol) Retin-A เป็นวิตามินเอที่ถูกเปลี่ยน ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกรด จะต่างจากสารประกอบในเครื่องสำอางทั้งหลาย ซึ่งมักสกัดจากวิตามินเอโดยตรง (Retinol) หรือวิตามินเอในรูปของ retinyl palmitate,retinyl acetate เป็นต้น สารเหล่านี้ไม่ได้มีฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้นเทียบเท่ากับ Retin-A
Retin-A เป็นยาที่จะต้องจ่ายโดยแพทย์ ไม่สามารถหาซื้อเองตามร้านขายยา

- Retin-A ช่วยแก้ไขริ้วรอยบนใบหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นยังไม่มากได้ แต่สำหรับรอยย่นที่ลึกหรือผิวหนังที่หย่อนยานมาก ยานี้ไม่สามารถใช้ได้ผล สิ่งที่พอจะหวังได้ ได้แก่ ริ้วรอยย่นที่ตื้นๆ รอยด่างดำ สีผิวที่ไม่สมํ่าเสมอ สภาพผิวที่หยาบกร้าน จากการถูกแสงแดดมาก

วิธีการใช้ Retin-A ให้ได้ผลและปลอดภัย

อย่าลืมว่า Retin-A เป็นยา ไม่ใช่เครื่องสำอาง จึงควรใช้ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยา


- ทายาวันละครั้งก่อนนอน ถ้าผิวไวมาก อาจต้องเริ่มด้วยวันเว้นวัน

- อย่าใช้ปริมาณมากเกินไป นอกจากไม่ได้ช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้น ยังกลับจะทำให้มีผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น

- ควรรอประมาณ 30 นาที หลังจากล้างหน้าเสร็จ จึงค่อยทายา

- หลังจากทายา บางคนอาจจะมีผิวแดง ลอก และแห้งได้ อาการเหล่านี้ควรดีขึ้นภายใน 1เดือน ถ้ายังเป็นมากควรปรึกษาแพทย์

- ยานี้ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น เมื่อใช้ยานี้ ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

- ถ้าคุณมีโรคที่ไวต่อแสงแดด หรือกำลังใช้ยาบางอย่างที่ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

- ยาในกลุ่มวิตะมินเอ เมื่อใช้รับประทานจะมีผลข้างเคียงต่อการสร้างอวัยวะทารกในครรภ์ ถึงแม้การใช้ยาทาจะไม่ได้มีการยืนยัน ว่ามีผลข้างเคียงเช่นเดียวกับยารับประทาน แต่เพื่อความปลอดภัย จึงไม่ควรทายานี้ในระหว่างการตั้งครรภ์

โดยทั่วไปจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของผิวหน้า หลังจากทายาอย่างสมํ่าเสมอประมาณ 4-6 เดือน หลังจากไม่ได้ผลเพิ่มมากขึ้นอีก อาจทายาเพียงสัปดาห์ละครั้งก็พอ อย่าลืม ยังไม่มีการศึกษาถึงผลของการใช้ในระยะยาว







AHA

- AHA หรือ Alpha hydroxy acid เป็นกรดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ บางทีเรียก fruity acid เนื่องจากที่มาของกรดเหล่านี้ เช่น glycolic จากนํ้าอ้อย, lactic จากนมเปรี้ยว, citric จากมะนาว สัปปะรด, pyruvic จากมะละกอ, malic จากแอปเปิ้ล, tartaric จากเหล้าองุ่น

- AHA เมื่อถูกทาลงบนผิวหนัง จะถูกดูดซึมไปยังผิวหนังชั้นบนสุด และไปทำลายแรงยึดเกาะระหว่างเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วในชั้น horny layer ทำให้เซลล์เหล่านี้ลอกหลุดง่ายขึ้น มีผลให้เซลล์ใหม่ในชั้นล่างลงไปขึ้นมาแทนที่ ทำให้ผิวหน้าเรียบและนุ่มนวล สดใสกว่าเดิม นอกจากนี้ เนื่องจากเซลล์ในชั้น horny layer ที่เกาะติดกันแน่นและไม่ลอกหลุดตามที่ควร จะไปอุดตันรูขุมขน เป็นสาเหตุของการเกิดสิว AHAจึงช่วยให้เกิดสิวลดลง

- การเลือกใช้ AHA ให้ได้ผลและปลอดภัย ดังที่กล่าวแล้วว่าAHA มีหลายชนิด แต่แนะนำให้ใช้ glycolic acid หรือ lactic acid
เนื่องจากเป็นชนิดที่มีการศึกษาค้นคว้ามานานกว่าตัวอื่น นอกจากนั้น glycolic acid ยังเป็นตัวที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด
ทำให้สามารถถูกดูดซึมเข้าไปในผิวหนังได้ดีกว่าตัวอื่น

- AHAไม่ใช่ยา ดังนั้นจึงพบเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางหลายชนิด ความเข้มข้นของสารนี้ในเครื่องสำอางค์มักอยู่ระหว่าง1-15% ความเข้มข้นที่ตํ่ากว่า 4% มักไม่ได้ผล ความเข้มข้นที่มากขึ้น แม้จะให้ผลมากขึ้น แต่ก็มีผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ความเข้มข้นที่มากกว่า 8% ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง หรือปรึกษาแพทย์ (แพทย์ผิวหนังมีการใช้ ในความเข้มข้นสูง เช่น 30-70% ในการลอกหน้า)

- สารนี้จะออกฤทธิ์ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด pH ที่เหมาะสมคือ 3-5 ถ้าpH สูงกว่านี้จะไม่มีฤทธิ์ช่วยในการลอกหลุดของเซลล์ผิวหนัง
ถ้า pHตํ่ากว่านี้จะระคายเคืองต่อผิวมากเกินไป

- ทาวันละครั้งก่อนนอน หรือในตอนเช้า ภายหลังล้างหน้าสะอาดแล้วประมาณ 15 นาที การทาในขณะที่หน้ายังไม่แห้งสนิท จะทำให้มีการระคายเคืองได้ ภายหลังจากทา AHA ผิวของคุณจะมีแห้ง มีขุยได้ ขุยเหล่านี้คือเซลล์ในชั้น horny layer ที่ลอกหลุดออกมา

- เนื่องจาก AHA ทำให้เซลล์ผิวหนังลอกหลุดออก ดังนั้นผิวหน้าคุณจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น อย่าลืมหลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

- การใช้ AHA จะเห็นผลภายหลังจากใช้ประมาณ 4-6 สัปดาห์ แต่ไม่ทุกคนที่จะได้ผลจาก AHA ถ้าคุณใช้ตามระยะเวลา ดังกล่าวแล้วยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ก็ไม่ควรใช้ต่อ ถ้าคุณได้ผลจากการใช้ AHA หลังจากใช้ไปเรื่อย ๆ ระยะหนึ่งจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นโดยทั่วไป หลังจาก 6 เดือน ถึง 1 ปี คุณสามารถลดการใช้ให้ห่างออก

BHA

- BHA หรือ Beta hydroxy acid มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับAHA ต่างกันที่ตำแหน่งของ hydroxy group ดังนั้นฤทธิ์โดย ทั่วไปจึงคล้ายคลึงกัน ที่ใช้ในวงการเครื่องสำอางมากที่สุดคือ salicylic acid บางคนเชื่อว่า BHA ออกฤทธิ์ดีกว่า AHA ในแง่ลดการเกิดสิวจากการลดการอุดตันของรูขุมขน





0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users