Jump to content






Photo

บันทึกกฎแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์


  • Please log in to reply
24 replies to this topic

#1 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:13 PM



บันทึกกฎแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์


ตอน แม่ค้าขนมจีน

ครั้งหนึ่งในงานวัดแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าบังเอิญได้พบกับคนรู้จักกันเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก มีสมญาว่ายายขนมจีน ขนมจีน นั้นตำนานเล่าว่า แต่ก่อนเป็นอาหารของคนจีน ต่อมา ชาวไทยได้ดัดแปลงมากินกับแกงเผ็ด หรือน้ำพริกน้ำยาให้อร่อยยิ่งขึ้น เราไม่ได้พบกันนานหลายสิบปี แต่ยังจำกันได้ สมัยก่อนตอนที่ยายขนมจีนยังสาว แกพายเรือขายขนมจีนน้ำยา พายไปก็ร้องขายไปเสียงเจื้อยแจ้ว ข้าพเจ้าเป็นลูกค้าประจำ น้ำยาของแกอร่อยได้รสชาติจริง ๆ

ยายขนมจีนอายุเพิ่งจะหกสิบกว่า แต่ดูแก่กว่าวัยมาก เดินเหินไม่สะดวกอีกทั้งมีอาการหัวสั่นหัวคลอนอยู่ตลอดเวลา แกบอกว่า นอกจากเวลานอนหลับเท่านั้นที่หยุดสั่น แต่บางครั้งขณะหลับ ๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะอาการหัวสั่นหัวคลอนของตัวเอง ขณะยืนคุยกันข้าพเจ้าบอกแกว่า หยุดคลอนหัวสักประเดี๋ยว ได้ไหม ยายขนมจีนบอกว่าไม่ได้เลย ไปหาหมอมาแล้วนับไม่ถ้วนไม่มีทางรักษาได้ เพราะไม่ใช่โรค พากินสัน (Parkinson) หมอพระหมอผีก็ไม่มีทางรักษาได้

ข้าพเจ้าถามแกว่า เป็นมานานเท่าไรและก่อนหน้านั้น เจ็บป่วยด้วยโรคอะไรหรือเปล่า แกตอบว่า เป็นมานานสิบปีแล้วและก่อนหน้านั้นแกเป็นไข้หวัดใหญ่ ถึงขนาดนอนซม ขณะนอนซมอยู่นั้นเหมือนมีใครทุบหัวแกด้วยท่อนไม้ใหญ่ จากนั้นหัวก็หนักอึ้งมาตลอด ต้องสะบัดหัวแรง ๆ สักที จึงจะค่อยเบาลง ต่อ มา อาการก็กำเริบเป็นสั่นคลอน ซึ่งบางครั้งสั่นคลอนมากจนถึงกับอยากตาย ตักข้าวใส่ปากก็ลำบาก เพราะ เข้าปากไม่คงที่ ที่สุดต้องเลิกขายขนมจีนด้วย แกบอกว่าระยะหลังนี้ดีขึ้นบ้างแล้ว เพราะแกหมั่นเข้าวัดทำ บุญทำทานบ่อย ๆ เราไปหาที่นั่งคุยกันใต้ต้นโพธิ์อยู่นาน สุดท้ายแกฝากข้าพเจ้าให้ช่วยบอกต่อ ๆ ว่า อย่าทุบหัวปลาเป็นอันขาดให้ดูแกเป็นตัวอย่าง แกได้พบเห็นมาหลายรายแล้ว ที่เคยทุบหัวปลากันต่างมีอาการอย่าง นี้ มันเป็นโรคทรมานกายทรมานใจ อีกทั้งอับอายขายหน้าเหลือเกิน ไม่อยากพบปะพูดคุยกับใครเลย

ยายขนมจีนเริ่มขายขนมจีนตั้งแต่อายุสิบสี่ ขายอยู่จนถึงอายุห้าสิบจำเป็นต้องหยุดขาย

น้ำยาของแกที่ว่าอร่อยกว่าใครนั้น เพราะแกจะพิถีพิถันเลือกปลา ปลาช่อนเป็น ๆ แข็งแรง ดิ้นฟาดหางโผงผาง น้ำหนักตัวประมาณสองกิโลกรัมจับขึ้นมา แล้วใช้ท่อนไม้ใหญ่ทุบหัวโดยแรงไม่ให้พลาด จากนั้นรีบขอดเกล็ด ทั้งที่ปลายังกระเสือกกระสนหาทางหนีอย่างนี้เนื้อปลาจึงจะมีรสหวาน แกจะไม่ใช้ปลาชาหรือปลาตายค้าง ช่วงขายดีวันหนึ่ง ๆ แกจะ ต้องทุบหัวปลาเอามาทำน้ำยาไม่ต่ำกว่าห้าถึงเจ็ดตัว

สมัยนี้คนชอบกินข้าวนอกบ้าน ตามภัตตาคารร้านอาหารเล็กใหญ่ มีรายการอาหารที่ขาดไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ปลาช่อนแปะซะ ผู้ขายจะเลือกใช้ปลาช่อนเป็น ๆ ให้ลูกค้าอร่อยลิ้นกับชีวิต ที่เพิ่งดิ้นพราด ๆ ก่อนราดเครื่องปรุงและทำให้สุกเหมือนกัน

การที่ยายขนมจีนหัวสั่นหัวคลอนตลอดเวลานั้น
บ้างว่ากันว่า คงเป็นสัญญาความจำที่แกทุบ หัวปลาแล้วเห็นหัวปลากระตุก ๆ เห็นภาพนั้นนานเข้า ๆ พฤติกรรมก็เลยเป็นไปตามนั้น บ้างก็ว่ากันว่า มันเป็นกรรมสนองกรรม เท่าที่จำได้ยายขนมจีนเกิดมาอาภัพอับวาสนา ฐานะยากจนลำบาก ยิ่งซ้ำหนัก คือ ทำอาชีพที่ต้องเกี่ยวกรรมกับชีวิตเขา ตั้งแต่เด็กจนแก่ แกจึงลำบากเรื่อยมา

ข้าพเจ้าพูดหลักธรรมให้แกฟัง ขอให้แกตั้งใจถือศีลกินเจเสีย อย่าได้สร้างหนี้ชีวิตต่อไปเลย อย่าได้ขัดเคืองใจที่ต้องรับกรรมอย่างนี้ ขอให้คิดว่า ดีแล้วที่ได้เป็นตัวอย่างให้ใครๆ ได้คิด จะได้ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเหมือนอย่างแก สุดท้ายข้าพเจ้าให้ข้อคิดจากคำกล่าวของคนโบราณ แก่ยายขนมจีนไว้ว่า

คนทำการใด จิตใจก็ใกล้กับการนั้น ๆ
ทำการกุศล จิตใจก็ใกล้กับกุศล
ทำการชั่วร้าย จิตใจก็ใกล้กับความชั่วร้าย
ทำการทารุณ จิตใจก็ใกล้อำมหิต
ทำการแย่งชิง จิตใจก็ใกล้กับความโลภโกรธหลง
โลภ โกรธ หลง คืออบายภูมิ หนทางไปสู่ นรก เปรต เดรัจฉาน?.. .





#2 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:14 PM

ตอน กลับชาติมาเกิด

เรื่องของการเวียนว่าย คนกลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์ สัตว์กลับชาติมาเกิดเป็นคน เรื่องของการระลึกชาติได้?.. อะไรทำนองนี้มีให้ได้ประจักษ์มากมายในโลก โดยเฉพาะคนไทยชาวพุทธที่มีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จะพิจารณาเห็นความเป็นจริงนั้นๆ แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ปรามาสว่ามันเป็นความงมงายของคนที่ชอบทึกทักคล้อยตาม

เมื่อต้นปี ข้าพเจ้าได้ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท และเที่ยวงานประจำปีที่ทางวัดจัดให้มีขึ้น วัดพระพุทธบาทแห่งนี้มีโรงเจตั้งอยู่ด้วยแต่ดั้งเดิม ข้าพเจ้าได้พบกับคนรู้จักกันเก่าแก่ คือ เจ๊ปุ๊ย กับลูกชายของแกที่โรงเจนี้ เราไม่ได้พบกันมานานตั้งสามสี่ปี จึงมีเรื่องที่จะคุยกันมากมาย เรากินอาหาร(เจ)กันไปคุยกันไป เจ๊ปุ๊ยถามข้าพเจ้าว่าจำแม่น้อยได้ไหม แม่น้อยเป็นคนรู้จักกันเก่าแก่อีกคนหนึ่งในกลุ่มของเราอายุมากกว่า เราจึงเรียกแกว่าแม่น้อย สมัยนั้นกลุ่มไปวัดของเรามีสิบกว่าคนรวมตัวเป็น ?ทัวร์วัด? เที่ยวทำบุญไปทั่ว ต่อมาต่างคนต่างมีภาระจึงต้องสลายทัวร์

เมื่อ เจ๊ปุ๊ย พูดถึง แม่น้อย ทำให้คิดถึงอีก
แม่น้อย มีชื่อจีนว่า กัว เง็กไน้ อายุหกสิบกว่าปี เป็นคนจิตใจดี แต่พูดจาโผงผาง เถรตรง จนมักจะล่วงเกินใคร ๆ อยู่เสมอโดยไม่รู้ตัว ลูก ๆ ของแม่น้อยต่างมีครอบครัวไป แม่น้อยจึงมีเวลาว่างไปเป็นแม่ครัวช่วยทำอาหารทุกครั้งที่ทางวัดจัดงานบุญ จนที่สุดเป็นแม่ครัวใหญ่ประจำวัดไปเลย เราไม่ได้พบกันหลายปี มีข่าวว่าแม่น้อยตายเสียแล้ว
เจ๊ปุ๊ย ยืนยันว่า แม่น้อย ตายแล้วจริง ๆ อีกทั้งบัดนี้ได้กลับชาติมาเกิดเป็นหมา ??


แม่น้อย กลับชาติมาเกิดเป็น หมา เป็นคำบอกเล่าที่เขย่าขวัญพอดู แต่ถึงอย่างไร เราก็นัด
หมายว่า วันเสาร์นี้จะพบกันที่ท่าพระจันทร์ ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อจะเดินทางไปเยี่ยม แม่น้อย ที่วัดจังหวัดอ่างทองด้วยกัน
เจ๊ปุ๊ย หอบหิ้วขนมจากมัดใหญ่ไปฝาก แม่น้อย
เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เป็นคน แม่น้อย ชอบกินขนมจากมากกลับชาติมาเกิดกายเป็นหมาก็ยังชอบ
กินขนมจากมากอยู่เหมือนเดิม เจ๊ปุ๊ย เล่าให้ฟังอย่างนี้
เจ๊ปุ๊ย ขับรถไป พลางก็เล่าเรื่องของ แม่น้อย ให้ฟังไปด้วย
หลังจาก?ทัวร์วัด?ของเราสลายตัวแล้ว แม่น้อย ก็ไปอยู่ประจำที่วัดจังหวัดอ่างทองทำหน้าที่
เป็นแม่ครัวใหญ่ เพราะแกมีฝีมือเรื่องอาหารเป็นอย่างดี อีกทั้งลูกหลานสมัยนี้ก็ไม่ค่อยยินดี ที่จะมีผู้ปกครองร่วมอยู่ในครอบครัวใหม่ของเขา อยู่วัดจึงสบายใจกว่า
วัดนี้เป็นวัดปฏิบัติกรรมฐาน ที่มีชื่อเสียงมากวัดหนึ่ง มีสาธุชนเข้ามาศึกษา ปฏิบัติวิปัสสนา
กรรมฐานกันมากทุกวันจนถึงเวลาค่ำ
เริ่มแรก แม่น้อย ก็ร่วมฝึกกับเขาด้วย แต่จิตไม่ว่างสุดท้าย ขอเอาดีทางครัวอย่างเดียว วัน
หนึ่งแม่น้อย สังเกตเห็นว่าหลายวันมานี้พวกกุ้งปลา อาหารเนื้อ ๆ มักจะถูกขโมยไปจึงซุ่มจับขโมยอยู่เงียบ ๆ และแล้วก็จับได้ว่า หมาน้อยตัวหนึ่งแอบมาคาบเนื้อคาบปลาไปเป็นประจำตามเวลา อันที่จริง แม่น้อย ไม่ใช่คนใจดำอำมหิตอย่างไร แต่วันนั้นอารมณ์เสียดายเนื้อสัตว์ที่ซื้อมา จนลืมคุณค่าของเนื้อสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ตัวนั้น แม่น้อย ยกหม้อน้ำเดือด ๆ ทั้งหม้อสาดโครมไปที่เจ้าหมาน้อย เสียงร้องแสดงความเจ็บปวด และตกใจสุดขีดของมัน ทำให้คนรอบข้างต้องวิ่งออกมาดูกันหมด

แม่น้อย เองก็ตกใจในการกระทำของตัวเอง แต่ก็สายเสียแล้ว

แม่น้อย ใจสั่น เดินตามหมาน้อยตัวนั้นที่ค่อย ๆ ลากขาเซซังไปถึงหลังป่าช้า แม่น้อยเห็นมัน
หมดแรงล้มลงในที่นั้น แม่น้อย เห็นแม่หมาขาหลังพิการทั้งสองข้าง อีกทั้งกำลังตั้งท้องอยู่มันมองดู แม่น้อย และมองดูหมาน้อย ที่เจ็บปวดจนหมดสติล้มลงตรงหน้าด้วยสายตาหวาดผวาอย่างที่สุด
แม่น้อย น้ำตาไหลพรูรู้ได้ด้วยจิตสำนึกว่า หมาขโมยตัวนี้อาจเป็นลูกของแม่หมาพิการตัวนั้น
มันคงไปขโมยอาหารมาเลี้ยงแม่พิการของมัน เพื่อชดเชยความผิดบาปที่ก่อกรรมไว้กับหมาน้อยและแม่ของมัน แม่น้อย เอาอาหารเหลือจากพระฉันเพลแล้ว ไปเลี้ยงดูหมาทั้งสองทุกวัน ไม่กี่วันต่อมา หมาน้อยที่ถูกน้ำร้อนลวกก็ตาย เพราะทนพิษน้ำร้อนลวกไม่ไหว แม่หมาร้องโหยหวนอยู่หลายคืนติด ๆ กัน
จากนั้นเป็นต้นมา แม่น้อย ที่เป็นคนสนุกสนานชอบหยอกล้อใคร ๆ ก็กลายเป็นคนเงียบขรึม
ซึมเศร้า อีกไม่กี่วันต่อมา ทางวัดจัดงานฉลองรับต้นกฐิน เป็นวันที่ต้องทำอาหารเลี้ยงพระเลี้ยงคนมากมาย
แม่น้อย ต้องรับงานหนัก ตื่นแต่เช้าก่อไฟฟืนต้มน้ำหม้อใหญ่ไว้ ระยะนี้ แม่น้อย ใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ ๆ ก็เหยียบพลาดหล่นจากชานครัวชั้นบน ลงมาที่พื้นครัวชั้นล่าง เคราะห์ดีที่ชานครัวชั้นบนไม่สูงมาก แต่อย่างกับเจาะจง แม่น้อย หล่นลงตรงหม้อน้ำต้มเดือดใบใหญ่ชั้นล่างพอดี
วินาทีนั้นถ้าหากไม่ใช่แม่ประคองหูไว ตาไว มือไว ผลักร่างของ แม่น้อย ให้ห่างออกไปก่อน
จะปะทะหม้อน้ำร้อนเพียงแค่คืบ แม่น้อย คงจะสุกอยู่ในหม้อน้ำใบใหญ่นั้นเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้นขาของ แม่น้อย ก็ฟาดลงกับหม้อน้ำอย่างแรง มีผลทำให้หม้อน้ำเอียงคว่ำ น้ำเดือด ๆ ราดถูก แม่น้อย ไปครึ่งตัว
แม่น้อย ไปตายที่โรงพยาบาลในวันที่สามเพราะทนพิษบาดแผลน้ำร้อนลวกไม่ไหว วันรุ่งขึ้น
หลังจาก แม่น้อย ตาย แม่หมาพิการหลังป่าช้าออกลูกมาหกตัว ทุกตัวอ้วนท้วนน่ารัก พอลืมตาก็ออกมาหา
กินเองได้ทันที
ลูกหมาตัวหนึ่งสีขาวจุดดำ ท่านเจ้าอาวาสบอกว่ามันคือ แม่น้อย กลับชาติมาเกิด ขอให้แม่ชี
ที่วัดเลี้ยงดูให้ดี ครั้งแรก ทุกคนยังไม่ปักใจเชื่อ คิดว่าหลวงพ่อล้อเล่น แต่พอเรียกมันว่า แม่น้อย มันก็รู้ตัว
พอโตขึ้นแม่น้อยรู้จักคาบปิ่นโตติดตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต พอกลับถึงวัดมันจะถวายปิ่นโตอาหารลงบนผ้าที่หลวงพ่อรองรับ เหมือนสีกาที่ไม่กล้าแตะจีวรของหลวงพ่อ หลวงพ่อเองก็ไม่เคยแตะต้องหมาสีกาแม่น้อย
ยิ่งกว่านั้นหมาสีกา แม่น้อย ยังรู้จักหมอบกราบเฝ้าพระทำวัตร และฟังเทศน์ ฟังธรรมเป็นประจำ เช่นนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่า แม่น้อยกลับชาติมาเกิดใหม่
วันนั้น เมื่อเรามาเยี่ยม แม่น้อย เห็นรถ เจ๊ปุ๊ย แต่ไกลก็จำได้ เพราะ เจ๊ปุ๊ย มาเยี่ยมบ่อย แต่
ข้าพเจ้าเพิ่งจะมาเป็นครั้งแรก แม่น้อย แสดงอาการตื่นเต้นดีใจเหมือนรู้จักกันมาเก่าก่อน เธอยืนขึ้นใช้ขาหน้า สองขาเกาะบนหน้าขาของข้าพเจ้า มองดูข้าพเจ้าเหมือนจะพูดอะไร แล้วน้ำตาก็ไหลพราก ข้าพเจ้าเรียกได้คำเดียวว่า ?แม่น้อย? แล้วเราก็ร้องไห้ไปด้วยกัน
เจ๊ปุ๊ย รีบอุ้ม แม่น้อย ออกไปจากข้าพเจ้า ตัดบทว่า เราไปกราบหลวงพ่อกันเถอะ
หลวงพ่อเล่าเรื่องราวของ แม่น้อย ให้เราฟังอีกมากมาย อันเป็นประจักษ์หลักฐาน แม่น้อย
เองซุกอยู่ข้าง เจ๊ปุ๊ย นิ่งฟังอยู่ตลอดเวลา
เจ๊ปุ๊ย แกะขนมจากใส่จานให้ แม่น้อย แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไม เจ๊ปุ๊ย จะชวนชิมอย่างไร แม่น้อย
ก็ไม่ยอมกิน ข้าพเจ้าจึงพูดกับ แม่น้อย ว่า ?เมื่อก่อกรรมใดไว้ ก็ต้องชดใช้ผลกรรมนั้น ใครก็ไม่อาจชด ใช้แทนกัน แม้ชาตินี้จะต้องเกิดกายเป็นสุนัข แต่ก็ยังมีบุญได้อยู่วัดติดตามรับใช้หลวงพ่อ ขอให้จิต สำนึกดีของ แม่น้อย จงคงอยู่เรื่อยไปหมั่นฟังธรรมสำนึกขอขมา เป็นสุนัขก็กลับชาติเป็นคนได้อีกนะ แม่น้อย??
แม่น้อยเหมือนกับจะได้คิดจากคำพูดของข้าพเจ้าเธอจึงยอมกินขนมจากจนหมดจานสุดท้าย
เราพากันขึ้นรถกลับ แม่น้อย ยังยืนกระดิกหางส่งเราจนลับตา.

#3 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:15 PM

ตอนก๋วยจั๊บรสเด็ด

ร้านขายก๋วยจั๊บเลื่องชื่อระบือลั่นร้านหนึ่งที่ภาคอีสาน เจ้าของร้านเป็นชาวกวางตุ้ง ก๋วยจั๊บของร้านนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เริ่มขายเช้าสิบโมงตรงใครมาก่อนเวลาจะนั่งรอก็รอไปไม่ถึงเวลาก็ยังไม่ขาย เจ้าของร้านบอกว่ายังเคี่ยวน้ำแกงไม่เต็มที่ คนที่ติดรสปากอยากอร่อยก็คอยกันไป

ลูกค้ากวยจั๊บร้านนี้มีตั้งแต่ จ้าเมือง ผู้ว่าฯ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แทบจะไม่มีใครในจังหวัด ที่ไม่เคยกินกวยจั๊บของ เจ๊กเหลียน ร้านนี้ แม้แต่คนจังหวัดไกลออกไปยังอุตส่าห์เดินทางมากินกัน ความอร่อยที่เป็นพิเศษสุดๆ ของกวยจั๊บร้านนี้คือ น้ำแกงใสรสหวานยิ่งกว่าน้ำต้มกระดูกหมูหรือใส่ผงชูรสชนิดใดๆ ยังไม่ทันถึงบ่ายกวยจั๊บหลายร้อยชามก็หมดเกลี้ยง ถึงขนาดขอดน้ำแกงก้นหม้อกันทีเดียว ร้านกวยจั๊บเจ๊กเหลียนไม่ใช้ลูกจ้างช่วย ทุกอย่างทำกันเองทั้งหมดเฉพาะคนในครอบครัว มีพ่อแม่ลูกชาย ลูกสาวกับสะใภ้ ทุกคนแม้จะทำกันจนหัวปั่นอย่างไรก็ไม่ยอมจ้างคนช่วย

มีลูกค้าคำนวณรายได้ของเจ๊กเหลียนว่า แค่ชามละสิบห้าถึงยี่สิบบาท วันหนึ่ง ๆ กำไรสุทธิก็ต้องได้แล้วไม่ต่ำกว่าสามพันบาท คงจะเป็นจริงอย่างที่เขาคำนวณกัน เพราะเจ๊กเหลียนเปิดร้านขายกวยจั๊บได้ไม่กี่ปี ก็ซื้อที่ซื้อทางขยายหลังบ้าน ตกแต่งเป็นสวนพักผ่อนสำหรับครอบครัวเสียกว้างใหญ่ สวยงามร่มรื่น

มีคนอาชีพเดียวกับเจ๊กเหลียนหลายรายไม่ซูฮก (ไม่ยอมแพ้) ประกาศโฆษณาแข่งขันกับเจ็กเหลียน แต่ไม่นานก็แพ้ราบ จึงเล่าลือกันว่า กวยจั๊บเจ๊กเหลียนใส่กัญชา กินปุ๊บติดใจปั๊บ ต้องกินต่อไปไม่มีวันเบื่อ มีคนส่งบัตรสนเท่ห์ไปยังสาธารณสุขจังหวัดให้มาตรวจสอบ สุดท้ายไม่พบอะไรแปลกปลอม คณะผู้ตรวจสอบกลับพลอยติดใจรสชาติพิเศษนั้น กลับกลายเป็นเพิ่มคะแนนนิยมให้แก่ก๋วยจั๊บเจ๊กเหลียนไป หม่อมราชวงศ์ชวนชิมท่านหนึ่งอุตส่าห์มาชิมตามคำเล่าลือกับเขาด้วย สุดท้ายต้องมอบเกียรติบัตรรับรองความอร่อยให้ด้วยความเต็มใจ มีคำกล่าวว่า ความลับไม่มีในโลก น้ำกวยจั๊บสูตรพิเศษของเจ๊กเหลียนถูกเปิดเผยออกจนได้

ในที่สุด คนที่ล่วงรู้ ความลับสูตรน้ำกวยจั๊บนี้ คือ นายปานคนถีบสามล้อรับจ้าง บ่ายวันนั้น นายปาน ดื่มเหล้าจนมึนมากไปหน่อย รับผู้โดยสารไม่ได้ ไม่มีเงินรายวันส่งให้แม่เสือที่บ้านจึงไม่กล้ากลับไปค่ำคืนนั้นนายปานคิดจะแก้ปัญหาด้วยการแอบเข้าไปทางสวนหลังบ้านเจ๊กเหลียน เพื่อหยิบฉวยข้าวของอะไรก็ได้ ไปแลกเป็นเงินเอาไปให้ภรรยา ประตูหลังบ้านเจ๊กเหลียนยังไม่ปิด แสงไฟหลังบ้านส่องให้เห็นเจ๊กเหลียนกำลังนั่งยอง ๆ ขะมักเขม้นทำอะไรอยู่ เจ๊กเหลียน หันหลังให้ประตูที่ นายปานจะแอบเข้ามา

นายปานเกิดนึกอยากรู้ว่า เจ๊กเหลียน ทำอะไรอยู่ค่ำมืด จึงค่อย ๆ แอบคืบคลานเข้าไปดูพอเห็นชัดเจนเท่านั้น นายปาน ก็ต้องชะงัก เพราะเห็น เจ๊กเหลียน กำลังกรีดท้องควักไส้คางคกอยู่เป็นจำนวนมาก คางคกพยายามดิ้นรนปีนป่ายจะหาทางรอดกันนัวเนีย เจ๊กเหลียน หันหน้าเข้าในบ้าน แต่จู่ ๆ ก็หันขวับออกมาทางประตูหลังบ้าน นายปานสะดุ้งรีบหมอบต่ำลง เงาไม้ในสวนพรางตาไว้ เจ๊กเหลียนไม่เห็นนายปาน แต่นายปานเห็นเจ๊กเหลียนแจ่มชัดถนัดตา ทำให้นายปานเกือบช้อค เพราะใบหน้าของเจ๊กเหลียนที่หันมานั้น มันไม่ใช่เจ๊กเหลียนที่เห็นเวลากลางวัน แต่กลับกลายเป็นใบหน้าของคางคกชัด ๆ อีกทั้งยังมีเสียงแกรก ๆในลำคอเหมือนเสียงคางคก ท่วงท่าอาการก็เป็นอย่างคางคก เหมือนคางคกยักษ์ คางคกผีไม่มีผิด
นายปาน เล็ดลอดออกมาได้ เขาเป็นไข้ไปหลายวัน นายปาน เล่าเรื่องนี้ให้ใคร ๆ ฟัง แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะเขาเป็นไอ้ขี้เหล้า อยู่มาวันหนึ่งร้านกวยจั๊บเจ๊กเหลียน ซึ่งไม่เคยปิดก็ปิดร้าน ได้ยินว่าเจ๊กเหลียนเข้าโรงพยาบาล หลายวันผ่านไปคนติดรสชาติผิดหวังกันทั้งเมือง เจ๊กเหลียนไม่ยอมเปิดร้านเสียที มีลูกค้ากระหายมากคนหนึ่งแอบดูความเป็นไปในบ้านของเจ๊กเหลียนตรงช่องประตู เขาเห็นเจ๊กเหลียนในลักษณะของคางคก มันเป็นเรื่องน่าตื่นตระหนกที่ไม่อาจอุบไว้ได้
เรื่องราวที่ เจ๊กเหลียน เหมือนคางคก ซึ่งน่าจะมีเหตุมาจากพิฆาตคางคกต้มน้ำก๋วยจั๊บนับไม่ถ้วนตัว แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ลูกค้ากวยจั๊บร้านนี้พะอืดพะอมไปตาม ๆกัน คนที่ไม่เคยกินก็ยกมือท่วมหัว สาธุโชคดีไป ครอบครัวของเจ๊กเหลียน โยกย้ายหนีหายไปจากเมืองนั้น ไม่มีใครได้เห็นใบหน้าคางคกยักษ์หรือคางคกผีของ เจ๊กเหลียน อีกเลย.



#4 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:17 PM

คนเท้าช้าง

เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากสมาคมยาสมุนไพรแห่งประเทศไทย ไปบรรยายให้ความรู้แก่สมาชิกของสมาคมที่ภาคกลาง เกี่ยวกับเรื่องโรคเขตร้อนในชนบท
ในที่ประชุมได้พูดถึงโรคเท้าช้าง ซึ่งโรคนี้มักจะเห็นได้มากในประเทศอินเดีย แต่ก่อนในประเทศไทยก็พบบ่อยในเหล่าชาวนา แต่ต่อมาทางการควบคุมเอาไว้ได้ จึงไม่แพร่กระจาย กระทรวงสาธารณสุขไทยมีบันทึกไว้ว่า โรคเท้าช้างจะต้องใช้เวลานานมากในการรักษากว่าจะหาย อีกทั้งไม่อาจทำให้เท้าเล็กลงเท่าเดิมได้
ช่วงเวลาพักเที่ยง หลายคนมาขอคำแนะนำขอความรู้เรื่องยาสมุนไพรกับข้าพเจ้าด้วยความสนใจ ชายหนุ่มคนหนึ่งแนะนำตัวว่าชื่อ สุชาติ บ้านอยู่ไม่ไกลจากที่ประชุมมากนัก ขอให้ข้าพเจ้าช่วยไปดูอาการของพ่อที่เป็นโรคเท้าช้าง เผื่อว่าจะมียาสมุนไพรรักษาได้บ้าง ด้วยความแปลกใจ ที่ไม่น่าจะมีโรคนี้หลงเหลืออยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลาง ข้าพเจ้าจึงรับปากจะไปดูให้
พ่อของสุชาติอายุหกสิบเจ็ด พูดจีนแต้จิ๋วได้คล่อง เป็นโรคนี้มาเก้าปีแล้ว เคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐจนเกือบหาย แต่ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จึงต้องหยุดการรักษาซึ่งตอนนั้นโรคนี้ก็ยังไม่หายดี
ผู้ป่วย แซ่ฉั่ว มีอาชีพรับซื้อของเก่า แม้เท้าจะบวมใหญ่เท่าเท้าช้าง แต่ร่างกายส่วนอื่นเป็นปกติ จิตใจเขาก็สดใส ผู้ป่วยเคยอาศัยอยู่ในสวนยางแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดตรังระยะหนึ่ง นี่เป็นข้อมูลสำคัญ เพราะโรคนี้จะเกิดที่ภาคตะวันออก และภาคใต้ ที่เป็นพื้นที่อับชื้น
ข้าพเจ้าบอกผู้ป่วยว่ายาสมุนไพรช่วยรักษาได้ แต่ต้องใช้เวลา สุชาติ โพล่งถามทันทีว่า ยาอะไร แต่ผู้ป่วยกลับใจเย็นปรามลูกชายว่า ไม่ต้องร้อนใจถึงอย่างนั้นหรอก เพราะพ่อวางเรื่องรักษาไปนานแล้ว ด้วยความเข้าใจในกฎแห่งกรรม
ผู้ป่วยเล่าสาเหตุให้ฟังว่า แต่ก่อนตนเอง เป็นคนชอบกินห่านแกล้มเหล้า กินไม่เว้นทุกเย็นเป็นประจำมาหลายสิบปี ก่อนหน้านั้นหลายปีไปทัวร์จีนแดง ได้มีโอกาสกินอุ้งตีนหมี และมันก็อร่อยติดใจเรื่อยมาไม่สิ้นอยาก แต่อุ้งตีนหมีหากินได้ยาก จึงอนุโลมความอยากด้วยอุ้งตีนห่าน เพราะความอร่อยพอจะทดแทนกันได้บ้าง อีกทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายให้กระปรี้กระเปร่าได้
กรรมวิธีกินห่านของชาววังโบราณ คือ วางแผ่นสังกะสีบนเตาไฟ ล้อมคอกไว้ แล้วจับห่านวางยืนบนแผ่นสังกะสีร้อน ๆ นั้น เติมเชื้อไฟให้ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ห่านจะกระโดดด้วยความเจ็บปวด ความร้อนมากขึ้น ๆ ห่านก็กระโดดเร็วขึ้น ๆ จนยืนไม่ได้ วิ่งพล่านล้มลุกคลุกคลาน ทุรนทุรายเหมือนบ้าคลั่ง ห่านแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมานตลอดเวลา สุดท้ายกลายเป็นเสียงโหยหวน แล้วล้มลงดิ้นพราด ๆ ร้องครางชักกระตุกอยู่บนนั้น ถูกนอนย่างสด ไม่อาจพลิกตัวหนีได้ ขณะที่ขาห่านบวมเป่งแดงก่ำ เพราะความร้อน คอโป่งพองโตเพราะแผดเสียงร้องสุดกำลัง
ครั้งนั้น นายฉั่วผู้ป่วยเห็นว่า เลือดคั่งที่ขาห่านได้ที่ดีแล้ว ก็จะใช้มีดสับขาห่านทั้งสองข้าง ทั้ง ๆ ที่ห่านยังไม่ตาย ลอกหนังชั้นนอกออกนำขาห่านไปตุ๋นยาจีน เพื่อบำรุงกำลังแก่ตน เขาเรียกกรรมวิธีป่าเถื่อนโหดเหี้ยมนี้ว่า เคี่ยวยาวิเศษ เมื่อเริ่มเป็นโรคเท้าช้าง คุณฉั่วหวาดกลัวมาก เที่ยวหาหมอเยียวยารักษา ต่อมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะโรคเขตร้อนของหลวง ทั้งฉีดยากินยา อาการบวมยุบลงไปกว่าครึ่ง หลังจากทำการรักษาอยู่นานพอสมควร แต่ยามีผลข้างเคียง ทำให้ผนังกระเพาะอาหาร คุณฉั่วทะลุ จึงต้องหยุดรักษาโรคเท้าช้าง แต่ต้องหันมารักษาโรคกระเพาะแทน หลังจากรักษาโรคกระเพาะจนหาย ก็กลับมาเริ่มต้นรักษา โรคเท้าช้างอีกครั้ง
โรคเท้าช้างพอจะดีขึ้น แต่ผลข้างเคียงของยา ก็ทำให้ขาอีกข้างหนึ่งที่เป็นปกติอยู่ ชาไปทั้งขา จึงต้องหยุดรักษาเท้าช้างข้างนั้นอีกครั้ง เพื่อรักษาขาข้างที่ชา เวลาผ่านไปอีกปีกว่า ขาที่มีอาการชาดีขึ้น เขาจึงกลับไปรักษาเท้าช้างนั้นอีก พอเท้าช้างดีขึ้นนิดหน่อย ข้อต่อทุกส่วนของร่างกายก็เกิดอาการเจ็บ ปวด และเกิดอาการคันคะเยอไปหมด
คราวนี้ต้องหาหมอไปทั่วทั้งแผนโบราณและแผนใหม่ ต้องเจ็บปวดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงตลอดสามร้อยหกสิบห้าวันทั้งปี ทรมานทุกวันทุกเวลาอยู่หกปีเต็ม จนอยากฆ่าตัวตาย โชคดีที่ภรรยาและบุตรของ คุณฉั่ว เฝ้าดูแลใกล้ชิด อ้อนวอนและให้สติ คุณฉั่ว เขาจึงได้ซังกะตายอยู่ต่อมา
คืนหนึ่ง คุณฉั่ว ฝันเห็นห่านขาด้วนฝูงใหญ่มากมาย พากันรุมรี่เข้ามาจิกตีเขา คุณฉั่วตกใจตื่นเหงื่อท่วมตัว จึงได้คิดว่า โรคร้ายนี้คงต้องเกี่ยวข้องกับห่านที่เขากินเป็นแน่ คุณฉั่ว นึกถึงภาพห่านที่เต้นอยู่บนสังกะสีเผาไฟ เขาเพิ่งจะรู้สึกว่ามันเป็นทารุณกรรมอันอำมหิต ยิ่งคิดก็ยิ่งสยองขวัญ ยื่นเท้าช้างของตนเองออกมาดู โอย! มันเหมือนขาห่านที่เต้นบนสังกะสีไฟไม่มีผิดเลย
คุณฉั่ว ไม่เคยคิดถึงกฎแห่งกรรมมาก่อน แต่บัดนี้ไม่มีคำตอบเป็นอย่างอื่นไปได้เลย คุณฉั่วขอให้ภรรยาพยุงเขาออกไปกลางแจ้งเขาแหงนหน้า ขอขมาต่อฟ้า สำนึกผิด และตั้งจิตแน่วแน่ว่าจะไม่ฆ่าสัตว์อีก อีกทั้งถวายความจริงใจต่อเบื้องบนว่า จะกินเจไปจนวันตาย
ภรรยาของคุณฉั่วก็ตั้งจิตอธิษฐานถวายปณิธานเช่นเดียวกัน
คุณฉั่ว จำคำขอขมาในพระสูตรของ องค์สังฆปรินายกเว่ยหล่าง ได้ว่า พลันสำนึกรู้แจ้งต่อการขอขมาจริงแท้ในมหายาน ขจัดความหลงผิด โดยปฏิบัติชอบ บาปเวรย่อมสิ้นสุดลง
เป็นเรื่องแปลก ตั้งแต่สำนึกขอขมาวันนั้นแล้ว ถึงแม้เท้าช้างนั้นยังคงอยู่ แต่อาการเจ็บปวด ป่วยไข้ได้หายไปโดยมิต้องเยียวยาอีก จนบัดนี้สามปีแล้ว
คุณฉั่ว สำนึกรู้แล้วว่า ทุกอย่างที่เขาได้รับ เป็นเวรกรรมที่ตนทำไว้ จึงไม่พยายามที่จะหาหมอหายาอีก แต่พยายามละเว้นเวรกรรมใหม่มิให้มันก่อเกิดขึ้นอีก ฟังคำบอกเล่าจากผู้ป่วยแล้ว นอกจากจะเตือนใจให้เขาหมั่นสร้างบุญกุศล แผ่เมตตาอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรแล้ว ยังอดคิดถึงธรรมโอวาทของท่านอริยปราชญ์ เหลาจื่อ ใน บทกั่นอิ้ง ไม่ได้ ที่ว่า
เคราะห์ภัยวาสนาหามีประตูไม่
มีแต่ตนเองได้ก่อกรรมนำชัก
การอันสนองตอบชอบด้วยบุญบาป
ทุกอย่างประชิดกระชับดั่งเงาตามตัว

#5 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:19 PM

คนฆ่าหมู

วันพระเดือนสี่ปีนี้ ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากทางวัดที่อยู่ชายแดนสุดของภาคใต้ ให้ไปบรรยายธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมกับการเวียนว่ายใน ชีววิถีหก ในวันนั้นมีสาธุชนเข้าฟังธรรมกันมากมาย คืนนั้น ค้างคืนที่วัด แต่เนื่องด้วยยังหัวค่ำอยู่จึงนั่งคุยกับกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม ตอบคำถามเกี่ยวกับพุทธศาสน์บ้าง แน่นอนสำหรับความรู้ตื้นเขินระดับข้าพเจ้า บางปัญหาย่อมตอบไม่ได้ โดยเฉพาะคำถามจากหญิงวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง ซึ่งคำถามของเธอ ยังทำให้ข้าพเจ้าค้างคาใจตอบไม่ได้จนบัดนี้
เธอกล่าวว่า เรื่องกฎแห่งกรรมนั้น เธอเชื่อว่า มีจริงโดยไม่สงสัย การตอบสนองของกรรม เธอก็ไม่ปฏิเสธ สาระการบรรยายของข้าพเจ้า มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ว่า บุคคลใดที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก่อนตายมักจะมีอาการทุรนทุรายเหมือนเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก เช่น ชายอาชีพฆ่าหมูคนหนึ่ง ต้องเป็นโรคร้ายตั้งแต่วัยกลางคนรักษาไม่หาย ต้อง กลับมานอนรอความตายที่บ้าน เขาได้แต่นอนร้องโอดโอยชักกระตุกเหมือนหมู ถูกฆ่า ลูก ๆ ทนเห็นพ่อทุกข์ทรมานอย่างนี้ไม่ได้ จึงขอให้หมอช่วยฉีดยา ช่วยสงเคราะห์ให้พ่อตายโดยสงบ
แม้จะเป็นการุณยฆาต แต่หมอก็ปฏิเสธ กล่าวว่า ผู้ให้การรักษาจะต้องมีจิตใจเยี่ยงพ่อแม่ จะต้องรักษาผู้ป่วยเหมือนรักลูก จะฆ่าลูกของตนได้อย่างไร อีกทั้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
สุดท้าย ใครคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ สอนลูกของคนฆ่าหมูว่า ให้เอามีดฆ่าหมู กับน้ำเปล่าหนึ่งชาม (ชามรองรับเลือดหมู)ไปตั้งไว้ใต้เตียง เหมือนการเตรียมการฆ่าหมูที่พ่อเคยทำ ไม่นานพ่อก็จะขาด ใจจนสิ้นอาการทุกข์ทรมาน (ที่เห็นได้ในโลกนี้ส่วนในโลกวิญญาณยังคงทรมานต่อไป)
ปัญหาของหญิงคนนั้นที่ถามข้าพเจ้าก็คือ แต่ก่อนครอบครัวของเธอยากจน แม่ต้องหาเลี้ยงลูกสิบกว่าคนด้วยอาชีพขายเป็ดย่าง ทั้งฆ่าเอง ย่างเอง แล้วให้พ่อเข็นรถไปขายที่ตลาดวันหนึ่ง ๆ จะต้องฆ่าเป็ดถึงสามสิบกว่าตัวจึงจะพอขาย พ่อแม่ของเธอทำอาชีพนี้มานานถึงสามสิบกว่าปี จนกระทั่งลูกสาวสองคนแต่งงานไป พ่อของลูกที่ทำหน้าที่เข็นรถเป็ดย่างไปขายก็ตายไป แม่จึงได้เลิกอาชีพนี้ เมื่อปีที่แล้วแม่เจ็บหนักทั้งปี หาหมอไปทั่วจนถึงกรุงเทพฯ ก็รักษาไม่หาย สี่เดือนก่อนหมอที่โรงพยาบาล สั่งให้รับตัวกลับไปนอนรอความตายที่บ้าน แต่กลับมาอยู่บ้าน นานถึงสี่เดือนเต็ม ๆ แล้วแม่ก็ยังไม่ตาย ได้แต่เคลิ้มหลับบ้าง สะดุ้งตกใจตื่นบ้าง มีอาการลนลานหวาดผวาเหมือนได้เจอสิ่งน่ากลัว และบางครั้งก็ร้องเสียงก้าบ ๆ เหมือนเป็ด
ลูกทุกคนทุกข์ใจ ร้อนใจเหมือนไฟลน หมอก็ไม่รับตัวไว้รักษาให้อีก ลูก ๆ จึงพร้อมใจกันวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้แม่พ้นทุกข์ในเร็ววัน ช่วยพาแม่ไปจากโลกนี้ เมื่อหญิงผู้นั้นได้ฟังข้าพเจ้าเล่าเรื่อง คนฆ่าหมู จึงถามข้าพเจ้าว่าจะใช้วิธีเอามีดเอาชามใส่น้ำวางไว้ใต้เตียงนอนของแม่ เหมือนกับที่เขาทำกับคนฆ่าหมู เพื่อส่งวิญญาณของแม่ให้ไปเสีย จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่กับกายสังขารที่เจ็บป่วยมานานนี้ได้ไหม คำถามนี้ทำให้ข้าพเจ้าสะท้าน ที่ข้าพเจ้าเล่าเรื่อง คนฆ่าหมู นั้น ก็เพื่อเน้นให้เห็นถึง กฎแห่งกรรมตามสนอง มิใช่มุ่งหมายให้รู้วิธีจบชีวิตส่งวิญญาณผู้มีบาปเวร คนที่บอกว่ามีความจำเป็นจะต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ด้วยการเบียดเบียนฆ่าแกงชีวิตเขา ข้าพเจ้าเคยแต่ชี้แนะให้ว่า จะต้องเลิกละอย่าเกี่ยวกรรมต่อไป ให้ลูกหลานช่วยกันทำบุญทำทาน ปลดปล่อยชีวิตวัว ควาย เต่า ปลา ดีที่สุด คือ ถือศีล กินเจกันเสียด้วยทั้งครอบครัว จะได้ไม่มีหนี้ชีวิตรายใหม่ บุญกุศลจะได้ชดใช้รายเก่าไป วิบากกรรมก็จะค่อยคลี่คลายเบาบางลง
พอได้รับคำถามอย่างนั้น ข้าพเจ้าถึงกับนิ่งอึ้งอยู่เป็นนาน ไม่คิดว่าจะมีใครคิดที่จะใช้วิธีนี้กับพ่อแม่ของตนด้วย สุดท้ายข้าพเจ้าจึงตอบเธอว่า ทำไม่ได้เป็นอันขาด แม้จะเป็นเพียงชี้นำจิตสำนึกของ พ่อแม่ เหมือนกับให้ท่านยอมรับการตายอย่างที่ท่านเคยฆ่าเขาเอาไว้ แต่ก็เหมือนลงมือฆ่าพ่อแม่เอง โดยเจตนา??
หญิงผู้นั้นถามข้าพเจ้าอีกว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ท่านพ้นทุกข์ทรมานได้ล่ะ ว่าแล้ว เธอก็สะอื้นไห้เหมือนว่า จะขาดใจ ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่า มันอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายของเธอแล้ว แต่โดยหลักธรรมแล้วถึงอย่างไรก็ทำไม่ได้ ไม่ควรทำ จึงแนะให้เธอ ถือศีล กินเจ สร้างบุญกุศลต่าง ๆ โดยสำนึกว่าที่พ่อแม่ทำไปนั้นล้วน เพื่อหาเลี้ยงลูก ลูกพึงสำนึกพระคุณ และตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ด้วยความกตัญญู ความ กตัญญูมีหลายสถาน เช่น เลี้ยงดูให้ท่านสุขกายสุขใจเสมอ ให้ท่านยินดีสมความปรารถนาในสิ่งต้องการ สร้างบุญกุศลสาธารณประโยชน์ในนามของท่านที่สำคัญจะต้องช่วยผ่อนคลายช่วยละลายบาปเวรวิบากกรรมแก่ท่าน นำจิตนำใจให้ท่านยินดีปีติในธรรม หลังจากวันนั้นแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้พบเธอผู้นั้นอีก
ปีต่อมาเทศกาลกินเจ ข้าพเจ้าถูกเชิญให้ไปอรรถาธรรมเกี่ยวกับ ปารมิตาหก ที่วัดนั้นอีกและค้างคืนอย่างเคย คืนนั้นญาติธรรมคนหนึ่งเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อเดือนสี่ที่ข้าพเจ้าเล่าเรื่อง คนฆ่าหมูแล้วหญิงที่ตั้งคำถามต่อข้าพเจ้าผู้นั้น ได้ใช้วิธีการจบชีวิตปลิดวิญญาณคนฆ่าหมู ไปใช้กับแม่ของเธอแล้ว พอวางมีดวางชามใส่น้ำไว้ใต้เตียง ที่แม่บิดตัวร้องทุรนทุรายแล้ว เธอเองก็วิ่งออกไปคุกเข่าร้องไห้ฟูมฟายที่ระเบียงบ้าน หวังวอนฟ้าดินได้โปรดเห็นใจทางเลือกสุดท้ายที่เธอทำ ก่อนฟ้าสางเธอกลับเข้ามาดูแม่ แม่ของเธอจบสิ้นชีวิตลงเหมือนได้รับการพิพากษาโทษแล้วจากมีดเล่มนั้น สิ้นสุดเสียงครวญครางโอดโอยของแม่แล้ว สติสัมปชัญญะของลูกค่อยกลับคืนมา จึงมีคำถามว่า ลูกทำถูกแล้วหรือ เธอหมายจะใช้มีดเล่มนั้นฆ่าตัวตายตามแม่ไป แต่ไม่กล้าพอ จึงได้แต่กอดศพแม่คร่ำครวญเสียใจ

จนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้ายังไม่มีคำตอบให้แก่ตัวเองเลยว่า

ข้าพเจ้าเป็นคนบาปใช่ไหม.


#6 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:19 PM

คนตกปลา

คุณประชุม เป็นข้าราชการทหารเรือ งานอดิเรกของเขา คือ การตกปลา เขาจะเข้าร่วมขบวนตกปลาของสโมสรในสังกัดออกท่องทะเลตกปลาเป็นประจำ
ชมรมตกปลาตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารสโมสร มีสมาชิกเกือบร้อยคน แต่ที่ออกทะเลกันเป็นประจำมีอยู่แค่สามสิบกว่าคน ทุกวันอาทิตย์สมาชิกเหล่านี้จะเตรียมเหล้ายาปลาปิ้ง ใช้เรือลาดตระเวนเก่าที่ปลดระวางแล้วของทางกองทัพออกทะเลไป ปลาเป็น ๆ ที่ตกได้ จะถูกย่างสดแกล้มเหล้า กลั้วเพลงกรอกเสียงหัวเราะเฮฮาตลอดเวลา จนกระทั่งบ่ายสี่โมงจึงกลับขึ้นฝั่ง ปลาที่ตกได้ส่วนหนึ่งต่างคนต่างนำกลับบ้าน อีกส่วนหนึ่งให้สโมสรทำอาหารกินมื้อต่อไป ทุกคนรู้สึกคุ้มค่ามากกับความสุขในวันหยุดที่ได้ดื่มกิน เล่นไพ่ แทงสนุกเกอร์ พูดคุยจนถึงเที่ยงคืน รุ่งเช้าจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน
แรกเริ่มทีเดียว ชมรมตกปลาของสโมสรมีสมาชิกอยู่แค่เจ็ดคน ต่อมาเพิ่มเป็นเกือบร้อยคน คุณประชุม เป็นสมาชิกคนสำคัญ ถึงกับมีคำเปรียบเปรยว่า บ้านของเขาอยู่กับสโมสร ภรรยา ก็คือ เบ็ดตกปลา คุณประชุม เองก็เห็นด้วย แต่ด้วยเหตุอันใดหนอ เริ่มจากปีที่แล้วเป็นต้นมา สมาชิกตกปลาหายไปมาก จากที่มีขาประจำรวมหัวทุกอาทิตย์สามสิบคนอยู่ ๆ ก็เหลือเพียงเจ็ดแปดคนเท่านั้น ความคึกคักของชมรมตกปลาเหลือ แต่บรรยากาศเงียบเหงาซบเซา จนเห็นทีจะต้องสลายตัวเสียแล้ว
การตกปลาคร่าชีวิตเขาเป็นเรื่องผิดศีลเป็นบาป ซึ่งคุณประชุมไม่เคยเชื่อ แต่ระยะนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชมรม ทำให้คุณประชุมหมดสนุกไป
เรื่องแรกเกิดขึ้นกับเพื่อนชมรมที่ชื่อคุณปาน
วันอาทิตย์หนึ่งซึ่งเขาจะต้องออกทะเลตกปลา แต่กลับต้องงด เพราะมีงานวันเกิดที่บ้านแม่ยาย ทางต่างจังหวัด แขกเหรื่อมาอวยพรกันคับคั่งทั้งหมู่บ้าน อาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลักถูกปรุงแต่งเป็นอาหารพิเศษด้วยฝีมือเหล่าแม่บ้าน เหล้ายาเสพกันเต็มที่ได้ทั้งวันไม่จำกัดมื้อ ถ้าไม่พอ ล้มหมู ล้มวัวอีกตัว วิดบ่อปลามาเพิ่มเติมได้อีก อาหารพื้นฐานของชาวไทยเราเกือบทุกงานคือ ขนมจีนน้ำยา คุณปานคนหนึ่งล่ะที่กินไม่หยุดปากที่เขาชอบที่สุดคือพุงปลา ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ วันนี้ได้ปลาตัวใหญ่มา พุงปลาต้องเป็นของคุณปาน วันนั้นขณะที่เขากลืนพุงปลาพวงใหญ่
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คุณปานตาเหลือกหายใจไม่ออก อ้าปากค้างจนเห็นพุงปลาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จุกอยู่กับลำคอ เขาแสดงอาการเจ็บปวดมาก มีคนช่วยเอามือล้วงพุงปลาในลำคอให้ เพื่อจะดึงมันออกมา แต่ดึงไม่ออกยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดมากขึ้น น้องชายคุณปานกับเพื่อนบ้านรีบช่วยกันหามคุณปานขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล แต่คุณปานขาดใจตายเสียก่อนระหว่างทางแพทย์ผ่าลำคอคุณปาน เพื่อทราบสาเหตุ ได้พบว่าคุณปานตาย เพราะเบ็ดตกปลาที่ค้างอยู่ในพุงปลา เบ็ดเกี่ยวเข้ากับคอหอยด้านบน จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดึงไม่หลุดหายใจไม่ได้
อีกรายหนึ่ง คือ คุณปิยะ นักตกปลามือฉมังเหมือนกัน เคยแข่งขันได้อันดับที่หนึ่งสองครั้ง ไม่นานมานี้ คุณปิยะซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่ ให้แฟนซ้อนท้ายไปกินลมชมวิว คืนหนึ่งเสร็จจากงานศพ เพื่อนร่วมสโมสรแล้วกลับบ้านประมาณเที่ยงคืน เส้นทางกลับบ้านคุ้นเคยจนแม้หลับตาก็ยังขับได้ แต่อยู่ ๆ ทำไมเกิดมีลำคลองขวางถนน คุณปิยะ รีบเบรกและหักหลบลำคลองกระชั้นชิด ด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงรถของคุณปิยะปะทะกับเสาไฟฟ้าข้างทางดังสนั่น คุณปิยะ ถูกเย็บทั่วตัวหลายสิบเข็ม บาดแผลมีอาการดีขึ้นในหลายวันต่อมา อุบัติเหตุครั้งนี้ คุณปิยะเสียฟันไปหมดทั้งปาก กินข้าวไม่ได้ เดือนกว่าแล้วยังต้องกินอาหารทางสายยาง แต่ที่หมอหนักใจมากคือ บาดแผลที่ปาก ริมฝีปากบนและล่าง เย็บแล้วเย็บใหม่ไปเจ็ดครั้ง ดูอย่างกับจะดี แต่พอตัดไหม แผลก็แยกออก เนื้อเปื่อยอักเสบบวมมากขึ้นมาอีก เปลี่ยนใช้ไหมละลาย ไหมละลายหมดแล้ว เนื้อก็ยังไม่ติดกัน หมอเจ้าของไข้หมดปัญญา พยายามแล้วสิบกว่าครั้ง คุณปิยะทุกข์ทรมานกับแผลที่ปากอยู่นานหลายเดือน วันหนึ่งแฟนคุณปิยะมาเยี่ยม
ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดว่า ปากคุณบาดเจ็บเหวอะหวะเหมือนปลากินเบ็ด
คุณปิยะ สะดุ้ง ใช่สิ เมื่อเรากระชาก เบ็ดออกจากปากปลา??
คุณปิยะ สำนึกได้แล้ว เขากับแฟนทำพิธีขอขมากรรมต่อปลามากมายที่ได้เกี่ยวกรรมไว้และสาบานว่า จะไม่เกี่ยวเบ็ดเกี่ยวกรรมต่อไปอีกเลย คุณปิยะ ดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาลได้ หลังจากสำนึกขอขมาแล้วไม่นานนัก คุณประชุม ผู้รักกีฬาตกปลาเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ได้ออกเรือ เพื่อตกปลาอีกนับแต่นั้น.


#7 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:19 PM

คนท่อนไม้

เฮียยิ้ง เพื่อนรักป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล โทร.เรียกข้าพเจ้าไปพบด่วน มีเรื่องจะฝากฝังข้าพเจ้ารับจัดการทุกอย่างให้จนเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกเรื่อง เหลืออยู่เรื่องเดียวที่สับสนยุ่งยากมาก แต่ด้วยความเป็นเพื่อนแท้เก่าแก่กันมา แม้จะต้องเสียเวลายุ่งยากมากเพียงใดก็ต้องช่วยจัดการให้
เฮียยิ้ง เพิ่งจะอายุหกสิบเอ็ดปี ยังไม่แก่เฒ่า เมื่อแปดปีก่อน ครั้งหนึ่งไปกินโต๊ะแชร์ เฮียยิ้งเกิดเป็นปากเสียงกับเพื่อนอย่างรุนแรง เฮียยิ้ง เองอ้วนมากความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ขณะตอบโต้เอาเป็นเอาตายกัน เส้นเลือดฝอยในสมองจึงแตกไปหลายเส้น ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ด้านซ้ายหนึ่งซีกทันที
เมื่อเดือนที่แล้ว ผีซ้ำด้ามพลอย เฮียยิ้ง ลื่นล้มในห้องน้ำ อาการหนักลงไปอีก เขารู้ตัวว่าคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน จึงอยากจะทำอะไรบางอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ แต่ธุระเรื่องที่เพื่อนไหว้วานนี้ มันเกี่ยวข้องกับเงินทองส่วนรวมจำนวนใหญ่ เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ข้าพเจ้าจึงขอให้ลูกชายคนหนึ่งของเฮียมาร่วมกันจัดการ เฮียยิ้งไ ม่ยอมให้ลูกชายมาเกี่ยวข้องด้วย ขอให้ข้าพเจ้าทำตามลำพัง ขอให้เห็นแก่ความเป็นเพื่อน และจะได้นอนตายตาหลับ
ข้าพเจ้าจึงแกล้งเย้าเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นเพื่อนก็อย่าเพิ่งตายสิ เอาไว้ให้งานเสร็จสิ้นแล้ว จึงค่อยตาย เฮียยิ้ง ยังหัวเราะออกตอบว่า ถ้าสิบปียังจัดการไม่เสร็จ อั๊วมิต้องนอนทรมานคอยไปอีกสิบปีเชียวหรือ หลังจากคุยกันวันนั้นแล้ว คืนนั้นข้าพเจ้าก็รีบขับรถขึ้นเหนือ เพื่อไปจัดการธุระเรื่องนี้ให้แก่เพื่อนทันที
เรื่องราวมีอยู่ว่า เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เฮียยิ้งกับข้าพเจ้าพากันมาเที่ยวเมืองเหนือ บังเอิญมีเพื่อนแนะนำให้ซื้อที่ดินผืนหนึ่งชานเมือง เนื้อที่ทั้งหมดใช้สร้างตึกแถวร้านค้าได้ยี่สิบกว่าคูหา ตึกแถวยี่สิบกว่าห้องยังไม่ได้ขายขาด ทุกปีผู้เช่าจะโอนเงินเข้าบัญชีให้เอง เฮียยิ้งไม่ได้มาดูแลเลยเป็นเวลานานถึงสิบปี เฮียยิ้ง เคยพูดไว้เมื่อตอนซื้อที่ว่า ต่อไปจะขายเอาเงินสร้างสาธารณกุศล บัดนี้ ที่ดินชานเมืองที่ซื้อไว้อย่างไม่ตั้งใจผืนนั้น มันกลายเป็นใจกลางเมืองย่านชุมชนที่เจริญมากและราคาแพงมากเสียด้วย
เฮียยิ้ง ปลีกตัวจากงานไม่ได้เรื่อยมา จนกระทั่งระยะนี้ที่เป็นอัมพฤกษ์ ต้องนอนโรงพยาบาล ข้าพเจ้าไปเยี่ยมและบอกแก่เพื่อนว่า ที่ดินผืนนั้นมันกลายเป็นทองไปแล้ว รีบขายเอาเงินทั้งต้นทั้งกำไร มอบให้โรงพยาบาลจังหวัดได้แล้ว เฮียยิ้งเห็นด้วยเพราะเข้าถึงสัจธรรมชีวิตแล้วว่า เงินทองมากมายเพียงไร ตายไปก็เอาไปไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ไม่ว่าฐานะตำแหน่ง ความรู้ ความสามารถ มันให้เราได้กินได้ใช้ระยะหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องทิ้งไว้ คืนให้แก่โลกนี้ไป ที่ติดตัวไปได้มีแต่บุญบาปเท่านั้น
ช่วงที่ เฮียยิ้ง นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ข้าพเจ้าไปเมืองเหนือหลายครั้ง ได้ปรึกษากับทางโรงพยาบาลจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มากเสนอว่าให้สร้างตึกกายภาพบำบัดมอบให้ทางการดำเนินงาน ข้าพเจ้าเล่าข้อเสนอนี้แก่เฮียยิ้ง เพื่อนยินดีมากบอกว่ายิ่งเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้ ยิ่งรู้ เห็นความสำคัญของสุขภาพ ทุกคนล้วนไม่อยากต้องทนทุกข์ทรมานกับการเจ็บป่วยทั้งนั้น ตึกแถวยี่สิบห้องนั้นเป็นโฉนดแบ่งแยกแต่ละห้อง ขายห้องละหนึ่งล้านบาท รวมเป็นเงินยี่สิบล้าน แต่ถ้าขายตามราคาท้อง ตลาดในขณะนั้น จะต้องเป็นมูลค่าสองล้าน รวมสี่สิบล้าน
ข้าพเจ้าเสนอความคิดให้เพื่อนพิจารณาว่า ทางโรงพยาบาลต้องการสร้างตึกกายภาพบำบัดไม่เกินสิบห้าล้าน ที่เหลืออีกห้าล้านเราช่วยซื้อเครื่องมือแพทย์ ลงตัวพอดี ถ้าขายตามราคาท้องตลาด หลังละสองล้าน ผู้อยู่อาศัยก็อาจจะอึดอัดให้ทุกฝ่ายยินดีมีความสุขจะดีกว่า เป็นอันว่าผู้ซื้อ คือ ผู้เช่าอยู่เก่ากันมาตั้งแต่แรก ได้บ้านและที่ดินทำเลทองเป็นกรรมสิทธิ์ไปในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดไปถึงล้านกว่าบาท การสร้างตึกกายภาพบำบัดกับการซื้อเครื่องมือแพทย์ในวงเงินยี่สิบล้าน ตามที่กำหนดกันไว้ น่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น
การซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ นอกจากจะต้องจ่ายภาษีการโอนอย่างถูกต้องตามกฎหมายของกรมที่ดินแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับรองของกรมที่ดินคนหนึ่ง คือ นางบัว เสนอตัวเข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่รังวัดจนถึงการโอนกันเรียบร้อย คิดค่าป่วยการห้องละหนึ่งแสนบาท รวมทั้งหมดคือสองล้านบาท
ข้าพเจ้ากับผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่มีประสบการณ์เรื่องนี้ จึงได้แต่ขอร้องนางบัวให้ลดหย่อนค่าป่วยการลงสักหน่อย เพราะเงินจำนวนนี้ผู้ขายขอมอบให้แก่สาธารณกุศลทั้งหมด ข้าพเจ้ากับผู้อำนวยการ ไปขอต่อรองกับนางบัวหลายครั้ง แต่นางไม่ยอม ผู้อำนวยการบอกว่าเงินค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากมายนี้ถึงอย่างไรก็ไม่ควรเดือดร้อนแก่ผู้บริจาคอีก จะต้องหาทางเรียกเงินจากที่อื่น
ทางฝ่ายผู้รับเหมาก่อสร้างก็มาเร่งรัด เพราะค่าวัสดุก่อสร้างแพงขึ้นอีก ยืดเยื้อนานวัน วงเงินเท่าเดิมเกรงว่าจะสร้างไม่ได้ ข้าพเจ้ากับผู้อำนวยการก็ต้องไปขอร้องอ้อนวอนนางบัวอีก เพราะโฉนดแบ่ง แยกให้แก่ผู้ซื้อก็ยังไม่เรียบร้อยเสียที อ้อนวอนจนสุดท้ายนางบัวยื่นคำขาดว่า ให้เรียกเก็บจากผู้ซื้อทั้งยี่สิบราย และไม่ยอมลดต่ำกว่าหนึ่งล้านห้าแสน
งานสาธารณกุศลนี้ต้องยึกยักเสียเวลา เพราะนางบัวคนเดียวไปหลายเดือน หลังจากนั้นอีกสองปีหกเดือน อาคารกายภาพบำบัดอันสง่างามจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขมาทำพิธีเปิดป้ายอาคาร เฮียยิ้ง นั่งปลื้มใจน้ำตาไหลบนรถเข็นที่มีพยาบาลคอยดูแล เขานั่งคู่กับท่านรัฐมนตรี ถ่ายรูปร่วม กัน อีกทั้งได้รับเหรียญทองประกาศเกียรติคุณของทางการประดับอก ด้วยมือของท่านรัฐมนตรีเอง อาคารนี้เฮียยิ้ง สร้างในนามพ่อแม่เป็นการรำลึกพระคุณ
อาคารเพิ่งเปิดทำการใหม่ ๆ มีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาไม่กี่คน ในจำนวนนั้นมีผู้ป่วยชาย นายหนึ่งอายุยี่สิบเอ็ดปี ตัวแข็งเป็นท่อนไม้ เพราะได้รับอุบัติเหตุรถยนต์ สมองได้รับบาดเจ็บมาก เพิ่งย้ายมาจากโรงพยาบาลอื่นเมื่อวันก่อนเปิดป้าย เขาคือลูกชายของนางบัว สองปีก่อนนางบัวขูดรีดเงินการกุศลไปได้ล้านกว่าบาท จากนั้นได้เอาเงินจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้ซื้อรถเก๋งให้ลูกชายที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยไปขับ ขับได้แค่สามวันก็เกิดอุบัติเหตุรถชนคอสะพาน
นางบัวต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกชายไปล้านกว่าบาท แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แพทย์ลงความเห็นว่า ลูกชายอาจเป็นคนท่อนไม้ไปตลอดชีวิต ที่บังเอิญนัก ก็คือ ลูกชายของนางบัวจำเพาะจะย้ายเข้าตึกนี้มาร่วมงานเปิดป้ายด้วยทำไม.



#8 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:20 PM

คนล่าตุ๊กแก

นายโง้ว มีอาชีพรับซื้อสินค้าพื้นเมืองมาขาย แต่ทุนรอนมีจำกัดกำไรก็ไม่มาก พอดีมีคนมาแนะนำให้ขายสัตว์เลื้อยคลานตากแห้งควบไปด้วย นายโง้วจึงลองทำดู ทำไปได้สองสามเดือน รายได้ไม่เลวเลย แต่นายโง้วเลิกทำเสียเฉย ๆ หลายคนเสียดายแทน แต่นายโง้วบอกว่า อาบเหงื่อต่างน้ำกำไรน้อยยังดีกว่า ถึงอย่างไรก็จะไม่กลับไปค้าชีวิตเลื้อยคลานเหล่านั้นอีก
วันหนึ่งเราได้พบกันในงานบุญของเพื่อน ข้าพเจ้าจึงถามสาเหตุที่นายโง้วยอมทิ้งกำไรมากมายนั้น เขาเล่าให้ฟังว่า สัตว์เลื้อยคลานที่ขายไปให้เขาทำยาเป็นจำนวนมาก ก็คือ กิ้งก่าตากแห้ง ทางภาคอีสานมีคนจับมาขายกันมาก ตำรับยาดั้งเดิม คือ จะต้องเป็นตุ๊กแก แต่ตุ๊กแกหายากกว่า จึงเอากิ้งก่ามาสวมรอยแทน ยาสมุนไพรจีนใช้กิ้งก่าตากแห้ง เป็นยาแก้ไอ มีเสมหะ หอบ หืด อีกทั้ง ยังมีสรรพคุณบำรุงเลือดบำรุงไต คนที่หวังจะมีพลังคึกคักมักเป็นห่วงว่าไตจะขาดสมรรถภาพ
เมื่อเชื่อว่าตุ๊กแกตากแห้ง เป็นยาบำรุงเลือดบำรุงไตได้ จึงมีเหล้ายาตุ๊กแกบำรุงไต ขายกันเต็มท้องตลาด เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าเหล้ายานี้มีตุ๊กแกจริงในขวดเหล้าทุกขวด จึงมีตุ๊กแกหนึ่งตัวแช่ไว้ให้เห็นๆกันด้วย ตุ๊กแกถูกนำไปดองเหล้า ทำยากันมากมายจนแทบจะสูญพันธุ์ไป
พ่อค้าหาซื้อตุ๊กแกลำบากเข้า จึงต้องพลิกแพลงหาตัวอย่างอื่นมาทดแทนตบตา มองไปมองมาก็เห็นว่ากิ้งก่านี้แหละเข้าท่า จาก นั้นเป็นต้นมากิ้งก่าเลยได้ยกระดับขึ้นมามีค่าเท่าตุ๊กแก เมื่อกิ้งก่าถูกผ่าท้องควักไส้ เอาไม้ไผ่เสียบทะลุจากปากทะลุก้น จับขาทั้งสี่กางออก ตากแห้งแล้ว ลักษณะหน้าตาก็ไม่น้อยหน้ากว่าตุ๊กแกเท่าไรนัก คนทั่วไปส่วนใหญ่จะดูไม่ออก ชาวอีสานบางจังหวัด เมื่อว่างจากงานนา จะหารายได้พิเศษด้วยการเที่ยวหากิ้งก่ามาขาย กิ้งก่าหาง่ายไม่เหนื่อยอย่างทำนา อีกทั้งรายได้ก็ดีกว่าบางคนถึงกับทิ้งงานนามาหากิ้งก่าขาย
ครอบครัวนายสุวรรณ จับกิ้งก่าขายอย่างเดียว กระทั่งฐานะดีขึ้นชั่วระยะสั้น ๆ สามปี เขาซื้อรถกระบะเงินผ่อนตระเวนหากิ้งก่าไปขายได้ ชาวบ้านทั่วไปเห็นใครฐานะดีขึ้นจากการทำอะไร จะเป็นขายาบ้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็จะเอาอย่างทำตามบ้างในละแวกบ้านนายสุวรรณ จึงพากันแย่งล่ากิ้งก่ากันยกใหญ่ จนกลายเป็นสินค้าที่มีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงที่ ให้ราคาดีถึงตัวละสิบกว่าบาท บางครั้งชาวบ้านบางคน ขายกิ้งก่าได้ถึงวันละสองสามร้อยตัว นายโง้วเองเคยขายได้ถึงวันละเจ็ดร้อยตัว เงินทองเป็นของน่าพิสมัยที่ใคร ๆ ก็อยากได้ แต่นายโง้วกลับหันหน้าหนีมันด้วยเหตุสองประการ คือ
วันหนึ่ง นายโง้วเห็นการฆ่ากิ้งก่าอย่างจะแจ้งที่บ้านนายสุวรรณ นายสุวรรณจับกิ้งก่าเป็น ๆ ให้หงายท้อง ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้บีบคอกิ้งก่า กดมันให้อยู่กับที่ อีกมือหนึ่ง เอามีดแหลมแทงคอมันกรีดมีดเป็นทางยาวผ่าท้องจนถึงก้นควักตับไตไส้พุงออก แล้วโยนกิ้งก่าไปรวมกองกัน กิ้งก่าบางตัวยังไม่ตาย คว่ำตัวลงไปได้ใช้สี่ขาตะกุยดิน คลานหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทั้ง ๆที่ไม่มีไส้ใน ขณะนั้นเองหญิงสาวลูกของนายสุวรรณ รีบตามไปตะครุบตัวไว้ เอาไม้ไผ่ที่เหลาไว้ เสียบปากทะลุก้นกิ้งก่าทันที กิ้งก่าไปไหนไม่รอดแล้ว แต่ขาทั้งสี่ของมันยังตะกุยดิน หางสั่นดิก ๆ นัยน์ตาวาว นายโง้วขนพองสยองเกล้าต่อภาพสดๆที่ได้เห็นนั้น จนต้องเบือนหน้าหนี
ประการที่สองที่ทำให้นายโง้วเลิกค้ากิ้งก่าเด็ดขาด คือ วันสงกรานต์นายโง้วขับรถกลับจากเชียงใหม่ระหว่างทางพบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน รถกระบะคันหนึ่งตกเหวข้างทาง มีคนตายสามคน ผู้ตายทั้งสามคือ ครอบครัวนายสุวรรณ พ่อแม่ลูก เงินทองทำให้คนเกิดความโลภ แม้เป็นวันสงกรานต์นายสุวรรณยังไม่ยอมเสียโอกาส เขาขับรถไปรับซื้อกิ้งก่าเป็นๆจากแหล่งต่างๆ ซึ่งเคยได้วันละหลายร้อยตัว
สภาพศพลูกเมียของนายสุวรรณ นอนคว่ำ กางแขนกางขานัยน์ตาเบิกโพลง ไม่ต่างกับกิ้งก่าที่เขาเสียบไม้ ที่น่าสยดสยองที่สุด คือ สภาพศพของนายสุวรรณเอง เมื่อรถชนไหล่ทางตกเหวนายสุวรรณกระเด็นออกจากรถตกลงไป ตกที่ไหนไม่ตกแต่ตกลงไปเจอต้นไผ่ที่ชาวบ้านป่าตัดลำท่อนบนไป นายสุวรรณถูกเสียบคาต้นไผ่จากก้นทะลุออกปาก เหมือนที่เขาตากกิ้งก่าอย่างไรอย่างนั้น

นายโง้วเห็นสภาพเหตุการณ์นั้นแล้ว เขาเทกิ้งก่าแห้งที่เตรียมจะไปขายหลายร้อยตัวทิ้งไปตรงนั้น ไม่กล้าคิดอีกเลยว่า มันมีค่าตัวละสิบกว่าบาททีเดียว.



#9 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:20 PM

ครอบครัวลิง

มูลนิธิสังคมสงเคราะห์ได้บันทึกทะเบียน ผู้รับการสงเคราะห์ตลอดชีพไว้รายหนึ่ง ที่เรียกว่า ครอบครัวลิง ครอบครัวลิงลงทะเบียนว่า บ้านอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอบ้านนาสาร ตำบลทุ่งเต่า ยื่นขอ รับการสงเคราะห์โดยพระครูบ้านนาสาร
กลุ่มผู้สำรวจตรวจสอบได้รับแจ้งแล้ว จะต้องรีบดำเนินการหาข้อมูล เพื่อรีบให้การสงเคราะห์โดยด่วนภายในหนึ่งสัปดาห์ ไม่ว่าจะจังหวัดใกล้ไกลทั้งเจ็ดสิบหกจังหวัด การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ ทำให้มูลนิธิสังคมสงเคราะห์นี้ได้รับคำชื่นชมท่วมท้น เอกสารคำร้องกองพะเนินในแต่ละวัน บางครั้งจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบหาข้อมูลถึงสิบกว่ากลุ่ม
ครั้งนี้ข้าพเจ้าถูกส่งไปตรวจสอบสภาพความเป็นจริงของครอบครัวลิงรายนี้ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ครอบครัวนี้หัวหน้าครอบครัว คือ นางน้อย แม่หม้ายสามีตาย อายุสี่สิบเจ็ดปี มีอาชีพรับจ้าง ถางหญ้าทำงานในไร่นามาเลี้ยงลูกสี่คน ลูกสาวคนโตของนางน้อย อายุยี่สิบสองปี ตาบอดตั้งแต่อายุได้สิบปี ลูกคนที่สอง ที่สาม ที่สี่เป็นชาย อายุสิบเก้า สิบเจ็ด สิบห้า ตามลำดับ
ลูกชายทั้งสามของนางน้อย มีลักษณะอาการเหมือนลิงมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ชอบสวมเสื้อผ้า ชอบปีนป่ายต้นไม้หาผลไม้กิน ไม่ชอบกินข้าว พูดไม่เป็นภาษาได้แต่ออกเสียงอี อี อา อา จัดการดูแลตนเองไม่ได้ ยังจะต้องให้แม่อาบน้ำป้อนข้าว ทั้งห้าชีวิตอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังคามุงจากปรักหักพังข้าง ๆ วัด นางน้อยได้แต่รับจ้างทำงานอยู่ไม่ไกลบ้าน เพราะจะต้องคอยสอดส่องดูแลลูก ๆ ไปด้วย ถึงแม้ลูกจะวิปริตอย่างไร แม่ก็รักลูกๆดังดวงใจ ปกป้องรักษาอุ้มชูทุกอย่างไม่ห่างเลย เดือนหนึ่ง ๆ นางน้อยจะทำงานได้ไม่ถึงสิบวัน อีกยี่สิบกว่าวันสำหรับดูแลลูกๆรายได้จึงไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทั้งห้าชีวิต
วัดข้างบ้านนางน้อยอยู่ไกลชุมชน มีพระสงฆ์ประจำอยู่เพียงสามรูป บิณฑบาตไม่ค่อยพอฉัน หากมีมากพอ บางครั้งพระท่านก็จะแบ่งอาหารมาให้บ้าง เมื่อสภาพลำเค็ญเป็นเช่นนี้ ท่านพระครูเจ้าอาวาสจึงร้องขอมายังมูลนิธิฯ ให้รับครอบครัวนี้ไว้อุปถัมภ์ตลอดไป
คณะผู้ตรวจสอบได้รายละเอียด และถ่ายรูปไว้หลายใบแล้ว จึงกลับไปคุยกับท่านพระครูที่วัด ท่าน พระครูเล่าว่า รู้จักครอบครัวนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว เดิมทีนางน้อยกับสามีมีสวนเงาะอยู่ประมาณสามสิบกว่าไร่ ช่วงที่เงาะแก่กินได้ กระรอก กระแต ค้างคาว ลิง ค่างจะพากันมารุมกินเงาะในสวนกันเป็นฝูง บางครั้งภายในคืนเดียว เงาะแก่เต็มต้น รุ่งขึ้นจะเหลือแต่กิ่งก้าน
ฉะนั้น ชาวสวนจึงต้องหาทางรักษาผลผลิต บางครั้งต้องกอดปืนดาวกระจาย นั่งเฝ้าสวนกันทั้งคืน พอพวกขโมยเงาะกรูกันมาก็รีบยิงปืนขึ้นฟ้าขู่เสียนัดหนึ่ง บางครั้งก็เอาปีบเปล่าใส่กลไกให้เกิดเสียงดังเมื่อลมโกรกปีบ ให้พวกมันตกใจหนีไป วิธีการแต่ละอย่างใช้ได้ไม่กี่วัน พวกมันก็จะคุ้นเคย คราวนี้ยิ่งยกพวกพากันมาถล่มกินเงาะกันแทบหมดสวน ลิงเป็นสัตว์แสนรู้ที่สุด ไม่ว่าจะปืนลม ปืนกลอย่างมากขู่มันได้แค่สองครั้ง ครั้งที่สามมันไม่สะดุ้งเลย คนสวนจึงเกลียดลิงที่สุด
ลิงนอกจากจะฉลาดรู้ทันคนสวนแล้ว ยังเจ้าเล่ห์อำมหิตที่สุด ถ้ามันโกรธแค้นชาวสวน มันจะรวมสมัครพรรคพวกมาทำลายสวน จะบุกเข้าบ้านหยิบฉวย และทำลายทุกอย่าง สามีของนางน้อยชื่อนายมันยา สวนเงาะเป็นมรดกจากพ่อของนายมันยา แต่งงานกันใหม่ๆ นายมันยามักจะล่าลิงค่างมาทำเป็นอาหารอยู่ เสมอ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชาวบ้านแถบนั้น
วันหนึ่ง ลิงสีน้ำตาลผัวเมียคู่หนึ่งแอบเข้ามาในบ้านขณะปลอดคน รื้อค้นข้าวของ คว้าเอาชุดเจ้าสาวของนางน้อย ขยุ้มธนบัตรใบละร้อย และโฉนดสวนเงาะผืนนี้ไป แล้วปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ใหญ่ข้างบ้าน บังเอิญนางน้อยกลับมาบ้านได้เห็นเข้าจึงรีบวิ่งเข้าสวนไปบอกสามี
สองสามีภรรยาวิ่งกลับมาที่บ้าน เห็นลิงตัวเมียเอาชุดเจ้าสาวของนางน้อยมาสวมคลุมอยู่ อีกตัวหนึ่งเอาธนบัตรกับโฉนดมาดึงเล่น ฉีกเล่น นายมันยาโกรธมากเมื่อเห็นเช่นนั้น เขาวิ่งเข้าไปในบ้านคว้าปืนลูกซองออกมาเล็งยิงทันที ลิงทั้งสองตัวร่วงผล็อยลงสู่พื้นทันทีที่สิ้นเสียงปืน ธนบัตรถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่โฉนดยังไม่เสียหาย
นายมันยาโกรธมากตรงเข้ากระทืบลิงทั้งสองซ้ำไปหลายที จนลิงทั้งสองคอพับตายสนิท จากนั้นเป็นต้นมา นายมันยาเกลียดลิงจนเข้ากระดูกดำ เมื่อความเกลียดฝังใจ นายมันยาจึงหาทางพิฆาตลิง ด้วยวิธีการต่าง ๆ เรื่อยมา จับเป็น จับตาย จับฆ่า จับทรมาน ตัดแขน ตัดขา ตัดนิ้ว แขวนคอตากแดด ???.
เสียงลิงร้องโหยหวนจนตายมีเกือบทุกวันที่บ้านนายมันยา
ต่อมา ฝีมือล่าลิงของนายมันยาเลื่องลือไป คณะละครลิงมาติดต่อขอซื้อลิงให้ราคาดี เอาไปฝึกแสดงบ้าง ขายไปที่ฮ่องกงให้คนรวยเปิดกะโหลกกินมันสมองลิงบ้าง อาชีพจับลิงขายของนายมันยาจึงดูรุ่งเรือง ดีกว่ารายได้จากสวนเงาะ
สามปีต่อมา นางน้อยให้กำเนิดบุตรหญิงคนแรก ปัญญาอ่อนแล้วตาบอด เมื่ออายุได้สิบขวบ ปีถัดมาให้กำเนิดบุตรชายคนแรก เนื้อตัวมีแต่ขนหน้าตาเหมือนลิง สิบขวบยังไม่ยอมนุ่งผ้า พูดไม่ได้ ชอบปีนป่ายต้นไม้ จากนั้นให้กำเนิดบุตรชายคนที่สอง ที่สามก็เป็นอย่างเดียวกัน
นายมันยา ทุกข์ตรมกับการมีลูกเวรลูกกรรมถึงสี่คนอยู่ทุกวันทุกเวลาอยู่หลายปี จนในที่สุดก็ตรอมใจตาย เงินทองที่ได้จากการจับขายลิงไม่พอรักษาตัว แม้แต่สวนเงาะก็หมดไปด้วย ก่อนตายนายมันยาครวญครางเหมือนเสียงลิงที่เขาเคยฆ่า ร้องอยู่หลายวันจึงขาดใจ สิ่งที่นายมันยาทิ้งไว้เบื้องหลังคือ นางน้อย ภรรยาผู้น่าสงสาร ลูกหญิงตาบอดกับลูกชายลิงอีกสามคน.


#10 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:21 PM

งานศพคุณสุนัข

วันเสาร์ ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้ไปเป็นเกียรติแก่งานเผาศพคุณสุนัข ที่วัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าภาพของงานนี้คือ เถ้าแก่เจ้าของโรงสีข้าว ผู้มีหน้ามีตามีฐานะดีมากของจังหวัดนี้ งานศพคุณสุนัขครั้งนี้ได้ยินว่าใช้จ่ายไปแสนกว่าบาท
เถ้าแก่เจ้าของโรงสีเป็นลูกจีนรุ่นที่สาม บรรพบุรุษแซ่เนี้ย คนในจังหวัดรู้จักเถ้าแก่ในนาม เสี่ยเหลียง เสี่ยเหลียงยินดีทุ่มเงินทำศพให้แก่สุนัขของเขาถึงแสนกว่าบาท ย่อมจะต้องมีเรื่องราวเบื้องหลังอันซาบซึ้งประทับใจแน่นอน วันที่ข้าพเจ้าไปร่วมงาน เป็นวันบำเพ็ญกุศลครบรอบวันที่เจ็ด ตอนบ่ายจะทำพิธีฌาปนกิจ
วันนี้แขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานกันคับคั่ง ได้ยินว่าผู้มาร่วมงานมีจำนวนมากกว่างานฌาปนกิจศพเถ้าแก่ร้านขายทองในจังหวัดซึ่งจัดที่วัดนี้เช่นกันเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ก่อนเชิญศพคุณสุนัขขึ้นเมรุ เถ้าแก่เหลียงยังได้เจาะจงนิมนต์พระสงฆ์ผู้สูงด้วยสมณศักดิ์ มาเทศน์อุทิศส่วนกุศลให้คุณสุนัขเป็นพิเศษอีกด้วย ในงานบำเพ็ญกุศลเจ็ดวันเจ็ดคืนนี้ยังมีมหรสพปลอบขวัญ คุณสุนัข มีการบันทึกภาพวีดีโอตลอดงาน อีกทั้งแจกของชำร่วยเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์พิเศษอย่างสวยงามแก่ผู้มาร่วมงานด้วย หน้าปกหนังสือเป็นรูป คุณสุนัขตัวผู้พันธุ์ไทย ผู้วายชนม์ยืนคู่อยู่กับเด็กชายอายุสามขวบคนหนึ่ง
ย้อนต้นเท้าความไปเมื่อสี่ปีก่อน เสี่ยเหลียงเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานวันหนึ่งสองสามีภรรยาพากันนั่งเรือข้ามฟากไปทำบุญที่วัด นั่นคือวัดนี้ สมัยนั้นถนนหนทางยังไม่ตัดผ่านถึงกัน จึงต้องอาศัยการสัญจรทางน้ำ ทำบุญใส่บาตรเสร็จกลับมาลงเรือภรรยา
เสี่ยเหลียงได้เห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งลอยคอผลุบๆโผล่ๆ อยู่ในน้ำใกล้จะหมดแรงจมหายลงไป ภรรยาเสี่ยเหลียงเป็นคนมีจิตเมตตากรุณาอยู่แล้ว เมื่อเห็นเช่นนี้เธอรีบลงน้ำไปอุ้มลูกสุนัขตัวนั้นขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดตัวของเธอเช็ดขนสุนัขให้แห้ง และห่อมันไว้ให้อบอุ่น จับมันนอนลง ในตะกร้าที่ใส่ของมาถวายพระ
เสี่ยเหลียงรักภรรยามาก เมื่อเห็นภรรยาแสดงความปรานีต่อสุนัขปานนี้ เสี่ยเหลียงเองก็ซาบซึ้งและยินดีเลี้ยงลูกสุนัขตัวนั้นไว้เป็นพิเศษด้วยความเอ็นดู ปีถัดมาภรรยาเสี่ยเหลียงให้กำเนิดบุตรชาย วันเดียวกันนั้น ลูกสุนัขซึ่งเติบโตแล้วตัวนั้นก็คลอดลูกตัวผู้ออกมาหนึ่งตัวพร้อมกัน
มีคำพังเพยเอ่ยขาน หากลูกสุนัขที่บ้านท่านออกลูกโทนแล้วไซร้ จะให้คุณแก่เจ้าของ เงินทองไหลมาเทมา แต่หากแมวที่บ้านท่านออกลูกโทนให้ จะยากจนเข็ญใจแก่เจ้าของ??
ถ้าหากจะว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ต้องบอกว่าบังเอิญอย่างจงใจ เสี่ยเหลียงได้บุตรชาย ได้ลูกสุนัขตัวผู้โทนไม่นาน ทางการก็ตัดถนนใหญ่ ผ่านหลังโรงสีติดที่นาผืนใหญ่ของเสี่ยเหลียง โรงสีรับงานมากขึ้นกิจการรุ่งเรือง เสี่ยเหลียงให้ชื่อลูกสุนัขตัวนั้นว่า โชคดี
โชคดีติดนายน้อยของมันมากเหมือนเจาะจงเกิดมาคู่กัน จนเสี่ยเหลียงบอกว่า เจ้าโชคดี เป็นพี่เลี้ยงของ ลูกปอ ค่ำวันหนึ่ง คนงานอีกโรงสีหนึ่งพากันมาชกต่อยกับคนงานโรงสีนี้ ผู้ใหญ่วุ่นวายตื่นตระหนกจนลืมลูกปอ ซึ่งเพิ่งจะอายุได้สามขวบ ลูกปอเล่นอยู่ริมน้ำ เกิดพลาดพลั้งตกลงไปในคลอง ผู้ใหญ่กำลังเอะอะตกใจ ไม่มีใครเห็นว่า ลูกปอกำลังจะจมน้ำตาย มีแต่เจ้าโชคดีที่ตื่นเต้นไปกับเขาด้วย แต่พลางก็คอยเฝ้าดูนายน้อยด้วย พอเจ้าโชคดีเห็นนายน้อยจมน้ำ เจ้าโชคดีซึ่งไม่เคยลงน้ำก็กระโดดลงไปทันที มันทูนนายน้อยไว้กลางหลัง ลูกปอก็รู้จักกอดคอเจ้าโชคดีไว้โดยสัญชาตญาณ แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจปีนขึ้นมาได้ ลูกปออยู่เหนือน้ำ แต่เจ้าโชคดีอยู่ใต้น้ำ มันตะเกียกตะกายโผล่ขึ้นมาหายใจได้บางครั้ง แต่ก็ใกล้จะหมดแรง กว่าพ่อแม่จะแลเห็นว่า เด็กหญิงที่จ้างมาดูแลลูกปอยืนตื่นเต้นอยู่ในกลุ่มมุงดูกับเขาด้วยโดยไม่มีน้องปออยู่ที่นั่น นึกเอะใจจึงรีบเรียกหา เสี่ยเหลียงถลาไปริมคลองเหมือนสังหรณ์ใจ?? ถ้าช้ากว่านี้อีกนาทีเดียวทั้ง ลูกปอกับเจ้าโชคดีคงจบชีวิตพร้อมกันในวันนั้น

เสี่ยเหลียงช่วยเจ้าโชคดีอย่างสุดชีวิตเช่นเดียวกับช่วยลูกปอ ในที่สุดทั้งสุนัขและคนก็พ้นอันตราย วีรกรรมของเจ้าโชคดีเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่ว เป็นโชคดีของเจ้าโชคดีที่เกิดมาเป็นสุนัข มันจึงมิได้รับรู้ลาภสักการะใด ๆ มันจึงมิได้แสดงอาการผยองพองขน จนทำให้ผู้อื่นหมั่นไส้แต่อย่างใด เด็กหญิงพี่เลี้ยงน้องปอถูกเปลี่ยนหน้าที่ให้เป็นคนกวาดบ้านถูบ้าน พี่เลี้ยงที่มาใหม่เป็นหญิงชาวนาอายุมากกว่าคนก่อน บ่ายวันหนึ่งพี่เลี้ยงพานายน้อยไปหาผักป่าหลังโรงสีด้วยกัน เจ้าโชคดีทำหน้าที่คุ้มกันนายน้อยอยู่ไม่ห่าง ขณะนั้นงูเห่าตัวหนึ่งก็โผล่ออกมาจากพงรก ตัวมันใหญ่เท่าท่อนแขน ยาวเป็นวา มันแผ่แม่เบี้ยแล้วฉกไปที่ก้านคอของหญิงพี่เลี้ยง
รู้ในภายหลังว่างูเห่าแม่ตัวนี้กำลังฟักไข่อยู่ที่นั่น สัญชาตญาณความเป็นแม่ไม่ว่าคนหรือสัตว์ล้วนปกป้องลูกสุดชีวิต แม่งูเห่าขณะนี้มีพิษร้ายแรงและดุร้ายกว่าปกติ พอมันกัดหญิงพี่เลี้ยงแล้วก็หันมาทางลูกปอ แต่ความไวสู้เจ้าโชคดีไม่ได้ เสี้ยววินาทีก่อนที่แม่งูเห่าจะฉกลูกปอ เจ้าโชคดีขย้ำลงไปที่หางของแม่งู สะบัดมันโดยแรง
หญิงพี่เลี้ยงตะโกนได้สุดเสียงคำเดียวว่า ช่วยด้วยแล้วก็แน่นิ่งไป
เสี่ยเหลียงกับคนงานโรงสีรีบวิ่งมาตามเสียง เห็นเจ้าโชคดีฟัดอยู่กับงูเห่า และมีเลือดออกทางนัยน์ตา เพราะพิษจากที่งูเห่ากัดคอ เจ้าโชคดีอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด แม่งูก็เช่นกัน งูปล่อยพิษเข้าสู่ตัวสุนัข สุนัขกัดหางงูอยู่ พิษงูในตัวสุนัขไหลเข้าตัวงู งูเองได้รับพิษมากกว่า มีโอกาสตายก่อนสุนัขเสียอีก เหมือนอย่างคนถูกไฟฟ้าดูด คนเข้าไปช่วยจับคนที่ถูกดูดอยู่มักจะตายก่อนคนถูกดูด
คนงานช่วยกันตีงูเห่าจนตาย แต่ช่วยอะไรเจ้าโชคดีไม่ได้
ถ้าหากไม่ใช่กลัวพิษงูในตัวของเจ้าโชคดี เสี่ยเหลียงคงอุ้มเจ้าโชคดีให้มันสิ้นใจในอ้อมอก ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเศร้าสลดไปตามกัน
เสี่ยเหลียงน้ำตาไหลพราก เขาสบตากับเจ้าโชคดีจนถึงวินาทีสุดท้าย มันมองดูเสี่ยเหลียง และนายน้อยของมันด้วยสายตาอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง
ศพของหญิงพี่เลี้ยงญาติของเธอมารับกลับไป
ศพของเจ้าโชคดีทางเสี่ยเหลียงจัดการบำเพ็ญกุศลให้อย่างเต็มที่เจ็ดวันเจ็ดคืนเหมือนญาติสนิทผู้มีพระคุณ.



#11 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:21 PM

ซื้อขายสามี

เรื่องนี้ถ้าไม่ได้ยินกับหู ไม่ได้ดูกับตาของตนเอง ใครเล่าให้ก็คงไม่เชื่อ
เรื่องเกิดในชานเมืองกรุงเทพฯ
แม่หม้ายกับลูกชายที่ชื่อ เติ้ง ต้าเผิง ลูกสะใภ้ชื่อ หลี่ หยังหมย เมื่อตอนแต่งงานกันทั้งสอง
เพิ่งอายุได้สิบเก้า ส่วนแม่อายุสี่สิบ ทางบ้านเปิดร้านขายและรับทำเครื่องใช้สังกะสี เติ้ง ต้าเผิงได้รับการอบรมจากพ่อมาตั้งแต่เล็กว่า อาชีพงานฝีมือไม่มีวันตกอับ เขาจึงรับช่วงอาชีพนี้จากพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย
เมื่อเติ้ง ต้าเผิง อายุได้สิบห้า พ่อเขาถูกรถชนตาย เขาทำอาชีพนี้เลี้ยงแม่เรื่อยมาด้วยความขยันมัธยัสถ์กันทั้งแม่ทั้งลูก พอมีเงินแล้วแม่ก็แต่งสะใภ้ให้ ลูกสะใภ้เก่งกว่าลูกชาย ช่วยค้าขาย ทำของใช้สังกะสีเพิ่มสินค้าอีกหลายอย่าง คนรู้จักต่างชมเปาะว่า หยังเหมย ปัญญาดีมีความสามารถ
แต่งงานสี่ปีให้หลัง หยังเหมยได้ตั้งท้อง เพิ่มสีสันความหวังให้แก่บ้าน ที่มีสมาชิกน้อยมาเพิ่มในครอบครัวนี้ได้มาก เหมือนคำพังเพยของฝรั่งที่กล่าวว่า ครอบครัวที่ไม่มีเด็ก เหมือนบ้านที่ไม่มีสวนดอกไม้ ต้าเผิงกำลังจะเป็นพ่อ เขาขยันยิ่งขึ้น ครอบครัวนี้น่าจะมีความสุขสบายใจ แต่กลับไม่ใช่เพราะ แม่ผัวกับลูกสะใภ้ไม่ถูกกันเป็นอย่างยิ่ง เหมือนจะชิงความรักจากต้าเผิง แม่ของต้าเผิงหาที่พึ่งด้วยการดูหมอ เสี่ยงเซียมซี จึงยิ่งแน่ใจตามอคติของตนว่าลูกสะใภ้ไม่ดีอยู่ร่วมกันไม่ได้ ปัญหาครอบครัวเรื่องนี้คนที่ลำบากใจที่สุด คือ ต้าเผิง
วันหนึ่งแม่ผัวกับลูกสะใภ้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรงอีก แม่ว่า ?แกไม่มีน้ำใจ ฉันเลี้ยงลูกชายมาด้วยความลำบากสิบเก้าปี ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายใช้จ่ายเงินทองไปเท่าไรแกไม่คิดดูบ้าง....?
ลูกสะใภ้สวนคำขึ้นมาทันควันว่า ?ว่ามาซิ ว่าใช้จ่ายเงินทองไปเท่าไร?
แม่ผัวโง่กว่าลูกสะใภ้ ตอบไปตามอารมณ์โกรธว่าไม่ต่ำกว่าสองแสน
ลูกสะใภ้ตอบว่า ?ได้เลย?
ถกเถียงกันซักพัก สงครามก็สงบลง สองวันต่อมา ลูกสะใภ้หาเงินมาได้ เธอยื่นให้แม่ผัวเป็นข้อตกลงแกมบังคับว่า ฉันขอซื้อ ต้าเผิง สองแสน แม่รีบย้ายไปอยู่โรงเจเสีย
แม่อ้าปากค้างพูดไม่ออก โกรธแค้นว่าลูกสะใภ้มันร้ายจริง แต่ขืนอยู่ต่อไปก็มีแต่แพ้ อีกทั้งจะไม่ได้แม้แต่บาทเดียว จึงกระชากเงินสองแสนไว้แล้วย้ายไปอยู่โรงเจ ต้าเผิง กลับมาจากนอกบ้านพอได้รู้เรื่องนี้เข้า เขาโกรธจนตัวสั่น แต่ก็ทำอะไรภรรยาไม่ได้ ได้แต่ขังตัวเองไว้ในห้องไม่กินข้าว
วันรุ่งขึ้น ต้าเผิง ไปหาแม่ที่โรงเจ แม่ลูกกอดกันร้องไห้ แม่ไม่ยอมกลับบ้านไม่ยอมกลับไปให้ลูกสะใภ้เยาะเย้ยถากถางรังแกอีก ส่วนเงินสองแสนแม่ทำบุญเข้าโรงเจหมด จากวันนั้นเป็นต้นมา ต้าเผิง ผู้แสนดีกลายเป็นคนขี้เหล้า ดื่มหัวราน้ำทุกวัน หลายปีมานี้ความเจริญด้านวัตถุขยายตัวจากเมืองหลวง ไปสู่ชานเมืองอย่างรวดเร็ว แหล่ง อบายมุขก็เกิดตามมาเหมือนโรคร้ายแพร่กระจาย
ต้าเผิงดื่มเหล้าติดจนงอมแงม ดื่มจากบ้านจนไปถึงบาร์คลับไม่นานก็สนิทสนมกับเจ๊เจ้าของบาร์เหล้า ซึ่งอายุสามสิบกว่า ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันระหว่างต้าเผิง กับเจ๊เจ้าของบาร์เหล้าจึงกลาย เป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างเปิดเผย เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึง หยังเหมย ภรรยาต้าเผิง เธอเดือดดาลมากตามไปราวีด่าทอกันสาดเสียเทเสีย
หยังเหมย ยังมีหน้าแสดงความเป็นเจ้าของว่า ได้ซื้อ ต้าเผิง มาจากแม่ของต้าเผิงสองแสน ซึ่งเดี๋ยวนี้ค่าของเงินนั้นไม่ต่ำกว่าสี่แสนแล้ว
เจ๊เจ้าของบาร์เหล้าตอบว่า ? ได้เลย ? แล้วเดินหายเข้าไปหลังร้าน สักครู่เธอกลับออกมาพร้อมด้วยเงินสี่แสน ยัดใส่มือ หยังเหมย แล้วไล่เธอไปให้พ้น เป็นการซื้อขายตัว ต้าเผิง กันเรียบร้อย
หยังเหมย ยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูก นึกถึงเหตุการณ์ที่เธอทำกับแม่ผัวไว้ เมื่อสองปีก่อน เธอสำนึกทันทีว่า กฎแห่งกรรม มันย้อนตามทันมาถึงตัวแล้ว.



#12 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:21 PM

ตะพาบกินผ่อน

ลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐบาล ในต่างจังหวัด ไม่นานมานี้ ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยียน หมอน้องชายเล่าเรื่องแปลกของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดี จึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ ?..
โรงพยาบาลที่น้องชายทำงานอยู่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางประจำอำเภอ คนไข้ไม่มากนัก เพราะคนที่พอมีฐานะสักหน่อย หากอาการน่าเป็นห่วงก็มักจะส่งตรงโรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ฉะนั้นหมอน้องชายจึงต้องรับหน้าที่เป็นทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นแพทย์เฉพาะทางทุกโรค เป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดและแม้กระทั่งเป็นแพทย์เวร
การสนทนาตอนหนึ่งหมอน้องชายเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใดต้องผ่าตัดทุลักทุเลซ้ำซากอย่างนี้เลย สามปีต้องตัดห้าครั้ง และหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง ผู้ป่วยรายนี้ชื่อบุญมา
ครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาลก็เพื่อมาทำแผลที่นิ้วก้อยที่ถูกตะพาบน้ำกัด หมอให้ทายากินยาแก้ปวดแก้อักเสบแล้วกลับบ้าน ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอีก ครึ่งเดือนต่อมา บุญมากลับมาใหม่ แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่ หมอตรวจพบว่าเชื้อโรคกินเข้ากระดูก จะต้องตัดนิ้ว เพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม ซึ่งนิ้วเท้านั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
หลังจากนั้นครึ่งปี บุญมาไปเที่ยวชายทะเล เขาถูกตะพาบน้ำกัดที่นิ้วเท้าอีก อะไรจะเจาะจงได้ถึงอย่างนั้น นิ้วเท้าของบุญมาที่ถูกตะพาบน้ำกัดครั้งที่สองอักเสบบวมใหญ่ภายในเวลาสองวัน เมื่อมาฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลก็ได้พบอีกว่า เชื้อโรคกินเข้าไปถึงกระดูกหมด จึงต้องตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี บุญมากลับมาที่โรงพยาบาลอีก ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นพร้อมกัน พอเอกซเรย์ก็ได้พบว่าแย่แล้ว ! เชื้อโรคแพร่กระจายกินเข้าไปในกระดูกอย่างรุนแรง เชื้อโรคนั้นกำลังกลายเป็นมะเร็ง จะต้องผ่าตัดฝ่ามือฝ่าเท้าออกให้หมดก่อนที่จะลุกลามขึ้นไปอีก
บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงยี่สิบกว่าวันด้วยสภาพของผู้ป่วย ด้วน วันหนึ่งลูกชายของญาติอุปสมบท บุญมาไปช่วยงาน คืนนั้น ผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน เคราะห์หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้น หนูตัวหนึ่งเจาะจงมากัดตรงขาด้วนของบุญมาคนเดียว กัดแล้วก็หนีไป
บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด คนที่นอนอยู่ด้วยกันตกใจกับเสียงร้องพากันตื่นหมด แผลที่หนูกัดไม่กว้างไม่ลึกนัก มีเลือดซึมออกมา แต่ทุกคนพากันแปลกใจที่อยู่ดี ๆ ทำไมจึงมีหนูมากัดคนนอนหลับ เพราะหนูจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้น ไม่กัดกินคนเป็น ๆ
บุญมาขวัญเสีย ถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมจนคิดว่า ตนคงจะต้องตายในไม่ช้า มันทารุณจิตใจมาก ไม่นานต่อมาเกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่มือที่เท้าอีก บุญมารีบมาหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่า เชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป
หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของไข้ แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก จึงสอบถามประวัติละเอียดไว้ได้ความว่า บุญมาชายอายุยี่สิบสามปี อาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ ชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด โดยเฉพาะชอบกินเต่า กินตะพาบ บุญมาเคยได้ยินมาว่า ใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้วตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ด แกล้มเหล้าขาว บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปกี่ตัว
วันหนึ่ง บุญมาซื้อตะพาบน้ำตัวใหญ่จากตลาดมา ตะพาบตัวนี้น้ำหนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัมเขาดีใจมาก ตัวใหญ่ขนาดนี้ฆ่ากินทีเดียวไม่หมดจะต้องค่อย ๆ กินที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้จึงต้องกินผ่อนทีละน้อย ตะพาบน้ำเป็นสัตว์อายุยืน อดทนไม่ตายง่าย ๆ ไม่ว่า จะถูกกักขังอยู่ในสภาพใดก็อดทนมีชีวิตอยู่ได้เป็นปี
บุญมาเห็นแก่กิน ไม่นึกถึงว่าตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมานนานเพียงไร ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งอีก เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบส่วนต่าง ๆ ตามความพอใจ มาปรุงอาหารทีละชิ้น ๆ บาดแผลรอบตัวตะพาบ เขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมาก เพื่อไม่ให้เนื้อตัวตะพาบเน่า ตะพาบตัวนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าครึ่งเดือน จากนั้นบุญมาจึงประหารเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย บุญมาพอใจกับวิธีที่จะได้กินเนื้อตะพาบสด ๆ ทุกวันอย่างนี้เรื่อยมา

ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาล บันทึกไว้ในตอนท้ายมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า ??..

เป็นประวัติที่แสดงให้เห็น กรรมตามสนองอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน.


#13 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:22 PM

.ทนายความหนึ่งชั่วคน

เมื่อครั้งที่ คุณโอ๊ว เอี่ยงฮุย นักหนังสือพิมพ์อาวุโสยังมีชีวิตอยู่ มักจะพูดถึงเรื่องราวคุณจิว ซือเอี๊ย ให้ฟังอยู่บ่อย ๆ คุณโอ๊วเป็นนักหนังสือพิมพ์หัวใหม่ ไม่ไหว้เจ้า ไม่เข้าวัด ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเวียนว่ายตายเกิด แต่ทุกครั้งที่พูดถึงครอบครัวคุณจิว ซือเอี๊ย คุณโอ๊วกลับทอดถอนใจว่า ทนายความหนึ่งชั่วคน อับจนสามชั่วคนสิ้นทายาท เป็นคำพูดเก่าแก่ที่กล่าวขานกันมาช้านาน มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ ที่หลังจากคุณโอ๊วตายได้หนึ่งปี ครอบครัวของข้าพเจ้าก็ย้ายบ้าน และบังเอิญไปอยู่หมู่บ้านเดียวกับทนายความจิว ซือเอี๊ย หมู่บ้านใหม่แห่งนี้ อยู่ชานเมือง เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ผู้คนในหมู่บ้านอยู่ในระดับปานกลางขึ้นไป ต่างมีรถส่วนตัวประจำบ้าน

ทนายความจิว ซือเอี๊ย อยู่ซอยตรงข้ามบ้านของข้าพเจ้า เขาไม่มีรถส่วนตัว จะไปไหนมาไหนต้องนั่งรถแท็กซี่ บางครั้งก็โดยสารรถของข้าพเจ้า เราคุยกันได้ดี ทนายจิว ซือเอี๊ย มาหาข้าพเจ้าที่บ้านบ่อย ๆ เราร่วมดื่มน้ำชา สนทนา ทานอาหารกัน แต่เขาไม่เคยเชิญข้าพเจ้าไปเที่ยวบ้านของเขาเลย แน่นอนข้าพเจ้าจึงไม่กล้าถือวิสาสะไปที่บ้านของเขาโดยพละการ

วันหนึ่งจู่ ๆทนายจิว ก็เชิญให้ข้าพเจ้าไปทานหมี่สั่ว(เส้นหมี่จีนยาวๆ )ที่บ้าน เขาบอกว่าพวกเขาจีนแคะทำหมี่สั่วได้อร่อยที่สุดมีชื่อเสียงที่สุด เขาว่างเว้นจากการลงมือทำหมี่สั่วเองมาสามสิบกว่าปีแล้ว วันนี้เป็นวันเกิดของเขา จึงทำเส้นหมี่มาเลี้ยงแขก และแขกก็มีข้าพเจ้าเพียงคนเดียว

ข้าพเจ้าไปอวยพรวันเกิดตามคำเชิญ ภรรยาทนายจิวอัธยาศัยดีมากกุลีกุจอต้อนรับขับสู้เร่งสามีให้ออกมาคุยกับแขก คือข้าพเจ้าคนเดียวนี้ เธอขออยู่ครัวทำอาหารเอง ปีนี้ทนายจิว ซือเอี๊ย อายุเจ็ดสิบเก้าปี ทำวันเกิดอายุครบรอบแปดสิบปีล่วงหน้าก่อนหนึ่งปี ที่แปลกมากก็คือ อายุปูนนี้มีแขกมาอวยพรเพียงคนเดียวคือข้าพเจ้า อีกทั้ง ยังเป็นแขกที่มีอายุอ่อนกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ภรรยาของทนายจิวอายุหกสิบกว่า อ่อนกว่าสามีสิบกว่าปี ทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ทนายจิว มีลูกชายสองคนและลูกหญิงสองคน ลูกชายสองคนตายหมด คนหนึ่งตายที่อเมริกาด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ ขณะที่อายุได้ยี่สิบหกปี ยังไม่ได้แต่งงานลูกชายอีกคนหนึ่งแต่งงานได้ลูกชายไว้สืบสกุลหนึ่งคน แต่ปัญญาอ่อนโดยกำเนิด รูปร่างหน้าตาพิกลพิการช่วยตัว เองไม่ได้เลย ลูกชายคนนี้ยิงตัวตาย เพราะเจ็บช้ำตัดใจไม่ได้ ที่ภรรยาหนีตามดารานักแสดงไป ทิ้งลูกชายพิการตัวเล็ก ๆ ไว้
หลานชายปัญญาอ่อนคนนี้ บัดนี้อายุเกือบสามสิบปีแล้ว ยังสวมใส่เสื้อผ้า และกินอาหารเองไม่เป็น ขับถ่ายทุกอย่างยังต้องให้ปู่ย่าจัดการให้ ส่วนลูกสาวสองคนของทนายจิว คนหนึ่งไม่เต็มบาท ซื่อๆ บื้อๆ เอ๋อๆ ไม่ได้แต่งงาน ลูกสาวอีกคนหนึ่งแต่งงานไปแล้วสามครั้ง สุดท้ายต้องเป็นหม้ายกลับมาอยู่กับพ่อแม่ ฉะนั้นทนายจิววัยใกล้แปดสิบ จึงยังต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกสาวคนโตที่เป็นหม้าย คนรองที่ไม่เต็มบาท และหลานชายปัญญาอ่อนอีกรวมสามคน

หลังอาหารข้าพเจ้ากับทนายจิวนั่งคุยกันตอนหนึ่งทนายจิวพูดด้วยความเจ็บปวดว่า ลูกหลานจะเลือกทำอาชีพอะไรก็ได้ แต่อย่าให้เป็นทนายความเป็นอันขาด ชาวจีนมีคำพังเพยว่า ทนายความหนึ่งชั่วคน อับจนสามชั่วคนสิ้นทายาท ทนายจิวพูดต่อไปอีกว่า ตอนนั้นผมไม่เชื่อ คิดว่าพวกเขาอิจฉาตาร้อนที่เห็นผมได้ดีมีศักดิ์ศรี และจงใจสาปแช่งผม ฉะนั้น เมื่อสอบเป็นทนายความได้แล้ว ผมตัดญาติขาดมิตรหมดทุกคนเลย แม้มีใครจ้างให้ฟ้องร้องญาติของผมเอง ผมก็ยินดีจัดการเต็มที่ ขอให้มีเงินจ้างเป็นตกลง

บัดนี้ เงินทองผมมีแล้ว แต่ญาติมิตรสักคนก็ไม่มี เหลือแต่ทายาทที่จะต้องจบสิ้นรุ่นที่สามที่ยังมีชีวิตอยู่คนเดียว รุ่นที่สามคือหลานชายพิการ
ทายาทรุ่นที่สองคือ ลูกชายสองคนจบสิ้นหมดแล้ว วันนี้ผมเพิ่งเข้าใจคำว่า อับจนสามชั่วคน สิ้นทายาทนี่เอง ทนายความจิวสะท้อนใจต่อชะตากรรมของชีวิต แสดงออกทั้งสีหน้าวาจาและน้ำเสียง ทำให้อดสงสารไม่ได้ น้ำตาของทนายจิวคงไหลจนเหือดแห้งเสียสิ้นแล้ว เหลือแต่ดวงตาที่ไม่มีชีวิตชีวา ผมไม่รู้ว่าจะเอาคำพูดอะไรมาปลอบใจเขา ได้แต่นั่งนิ่งดูเขายกน้ำอัดลมขึ้นดื่มแล้วพูดต่อไปช้าๆ ??

ผม..ไม่เพียงไม่มีญาติเลยแม้สักคน เพื่อนก็ไม่มี โลกนี้แม้จะกว้างใหญ่ไพศาล แต่ทำไมจึงโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างนี้ เหมือนไม่มีที่ไปสำหรับผมคนแซ่จิว ที่ไร้ค่าหาความสำคัญไม่ได้เลยคนนี้ ที่ผมทนมีชีวิตอยู่ได้มาจนถึงวันนี้อายุแปดสิบปีแล้วยังไม่ตายนั้น หนึ่งคือสงสารภรรยาที่อายุอ่อนกว่าผมถึงสิบห้าปี เธอแต่งงานกับผมเมื่อเธออายุได้เพียงสิบเจ็ดปี จากนั้น เธอก็ไม่เคยมีความสุขเลย??

หากวันใดผมต้องจากเธอไปก่อน เธอคงทนไม่ได้?.. ความรู้สึกลึก ๆ บอกตนเองว่าผมจะต้องอยู่ต่อไป
ที่ฟ้าให้ผมมีอายุยืน คงจะต้องการให้บทเรียนแก่ผม ให้รับโทษจากนรกคนเป็น แม้เริ่มแรกจะได้เงินทองมา ขณะนี้เงินทองก็เพียงพอ แต่ที่ต้องรับสภาพครอบครัว ใกล้ตายสิ้นสูญ หรือ มีชีวิตอย่างสิ้นสูญ เช่นนี้ ความเจ็บปวดรวดร้าวคุณคงพอมองเห็นได้?..
ผมจึงได้บอกกับคุณและคุณโอ๊วว่า ลูกหลานจะเลือกทำอาชีพอะไรก็ได้ แต่อย่าให้เป็นทนายความเป็นอันขาด ข้าพเจ้าปลอบใจว่า อันที่จริงอาชีพทนายความนั้น เป็นอาชีพศักดิ์สิทธิ์ เป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจของปัญญาชนระดับสูง ยิ่งกว่านั้นในสังคมปัจจุบัน ต้องการผู้ประกอบอาชีพด้วยคุณธรรมมีจิต สำนึกช่วยเหลือคนยากจน ที่ถูกปรักปรำรังแก ช่วยเรียกร้องความถูกต้องยุติธรรม จึงได้ชื่อว่าเป็นอาชีพศักดิ์สิทธิ์ ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดออกไปมากมายอย่างนั้น

ทนายจิว สีหน้าสลดลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า ที่คุณว่ามานั้นก็ถูกต้อง ขณะเป็นนักศึกษา ทุกคนล้วนมีอุดมคติที่สูงส่งทั้งนั้น อยากช่วยสังคม อยากธำรงความยุติธรรม อยากสร้างระเบียบแบบแผนที่ถูกต้อง ให้แก่ชีวิตผู้ด้อยโอกาส
แต่? พอจบการศึกษาย่างเข้าสู่วงการ สิ่งชักจูงใจในวงการมากมายทำให้คล้อยตาม ลาภสักการะเข้ามาแทนที่อุดมคติหมดสิ้น จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมรับว่าความฟ้องล้มละลายรายหนึ่ง มารู้เอาภายหลังว่า จำเลยคือญาติห่าง ๆ ของผมเอง
ก่อนการตัดสินล้มละลายไม่กี่วัน ญาติผู้นั้นกับภรรยาพากันมาหาผมที่บ้านกลางดึก เขาคุกเข่าลงอ้อนวอน ขอให้เห็นแก่บรรพบุรุษที่เป็นพี่น้องกัน ขอให้ผมแก้คำฟ้อง อย่าให้ถึงกับล้มละลายเลย ที่แท้จริงคดีนี้ มันเป็นเรื่องปลาใหญ่กินปลาเล็ก โจทก์เอาเปรียบจำเลย ซึ่งผมได้รู้ก่อนแล้ว แต่โจทก์จะให้ผลประโยชน์แก่ผมถึงร้อยละหกสิบ หากชนะความ นอกจากผลประโยชน์จากเงินทองแล้ว ผมยังจะได้ชื่อเสียงเกริกก้องในวงการทีเดียว ฉะนั้น ไม่ว่าสองสามีภรรยาจะคุกเข่าอ้อนวอนอย่างไร ผมไม่ได้สะเทือนเลย

ตอนที่เขาเดินคอตกจากไป ญาติผู้ชายแหงนหน้าขึ้นฟ้าถอนใจยาว ญาติผู้หญิงพูดเปรย ๆ ให้ได้ยินว่า คอยดูเถอะปรักปรำ ทำให้เขาบ้านแตกสาแหรกขาด จะต้องสิ้นลูกสิ้นหลานตกนรกทั้งเป็น ผมไม่ใส่ใจคำพูดนี้เพราะฟังมามากแล้ว ผมคิดถึงแต่เงินก้อนใหญ่ที่จะได้รับ

สุดท้ายผลจากการว่าความของผม ทำให้ญาติผู้ชายฆ่าตัวตาย ญาติผู้หญิงเข้าโรงพยาบาลบ้า รู้ข่าวใหม่ ๆ ผมไม่สบายใจเล็กน้อย ตั้งใจว่าต่อไปจะไม่รับว่าความคดีอย่างนี้อีก แต่พอนานวันเข้าผลประโยชน์ก็ทำให้ผมทำลายครอบครัวเขาไปอีกนับไม่ถ้วน วันนี้ ผมจึงต้องตกอยู่ในสภาพของนรกคนเป็นอย่างนี้.


#14 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:22 PM

ทันตาเห็น

ในเมืองต่างจังหวัดมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งมีชื่อว่า หนังสือพิมพ์ทันตาเห็น ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมทางศาสนา บุญญาปาฏิหาริย์ และเรื่องราวลี้ลับต่าง ๆ
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แม้มิได้จำกัดแต่เฉพาะเหตุการณ์เรื่องราวของศาสนาใด แต่ก็เน้นหนักทางศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ แท้จริงแล้วศาสนาพุทธ ไม่นิยมกล่าวอ้างเรื่องปาฏิหาริย์ แต่คนทั่วไปล้วนสนใจเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ จึงเป็นเหตุให้คนนอกศาสนาเข้าใจผิด ปรามาสว่าศาสนาเป็นความเชื่อที่ทำให้ผู้คนหลงงมงาย
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ต่างจากหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่เสนอข่าวเศรษฐกิจ การลงทุนหรือเรื่องราวทันสมัย แต่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เจาะลึกถึงเบื้องหลัง ความเป็นจริงอันพิสดาร ดูอย่างกับไม่ใช่หนังสือพิมพ์สัมมาอาชีพ มีคนทำนายไว้ว่า ไม่พ้นปีสองปีคงจะต้องปิดสำนักพิมพ์เป็นแน่
เดือนมกราคม ปี ค.ศ.1998 สำนักพิมพ์จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก ฉบับพิเศษ ครบรอบสิบห้าปีเป็นอภินันทนาการ เท่ากับได้ลบล้างคำทำนายดังกล่าวเสียสิ้น

ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกติดตามหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น จนบัดนี้สิบกว่าปีแล้ว ถูกเรื่องราวบุญบาป สัจธรรมที่น่าศึกษาดึงดูดไว้ให้ติดตามเรื่อยมา บางครั้งก็ขอร่วมเสนอสิ่งน่ารู้ ในพุทธธรรมกับเขาบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงได้ผูกบุญสัมพันธ์กับ คุณกัว เจ้าของบรรณาธิการมาสิบกว่าปี ด้วยจดหมายอย่างสม่ำเสมอ
ข้าพเจ้ากับคุณกัว ได้แต่คุยกันทางจดหมาย แต่ไม่เคยพบปะเยี่ยมเยียนกัน บางครั้งเพราะงานยุ่งหลงลืมไม่ ได้ชำระค่าสมาชิกถึงสามปี คุณกัวก็ยังคงส่งหนังสือพิมพ์มาตามกำหนด มิได้ทวงถาม

ต้นปีนี้ ข้าพเจ้าได้ไปเข้าร่วมประชุมการศาสนาที่จังหวัดบ้านคุณกัว เราจึงได้พบกัน คุณกัวเป็นลูกจีนรุ่นที่สอง บัดนี้ อายุหกสิบห้าปี เมื่อปีที่คุณกัวอายุสี่สิบหก คุณกัวประสบอุบัติเหตุรถชนจนขาขาดทั้งสองข้าง ต้องนั่งรถเข็นแทนเดินด้วยเท้า

ข้าพเจ้ากับคุณกัวคุยกันถูกคอ คุณกัวจึงขอให้ข้าพเจ้าไปค้างที่สำนักพิมพ์ด้วยกัน คืนนั้นเราคุยกันจนดึก จึงได้รู้ว่าคุณกัวศึกษาพุทธธรรมมาลึกซึ้ง อีกทั้งหลักธรรมในศาสนาอื่น ๆ ก็เข้าใจได้ไม่น้อยโดยเฉพาะชื่นชอบต่อศาสนาปราชญ์ คุณกัวเคยแปลพระคัมภีร์คุณธรรม และคัมภีร์วิสุทธิสูตรของท่านอริยปราชญ์เหลาจื่อ คัมภีร์จงอยงของท่านจอมปราชญ์ขงจื่อ และพระสูตรอื่น ๆ ตีพิมพ์เผยแผ่ ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้อ่านเป็นอันมาก

จากคนที่ต่อต้านมาเป็นคนศรัทธาอย่างนี้ เริ่มจากที่คุณกัวเกิดอุบัติเหตุแล้ว

คุณกัวเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่อายุสิบหก เริ่มจากเป็นเด็กเลือกเก็บตัวพิมพ์ จนถึงตรวจทาน เรียงพิมพ์ เขาทำงานนี้มาสามสิบปี คลุกคลีอยู่กับคนสกปรกร้อยเล่ห์หลายรูปแบบ แต่คนใสย่อมใสด้วยตน คนขุ่นย่อมขุ่นด้วยตน คนที่สะอาดด้วยตนเองมีน้อย คนที่สกปรกด้วยตนนั้นมีมาก

คุณกัวจำได้ว่า ครั้งแรกที่เข้าไปทำงานในสำนักพิมพ์ วันหนึ่งขณะกวาดพื้น ก็ได้เห็นคนที่ใคร ๆ ยกย่องว่า ผู้จัดการฝ่ายข่าวสารโทรเลข เอาตะเกียบ ช้อน ชามก๋วยเตี๋ยวที่ตนเองกินหมดแล้ว โยนทิ้งออกไปทางหน้าต่างให้กลืนหายไปกับพงรกใต้ต้นมะม่วง
พอคนขายก๋วยเตี๋ยวมาเก็บชามเก็บเงิน เขาก็ปฏิเสธหน้าตาเฉยว่าไม่ได้กิน หนำซ้ำยังด่าทอ คนขายก๋วยเตี๋ยวว่าตีขลุมสุ่มสี่สุ่มห้า หาว่าเขากิน คนขายก๋วยเตี๋ยวเที่ยวตามหาชาม ที่เขาเป็นคนยกมาให้เอง หาเท่าไรก็ไม่เจอ เพราะมันไม่ได้อยู่ในห้องนั้นแล้ว สุดท้าย คนขายก๋วยเตี๋ยวก็จำใจเลิกหา ไม่ได้ทั้งชาม ไม่ได้ทั้งค่าก๋วยเตี๋ยว
ผู้จัดการฉ้อฉลคนนั้น ภายหลังได้เป็นวุฒิสมาชิก เรื่องเที่ยวเตร่ ส้องเสพ เล่นการพนัน อบายมุขทุกอย่าง เป็นงานประจำของคนอาชีพ ยิ่งกว่านั้นเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ คุณกัว เกี่ยวข้องด้วยล้วนเป็นคนหัวซ้ายสุดๆไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เชื่อเรื่องจิตวิญญาณ เห็นพุทธธรรมเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่เคารพศาสนา เคารพแต่เงินตรา เสพสุขกับวัตถุ ใช้วิธีเสเพลไปตามอารมณ์ความพอใจ

ในปีที่ คุณกัว อายุสี่สิบ เคราะห์กรรมก็ตามทัน เกิดเรื่องร้ายแก่ชีวิตครั้งแล้วครั้งอีก เริ่มจากลูกสาวอายุสิบหกหนีตามนักแสดงชายไป ปีต่อมา สำนักพิมพ์ที่ร่วมหุ้นกันกับเพื่อนขาดทุนหนัก หนี้ล้นพ้นตัว ต้องประกาศสิ้นเนื้อประดาตัวเลิกกิจการ คุณกัว ตกงานหมดเงิน กลายเป็นคนฉุนเฉียว โมโหร้าย กินเหล้าหัวราน้ำ

อีกหกปีต่อมา คุณกัว ขับรถปีนเกาะกลางถนนรถคว่ำหลายตลบ ต้องถูกตัดขาสองข้าง

อีกปีหนึ่งต่อจากนั้น ภรรยาคู่ชีวิตทนอยู่กับความอัตคัดขัดสนไม่ไหว หนีตามผู้ชายคนขับรถแท็กซี่ไป ถึงตอนนี้ คุณกัว พิการทั้งกายใจ บอบช้ำทั้งกายใจ ย้อนคิดถึงอดีตเมื่อครั้งยังระเริงใจ กลัดกลุ้ม ด้วยเรื่องอะไรก็ยังพอดับได้ด้วยเหล้า แต่บัดนี้ เหล้าสิบจอกกลอกให้เมาเอาไม่อยู่ จึงเห็นได้ว่าความทุกข์นี้หนักหนาเกินกว่าระงับได้ ย้อนคิดถึงความคะนองสุขท่ามกลางแสงสีสุรานารี ดนตรีเร้าใจในอดีต ขณะนี้มันไม่มีคุณค่า ไม่มีบทบาทประโลมใจให้หายทุกข์ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งรำลึกถึงกลับยิ่งรู้สึกละอายใจ เสียดายเงินทอง เสียดายเวลาที่สูญเปล่าไป ?

คุณกัว หมดอาลัยตายอยากในชีวิตจนถึงที่สุดแล้ว เขาฝากคนไปซื้อยานอนหลับมาสามสิบเม็ด เพื่อจบชีวิต สามวันสองคืนที่ คุณกัว หลับเป็นตายไม่รู้สึกตัวเลย จนกระทั่งเพื่อนบ้านมาพบเห็น จึงนำส่งโรงพยาบาลให้หมอล้างท้องช่วยชีวิตกลับคืนมา

คุณกัวขายทุกอย่างที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ซึ่งนอกจากหนังสือแล้วก็ไม่มีของมีค่าอะไร เขาพาสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว เดินทางไปเป็นลูกศิษย์วัดของหลวงน้าที่ต่างจังหวัด ร่ำเรียนพุทธธรรมอยู่สิบปี แล้วจึงกลับออกมาจัดตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ ทันตาเห็น ดังกล่าว

สามวันสองคืนที่ คุณกัว ได้หลับใหล พ้นไปจากภาวะโลกีย์วิสัย คุณกัว ได้สัมผัสกับมิติใหม่ที่สูงส่งด้วยพลังบริสุทธิ์ จึงได้รู้เห็นสัจธรรมชีวิตอย่างชัดเจน และร่วมอยู่กับสัจธรรมชีวิตอย่างสุขุมต่อมาจนบัดนี้.



#15 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:22 PM

บรรณาธิการเขียนเรื่องยักษ์

ข้าพเจ้ามีเพื่อนที่เปิดสำนักพิมพ์ท้องถิ่นคนหนึ่ง แซ่ ชื้อ มีชื่อว่า โอวมัก เขาเป็นเจ้าของบรรณาธิการเอง เป็นนักข่าวเอง ดูแลการพิมพ์เอง จัดจำหน่ายและเก็บเงินค่าโฆษณาเอง การทำงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของไทย ก็จะเป็นเช่นนี้ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ออกเดือนละ สองฉบับในวันหวยออก
เฮียมัก เป็นคนใจกว้างชอบสร้างสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม มีเพื่อนฝูงมาก เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี หนังสือพิมพ์ของเฮียมักจึงมียอดจำหน่ายมากที่สุดและยอดไม่เคยตกเลย บ้านและโรงพิมพ์ ของเฮียมักอยู่ในเมือง
นอกเมืองมีวัดอยู่วัดหนึ่ง เจ้าอาวาสกับชาวบ้านร่วมบุญกันสร้าง พระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่บนครึ่งเขา สาธุชนให้ทั้งปัจจัยและแรงกายหวังให้พระพุทธรูปสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเร็ววัน อันที่จริงการสร้าง พระพุทธรูปไว้คู่บ้านคู่เมือง ให้เป็นมหามงคลแก่ท้องถิ่นนั้น นับเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบเหมือนมีมารเข้าสิงสู่ เฮียมักเกิดจิตวิปริต เขียนข้อความโจมตีเรื่องนี้ลงหนังสือพิมพ์พาดหัวตัวใหญ่หลายฉบับติดต่อกัน
เฮียมัก เรียกงานบุญนี้ว่า งานสร้างยักษ์ ตีพิมพ์ตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้จบ อีกทั้งเรียก พระพุทธรูปใหญ่ที่สร้างว่า พระยักษ์ เฮียมักยังทายทักไว้อีกว่า สร้างพระยักษ์เสร็จเมื่อไร จะเกิดเหตุร้ายมา ถึงท้องถิ่น พฤติกรรมนี้ก่อเกิดความปั่นป่วน สาธุชนไม่พอใจกันไปทั่ว หลายฝ่ายแสดงตัววิจารณ์การกระทำนี้ว่าเหมือนจงใจจะเป็นปฏิปักษ์กับวัดชัด ๆ อันที่จริงแรกเริ่มทีเดียวการสร้างพระพุทธรูปนี้ ไม่มีการเรี่ยไรเงินทองจากคนทั่วไป มีแต่สานุศิษย์ยินดีเข้ามาร่วมบุญเอง ไม่น่าจะเป็นสาเหตุให้ถูกโจมตีได้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีขันติธรรมสูงมาก ไม่เดือดร้อนต่อการโจมตีทั้งหมด แต่ชาวบ้านไม่ยอมเห็นว่า คนหนังสือพิมพ์ใช้ปากกาทิ่มแทงทำร้ายพระพุทธรูปอย่างไม่จบไม่สิ้นเสียที จึงร่วมใจกันทำเรื่องฟ้องร้อง
เจ้าอาวาส กับ บรรณาธิการ เป็นความกันนับเป็นเรื่องใหญ่ ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนของศาสนา ฝ่ายหนึ่งมีปากกาเป็นอาวุธที่ทุกคนต่างขยาดหวาดกลัว ทั้งโจทก์และจำเลยล้วนเป็นที่เคารพนับถือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การว่าความครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องอึดอัดใจกันไปทั่ว
จำเลยยอมรับว่าหลักฐานทุกอย่างที่แสดงมาเป็นการกระทำของเขาจริงแต่เขาไม่ได้มีเจตนาร้าย ที่เรียกว่า พระยักษ์ นั้น เขาเพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นถึง ขนาดความใหญ่โตขององค์พระ ที่ทำนายว่าสร้างเสร็จแล้วจะเกิดเหตุร้ายแก่ท้องถิ่นนั้น เพราะเขาเห็นว่าการสร้างองค์พระใหญ่ หากไม่มั่นคงแข็งแรงพอ อาจพังทลายเป็นภัยแก่ผู้คนได้ ทุกคนเห็นว่า เฮียมัก ไม่มีท่าทางประสงค์ร้ายแต่อย่างใด แม้จะเป็นการพูดแก้ตัว หรือไม่อย่างไรก็ตาม ทนายความทั้งสองฝ่ายไม่มีใครอยากแพ้ อยากชนะ จึงขอให้ เฮียมัก ขอขมาต่อหลวงพ่อเจ้าอาวาส ที่ทำให้ท่านเข้าใจผิด และเดือดร้อนยุ่งยาก
ในที่สุดเพื่อความสงบสุขสมัครสมานกลมเกลียวของท้องถิ่น คดีความให้เลิกแล้วต่อกันไป ท่ามกลางเสียงถอนใจอย่างโล่งอกของชาวบ้านชาวเมืองที่เข้าไปร่วมฟังในศาลกันล้นหลาม กฎแห่งกรรม ของฟ้าดินเป็นเรื่องเหนียวแน่น เกี่ยวเนื่องที่มิใช่คำพูดขออภัย หรือให้อภัยแก่กันเท่านั้นจะลบล้างลงได้เลย
ปีที่เฮียมักกับภรรยาอายุสามสิบเก้าปี ลูกคนเล็กเป็นหญิงอายุได้สิบสามปีแล้ว ซึ่งเขาไม่คิด จะมีลูกอีก แต่อยู่ ๆ ภรรยาของเขาก็ตั้งครรภ์ได้ลูกชายคนที่สอง กระบวนการคลอดทุกอย่างเป็นปกติทั้งหมด ทารกน้อยก็แข็งแรงดี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้แพทย์พยาบาลทุกคนในห้องคลอด ต้องตกตะลึงพรึงเพริด
ทารกน้อย เพิ่งเกิด แต่หน้าแก่ มีรอยบากลึกสามเส้นบนหน้าผาก ขนคิ้วหนาดกยาวไปถึงจอนหูทั้งสองข้าง และเป็นสีน้ำตาลแดง ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมแบนใหญ่ ปากหนาเตอะกว้างใหญ่ผิดมนุษย์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้งไม่มีผิด
ชั่วขณะเดียวเท่านั้นคนทั้งโรงพยาบาล ก็วิ่งกันครึกโครม พากันมาดูเด็กประหลาด ในห้องคลอด ทุกคนที่ได้เห็นต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า ยักษ์ มาเกิด
ข่าวยักษ์มาเกิด แพร่สะพัดไปทั่วท้องถิ่นนั้นอย่างรวดเร็ว คนนับพันพากันมาขอดู จนแม้ออกจากโรงพยาบาล แล้วก็ยังพากันมาถ่ายรูป ขอทำข่าวที่บ้าน สถานีโทรทัศน์ ต่างประเทศก็มาด้วย
เฮียมักกับภรรยาทนอับอายขายหน้า และทนการถูกรบกวนจากคลื่นมหาชนไม่ได้จึงต้องย้ายบ้านหนี แต่ไม่ว่าจะย้ายบ้านหนีไปถึงไหนก็หนีไม่พ้น หลายครั้งที่เฮียมักอยากจะฆ่าลูกคนนี้เสีย แต่ก็ทำไม่ลง ลูกคนนี้นอกจากหน้าตาจะเหมือนยักษ์แล้ว ที่แปลกมากก็คือฟันหน้าไม่งอกก่อนเหมือนเด็กทั่วไป แต่กลับมีเขี้ยวสองเขี้ยวงอกโง้งออกมานอกปาก ต้องให้แพทย์ช่วยเลื่อยออก นี่คือ กฎแห่งกรรม ที่เฮียมักจะต้องจำทนรับความเป็นจริงไปจนตาย.


#16 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:23 PM

ผลัดกัน
น้องชายลูกพี่ลูกน้อง ที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างจังหวัด มีเรื่องเล่าประสบการณ์จริงมากมาย เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของผู้ป่วยที่มาขอรับการรักษา ดังที่เคยเขียนเล่าให้ฟังแล้วเรื่องหนึ่ง คือ ตะพาบน้ำผ่อนส่ง ให้ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องเล่านั้นไปลงหนังสือพิมพ์ แล้วตัดไปให้ผู้อำนวยการน้องชายดู หมอน้องชายได้นำข้อเขียนนั้นติดขึ้นไปบนป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ได้พบเห็น

เรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งที่หมอน้องชายเล่าให้ฟังคือ วันจันทร์วันหนึ่ง เป็นวันจันทร์ที่แปลกกว่าวันจันทร์อื่น ๆ เพราะปกติผู้ป่วยจะมาก งานจะยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่วันนั้นผู้ป่วยน้อย ทำงานอย่างสบายๆ นอกจากหมอและพยาบาลเวรแล้ว นอกนั้นเลิกงานกลับบ้านกันแต่วัน ผู้อำนวยการก็เช่นกันเตรียมตัวจะกลับบ้านแล้วเชียว พยาบาลเวรมารายงานว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิต เพราะปลาติดหลอดคอส่งมาโรงพยาบาลเชิญผู้อำนวยการไปรับเรื่อง ผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี เพิ่งหมดลมหายใจไปไม่นาน ร่างกายยังอุ่นอยู่ ตัวยังไม่แข็งทื่อ แต่หน้าซีดมาก และมีร่องรอยความทุกข์ทรมานมากก่อนเสียชีวิต

ญาติพี่น้องที่ส่งผู้ป่วยมาโรงพยาบาลบอกว่า ชายหนุ่มขาดใจตายก่อนมาถึงโรงพยาบาลครู่เดียวเท่านั้น แม้ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อมาอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว ตามระเบียบทางโรงพยาบาลยังจะต้องผ่าตัดชันสูตร เพื่อหาสาเหตุของการตาย เพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งตาย

จากปากคำของญาติที่มาส่งเล่าว่า ชายหนุ่มผู้ตายชื่อ นายแสง เช้าวันเกิดเหตุเขากับเพื่อน ๆ พากันไปหาปลาในนา เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก กุ้งปลาชุกชุม ทุกคนต่างจับได้กันไม่น้อย หนุ่มแสงจับปลาหมอได้ตัวหนึ่งแล้ว เหลือบไปเห็น ปลาไน ตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง มือไวเท่านัยน์ตา แต่ช้ากว่าความ คิด หนุ่มแสงใช้ปากคาบปลาหมอตัวน้อยไว้ สองมือตะครุบจับปลาไนตัวใหญ่ทันที แต่แล้วก็ต้องปล่อยให้ปลาในหลุดมือไป เพราะปลาหมอที่คาบอยู่ที่ปาก ดิ้นหลุดเข้าปากไปในลำคอ หนุ่มแสงตกใจ รีบล้วงมือเข้าปากจับปลาหมอดึงมันออกมา
แต่ช้าไปเสียแล้ว ครีบของปลาหมอ คมแข็งยิ่งกว่าหนามแหลม ยิ่งพยายามจับมัน เพื่อจะดึงออกมา มันยิ่งดิ้นลึกลงไปในลำคอ ครีบของปลาที่กางออก แทงย้อนทางออก ยิ่งดึงก็ยิ่งบาดลึก เจ็บปวดถึงขั้วหัวใจ เพื่อน ๆ พยายามจะช่วยหนุ่มแสง แต่ไม่เป็นผล ได้แต่เห็นเพื่อนนัยน์ตาเหลือก ดิ้นรนเจ็บปวดทรมาน ชักกระตุกใกล้จะตาย พวกเพื่อน ๆ เรียกรถได้คันหนึ่งรีบนำหนุ่มแสงส่งโรงพยาบาล แต่เขาทนความเจ็บปวดไม่ไหว สิ้นใจระหว่างทาง
ปลาหมอตัว ต้นเหตุการตาย ถูกนำออกมาจากลำคอของหนุ่มแสง ขนาดตัวเท่าหัวแม่เท้าเท่านั้น มันยังไม่ตาย ผ่าออกจากลำคอหนุ่มแสงแล้ว มันยังดีดดิ้นเสือกตัวแคล่วคล่องเหมือนอย่างเดิม
พยาบาลนำมันไปปล่อยลงในบ่อน้ำหน้าโรงพยาบาล เธอบอกว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาจับตัวฆาตกร ให้ไปจับได้ในบ่อ ส่วนศพของหนุ่มแสงญาติมานำกลับไปบำเพ็ญกุศล ด้วยความตื่นตระหนกและเศร้าเสียใจ

เรื่องราวที่หนุ่มแสงถูกปลาหมอจุกคอตาย ยังไม่ทันพ้นจากปากที่กล่าวขานกัน เจ็ดวันต่อมา คนหมู่บ้านนั้นก็ส่งผู้ป่วยมาโรงพยาบาลอีกคนหนึ่ง ด้วยสาเหตุและเหตุการณ์เดียวกัน ผู้เคราะห์ร้ายตายระหว่างนำส่งโรงพยาบาลเขาชื่อ นายทอง เป็นพ่อของหนุ่มแสงเอง

เหตุเกิดเช้าวันที่เจ็ดอันเป็นวันเผาศพหนุ่มแสง ตอนเย็นจะทำอาหารเลี้ยงแขกที่มาช่วยงาน นายทองจึงรีบตื่นแต่เช้า ไปช้อนกุ้ง ปลา หาตะพาบน้ำ นายทองสูบน้ำออกจากบ่อปลาให้งวดลงเหลือครึ่งบ่อ น้ำน้อยปลาเบียดเสียดกัน จึงกระโดดกันโผงผาง ง่ายแก่การจับ นายทองดีใจร้องตะโกนลั่นว่า ให้ลงมาช่วยกันจับ สองมือก็วักปลาเข้าสวิงไม่ได้หยุด
เหตุบังเอิญเกินกว่าจะคาดคิด ขณะนั้นเองปลาหมอตัวหนึ่งกระโดดผลุงหนีภัย แต่ช่างเหมาะเหม็งอย่างกับเล็งเป้าไว้ มันกระโดดเข้าไปในปากของนายทองพอดี ๆ สัญชาติญาณของปลาหมอไม่เคยอยู่นิ่ง มันจะกระเสือกระสนตลอดเวลา ทันทีที่เข้าไปในปากของนายทอง ปลาหมอตัวนั้นเสือกตัวเข้าไปในลำคอของนายทองทันที กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจับไม่ได้มันลื่นไถล นายทองมีอาการเจ็บปวดทรมานเช่น เดียวกับหนุ่มแสงลูกชาย นายทองตายระหว่างทาง ที่นำส่งโรงพยาบาลอย่างรีบด่วนเหมือนลูกชาย
ในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าพูดว่า ช่างบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ คนขยาดกลัว กฎแห่งกรรม เตือนย้ำจิตสำนึกตนระวังไว้ให้จงดี คนปากแข็งไม่เชื่อ กฎแห่งกรรม หุบปากอุบไว้ไม่แสดงความคิดเห็น
เพราะทุกคนในหมู่บ้าน รู้จักครอบครัวพ่อลูกนี้เป็นอย่างดี สี่ชั่วคนมาแล้วของตระกูลนี้ นอกจากทำนาเป็นอาชีพหลักแล้วรายได้เสริม คือ ทำปลาแห้ง ปลาที่จับได้เป็น ๆ ถูกไม้ไผ่เสียบปากร้อยเป็นพวง ๆ ละห้าตัวสิบตัว นำไปตากแดดสด ๆ คนที่เคยเห็นพ่อลูกครอบครัวนี้จับปลาเป็น ๆ มาเสียบไม้ตากแดด เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว ต่างแอบคิดกันในใจว่า
คนเสียบปลา
ปลาเสียบคน
ผลัดกันเสียบ.



#17 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:24 PM

พุทธานุภาพคัมภีร์ธรรม
มีญาติของญาติคนหนึ่ง ผมเรียกตามญาติว่า คุณตา ท่านแซ่ เอี๊ย ชื่อ บุ่งกวง เป็นนายแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลหลีเกียเซ้ง ที่เลื่องชื่อของอำเภอ ซัวเถา ประเทศ จีน อีกทั้งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ด้วย แถบมณฑล กวางตุ้ง ซัวเถา เมื่อเอ่ยชื่อ อาจารย์หมอเอี๊ย บุ่งกวง ไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จัก แม้ไม่รู้จักตัวก็รู้จักชื่อเสียง คุณตาหมอเกษียณเมื่อปีที่แล้ว ผมเพิ่งได้รู้จักกับท่าน
ระยะหลังนี้มีแพทย์จีนเข้ามาประกอบโรคศิลป์มากมายในประเทศไทย ถามไปส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของท่าน เมื่อไม่นาน คุณตาหมอมาเยี่ยมญาติที่เมืองไทย แน่นอนชาวต่างชาติเมื่อเข้ามาเที่ยวเมือง ไทย ส่วนใหญ่จะถูกนำเที่ยวพาชมวัดวาอารามกับห้างสรรพสินค้า แต่เท่าที่สังเกตได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะชอบไปห้างสรรพสินค้ามากกว่าไปวัด ในความรู้สึกของคนทั่วไป จะชื่นชมวัดก็เฉพาะความวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมที่ประกอบกันเป็นวัดเท่านั้น แต่ถ้าจะชวนให้ไปเที่ยวซ้ำก็จะไม่ยินดีนัก
ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ใช้การปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มาสี่ห้าสิบปีแล้ว ไม่มีศาสนา
ไม่ให้ถือศีลกินเจ คนทั่วไปจึงเห็นว่าพระพุทธะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องเหลวไหล เมื่อคนจีนแผ่นดินใหญ่มาเที่ยวเมืองไทย ข้าพเจ้าจึงมักไม่พาไปเที่ยววัด
สำหรับคุณตาหมอนั้น ทำให้ข้าพเจ้าผิดคาด ท่านไม่อยากไปสนุกเพลิดเพลินกับสิ่งวุ่นวาย
ไม่ชอบไปกินอาหารตามภัตตาคาร แต่เสนอรายการนำเที่ยวเองว่า ขอไปวัดคุณตาหมอบอกว่า แม้ที่ประเทศจีนจะมีวัดเก่าแก่โบราณอลังการมากมาย แต่ก็ยังเลื่อมใสวัดไทยเก่าแก่ที่รักษาคุณค่าทางศาสนาพุทธอยู่มาก โดยเฉพาะชื่นชมเลื่อมใสคนไทย ที่ศรัทธาสำรวมบำเพ็ญ ทำให้ได้เห็นโลกสันติสุขในอนาคตกาลได้ คุณตาหมอยังหยิบยกพุทธธรรมในพระคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรมากล่าวว่า
พระโพธิสัตว์ คือพระผู้ให้มหาทาน
ให้ทานทุกสรรพสิ่งได้ด้วยจิตอันเสมอภาค
มิได้ตระหนี่เสียดาย
มิได้หวังผลตอบแทน
มิหวังนามรูปชื่นชม
มิโลภอยากลาภสักการะ
แต่เพื่อฉุดช่วยอุ้มชูปกป้องเวไนยฯ ทั้งปวง
ให้คุณแก่เวไนย ทั้งปวง
ยิ่งกว่านั้น คุณตาหมอยังสวดท่องพระคัมภีร์พระสูตรสำคัญ ๆได้คล่องแคล่ว เช่น ปัญญาปารมิตาหฤทัยสูตร มหาธารณีฯ พระวิสุทธิสูตร วัชรญาณสูตร และบทสวดอื่น ๆ
ข้าพเจ้าใคร่รู้เหตุแห่งความศรัทธาของคุณตาหมอ จึงได้ซักถามจนได้ความเป็นจริงว่า คุณ
ตาหมอเป็นหมอที่เก่งมาก รับผิดชอบมาก มีเมตตากรุณาธรรมสูงมาก จึงมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในการบำบัด รักษาผู้ป่วยจากมือของท่านเกือบทุกราย
ผู้ป่วยจะต้องรอคิวรับการรักษาจากคุณตาหมอยาวเหยียดทุกวันทุกคนจะได้รับการเอาใจใส่ทันทีอย่างจริงจังรวดเร็ว แม้เวลาพักเที่ยงที่หมอและนักศึกษาแพทย์คนอื่น ๆ จะต้องผ่อนคลายตัวเองด้วยการค่อยๆรับประทานอาหารและเอนหลังตอนเที่ยงพักผ่อนจนพอเพียง แต่คุณตาหมอจะรับประทานหมันโถว (ซาละเปาไม่ใส่ไส้) ง่าย ๆ สองสามชิ้นกับเครื่องดื่มเล็กน้อยเท่านั้น คุณตาหมอใช้เวลาพักสั้นที่สุดแล้วตรวจรักษาต่อไป
คุณตาหมอจะใช้สมาธิในการตรวจรักษามา จนไม่รู้ตัวว่าได้นั่งท่าเดียว โดยไม่ขยับเขยื้อน จากเช้าจรดค่ำทุกวันทุกวันทั้งปีทั้งปีนับสิบปี ปีที่สิบเอ็ด คุณตาหมอป่วยหนักจากการตรากตรำสังขาร นั่งท่าเดียวตลอดเวลา จนคณะแพทย์ลงความเห็นว่าแม้หมอเทวดาก็รักษาไม่หาย
คุณตาหมอรักษาผู้ป่วยให้หายมานับไม่ถ้วน แต่บัดนี้ ตัวท่านเองกลับต้องเจ็บป่วย รอความตายถ่ายเดียว ทุกชีวิตล้วนมีสัญชาติญาณต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ในช่วงเวลาวิกฤตินั้นเอง มีแม่เฒ่าผู้ทรงศีล ท่านหนึ่งมาเยี่ยม แม่เฒ่าบอกคุณหมอว่า
เมื่อหมดหนทางเยียวยารักษาแล้ว ลองมาตั้งใจสวดพระคัมภีร์ดูซิ เผื่อจะเกิดปาฏิหาริย์ได้บ้าง แม่เฒ่าท่านนี้เคยมีประสบการณ์กับตัวเองมาก่อน ท่านตั้งใจสวดท่องพระคัมภีร์ได้ปีกว่า โรคร้ายก็หายอย่างกับปลิดทิ้ง
เหตุที่กายสังขารของคนไม่อาจดำรงคงอยู่ได้ เนื่องด้วยคนซ่านกระจายกายธาตุพลังหยาง แต่เดิมทีสิ้นเปลืองไปทั้งวัน ไม่อาจฝึกฝนหล่อหลอมใจให้ใจสมานกับพลังของฟ้าดินได้ คนจะต้องอาศัยพลังสมบูรณ์พร้อมของฟ้าดิน จะต้องมีพร้อมด้วยจิตใจของฟ้าดิน จึงจะไม่เจ็บป่วย จึงจะมีอายุวัฒนะ
คุณตาหมอเข้าใจความแยบยลระหว่าง คนกับฟ้าดิน จากพระคัมภีร์ต่าง ๆ ยิ่งศึกษา ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งรู้ซึ้ง จึงพยายามสวดท่องและเข้าถึง วันเวลานานเข้า ๆ ภาวะจิตอิสระอันมิได้กำหนดหมายเจาะจงหรือยึดมั่นถือมั่นก็เกิดขึ้น ทั้งกายใจของคุณตาหมอเบาสบาย เส้นสายที่แข็งเกร็ง โรคภัยที่แทรกแซงอยู่ทั่วร่างได้อันตรธาน คลี่คลายหายไปโดยไม่รู้ตัว กลับมีชีวิตชีวามีกำลังวังชา มีความเมตตากรุณา สบายพร้อมทั้งกายใจ
หนึ่งปีต่อมา หลังจากสวดท่องพระคัมภีร์ต่างๆจนประทับใจ และสวดท่องได้ทุกขณะจิตแล้ว คุณตาหมอพักฟื้นบำรุงสุขภาพอีกครึ่งปี จากนั้นก็เข้ารับภาระหน้าที่บริการรักษาผู้ป่วยเหมือนอย่างเดิม แต่ครั้งนี้แม้ผู้ป่วยจะทวีจำนวนมากขึ้น คุณตาหมอกลับมิได้คร่ำเครียดเหนื่อยหนักเลยวงการ
แพทย์ที่รู้เห็นเรื่องนี้ ต่างฉงนสนเท่ห์มาก ที่คนใกล้ตายคืนชีพและแข็งแรงสดใสกว่าเก่าได้ ผู้เข้าใจใน กฎแห่งกรรม จะเห็นปรากฏการณ์นี้เป็นไปได้ เพราะคุณหมอมีจรรยาแพทย์ มีความตั้งใจจริงต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ผู้ป่วย
ที่สำคัญ คุณตาหมอได้รับ พุทธานุภาพจากคัมภีร์ธรรม ค้ำชู


#18 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:24 PM

รอดพ้นเคราะห์ภัย

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ ชอบจะรวมตัวกันตอนค่ำหลังกินข้าว อาบน้ำแล้ว เราห้อมล้อมแม่รบเร้าให้แม่เล่านิทานให้ฟัง แม่เหนื่อยหนักจากงานบ้านมาแล้วทั้งวัน จะหยุดพักสักอึดใจ หลัง จากเก็บล้างทำความสะอาดครัว อาบน้ำอาบท่า ?.. แต่เมื่อลูก ๆ เรียกร้อง มีหรือที่แม่จะไม่สนองตอบ ?.. ไม่รู้แม่เอากำลังวังชามาจากไหน นิทานของแม่ก็เหมือนเปิดกรุมหาสมบัติขนาดใหญ่ เล่าไม่รู้จักจบ เล่าได้นานเป็นชั่วโมง ลูก ๆ ใจจรดใจจ่อเงยหน้าอ้าปากฟังจนหลับไปทีละคน ?
แม่จึงเลิกเล่า อุ้มพวกเราเข้านอน
แม่ผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของลูก ๆ รูปกายจากหายไปหลายปีแล้ว แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านฝังอยู่ในความทรงจำที่ถูกจารึกไว้ในจิตสำนึกพระคุณ
แม่มักจะเล่านิทาน หรือตำนานประวัติ ที่เพิ่มพูนสติปัญญา ข้อคิดเตือนใจให้แก่ลูก ๆ ทุก ๆ เรื่อง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านเล่าว่า

มีชายคนหนึ่ง เจ้าของบ้านจะฆ่าเป็ดฆ่าไก่เลี้ยงรับรองเขา ในฐานะที่เขาเป็นแขกมาเยือนที่บ้าน ชายผู้นั้นทนเห็นเจ้าของบ้านฆ่าเป็ดฆ่าไก่ เพื่อมาเลี้ยงเขาไม่ได้ จึงได้โกหกเจ้าของบ้านไปว่า ตนเองกินเจตามกำหนดตรีเทพ

เจ ตามกำหนดตรีเทพ คือ กินเจในวันสำคัญที่เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในชั้นฟ้ากำหนดไว้ อันนอกเหนือจากวันพระ ที่ต้องกินเจกันเป็นประจำอยู่แล้ว ด้วยกุศลจิตอันเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาธรรมนี้ วันนั้นคลื่นลมพัดจัด แต่ชายผู้ใจบุญโดยสารเรือกลับบ้านด้วยความปลอดภัย
เมื่อเดือนที่แล้วข้าพเจ้ากับเพื่อนเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด เพื่อนร่วมทางคนนี้บวชได้ไม่กี่พรรษา แต่เคร่งครัดปฏิบัติดีมาก แม้มีภาระทางโลกจำต้องสึกออกมา ก็ยังคงรักษาศีลได้ดี
เพื่อนบ่นว่า น่าเสียดายที่คนสมัยนี้ไม่มีจิตสำนึก แม้ขณะบวชเรียนอยู่ก็ยังไม่ถือศีล โดยเฉพาะศีลห้า ข้อปาณาติบาท อย่างนี้ แล้วจะจรรโลงพุทธศาสนาได้อย่างไร วันนั้นเราอยู่ที่บ้านญาติกันจนเย็นค่ำ น้องชายลูกพี่ลูกน้องขับรถ อีแต๋นออกมาส่งเราที่ท่ารถ เพื่อโดยสารรถขนส่งประจำทางกลับเข้ากรุงเทพฯ
ชนบทบ้านญาติอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงสิบสองกิโลเมตร แต่รถอีแต๋นใช้เวลาวิ่งนานถึงหนึ่งชั่วโมง เพราะสภาพถนนยังเป็นดิน บวกกับฝนตกเมื่อตอนบ่าย จึงกลายเป็นโคลนเละไปหมด ข้าพเจ้าห่วงว่า จะขึ้นรถเที่ยวแรกไม่ทัน แต่เพื่อนกลับบอกน้องชายว่าให้ขับช้า ๆ เพราะเกรงว่ารถจะทับเอาปูจั๊กจั่น กุ้ง หอย ปู ปลา หรือแม้แต่งูที่หนีน้ำในนาขึ้นมาบนถนน
รถอีแต๋นวิ่งช้ามากอยู่แล้ว ยังขอให้ขับช้าลงอีก ถ้าขึ้นรถเที่ยวแรกไม่ทันจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง จึงจะมีรถเที่ยวที่สอง ข้าพเจ้าจึงร้อนใจมาก เพื่อนทิดสึกใหม่ไม่สนใจเรื่องเวลา ว่าจะทันหรือไม่ทัน เขาสั่งให้น้องชายหยุดรถหลายครั้ง ลงไปจับกุ้งหอยปูปลา ที่เพ่นพ่านอยู่กลางถนน โยนลงน้ำกลับไปในนา
ข้าพเจ้าชักฉุนรถวิ่งช้า เวลาค่ำมืด ยังจะหยุดรถครั้งแล้วครั้งอีก รู้สึกว่า เพื่อนออกจะลวดลายใจบุญเกินเหตุ พอเพื่อนเรียกให้หยุดรถอีก ข้าพเจ้าจึงตัดบทว่า ไม่ต้องหยุดแล้ว ไปไม่ทันแล้ว ?เที่ยวแรกไม่ทันก็ไปเที่ยวที่สอง เที่ยวที่สาม หรือไปพรุ่งนี้เที่ยวเช้ามืดก็ได้?
เพื่อนตอบอย่างใจเย็น ข้าพเจ้าจึงต้องระงับ อารมณ์ไว้ ปล่อยให้เพื่อนลงรถไปขนถ่ายชีวิตเขาต่อไป

พอมาถึงท่ารถ นึกแล้วไม่ผิด รถคันที่หนึ่งออกจากท่าไปแล้ว รถเที่ยวที่สองของคืนนี้จะต้องรวมกันกับเที่ยวที่สาม เพราะมีผู้โดยสารไม่มาก จึงต้องรอไปอีกสามชั่วโมง ข้าพเจ้าให้น้องชายที่ขับรถมาส่งกลับไปก่อน ไม่ต้องมานั่งแกร่วรอส่งเราขึ้นรถ ส่วนเพื่อนนั่งหลับตาทำสมาธิสบายอารมณ์ ซึ่งกับข้าพเจ้าที่ต้องเดินไปเดินมาสะกดอารมณ์ขัดเคืองอยู่

รถที่เราโดยสารกลับเข้ากรุงเทพฯ ขับเร่งเวลาเร็วอย่างกับลมพายุแต่อยู่ ๆ ก็ชะลอลงกระทันหัน สองข้างทางนอกรถมืดสนิท เห็นรถติดข้างหน้าเป็นขบวนยาว ประมาณหนึ่งกิโลเมตรข้างหน้ามีแสงไฟเจิดจ้าจากการทาง และจากหน้ารถหลายคันรวมตัวกัน แสงไฟสัญญาณรอบทิศวับ ๆ แปลบปลาบนัยน์ตาเห็น
ผู้คนวิ่งกันอลหม่าน เสียงพูดจาสับสน สภาพอย่างนี้จะต้องมีอุบัติเหตุแล้วแน่นอน ได้ทราบรายละเอียดในภายหลังว่า รถสิบล้อชนกับรถขนส่งประจำทาง มีผู้เสียชีวิตทันทีสิบสามคน นอนระเนระนาดอยู่ข้างทางด้วยอาการร่อแร่หลายคน ได้รับบาดเจ็บที่แขนขาอีกหลายคน ที่ทำให้สยองขวัญสะท้านหนักกว่านั้นคือ เมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า รถขนส่งประจำทางที่ชนเข้าอย่างจังกับรถสิบล้อคันนั้น คือ รถเที่ยวแรกที่ข้าพเจ้าฮึดฮัดขัดใจมาขึ้นได้ไม่ทันเพื่อนดูอย่างกับล่วงรู้เหตุการณ์ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับรถเที่ยวแรกอย่างนั้น เขายังคงนั่งหลับตา ทำสมาธิอยู่กับที่นั่งบนรถไม่ได้ตื่นเต้นลงมาดูเหตุการณ์จริง อาการของเพื่อนทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาซึม และเผลอตัวยกมือท่วมหัวสาธุแก่เพื่อน.



#19 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:25 PM

รักษากลากหนังงู

ปีที่แล้ว ได้ไปเที่ยวสุไหงโก-ลกกับเฮียเลี่ยวและเฮียปึง พร้อมกับเยี่ยมเยือนเฮียโค้ว เพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมายี่สิบกว่าปีที่นั่นด้วย
เฮียโค้วพาเราข้ามฝั่งไปมาเลเซีย และได้พบกับเฮียเฮี๊ยะกับเจ๊อั๊ง ที่เป็นชาวเมืองกลันตัน จากนั้นเราทั้งหมดห้าคนก็พากันกลับมาที่สุไหงโก-ลก หลังอาหารเย็นมีเวลาว่าง เฮียเฮี๊ยะกับเจ๊อั๊งเสนอว่า น่าจะพากันไปดื่มเลือดงูกินดีงูที่ตลาดอาหารโต้รุ่ง สุไหงโก-ลกเป็นตลาดงูที่มีชื่อเสียงในจังหวัดภาคใต้ของไทย ชาวมาเลเซียที่ชอบกินเนื้องู ยังต้องข้ามฝั่งมากินที่นี่ พอได้ยินคำเสนอให้ไปกินดีงูดื่มเลือดงูเท่านั้น เฮียโค้วก็มีอาการกระสับกระส่าย แสดงสีหน้าปฏิเสธทันที สุดท้ายก็ได้เอ่ยปากขอร้องทุกคนว่า อย่าไปเลย
เฮียโค้วนึกเหตุผลอย่างดีที่ไม่ควรไปออกมาได้ จึงยกมาขอปฏิเสธย้ำว่า เฮียเพียว (ข้าพเจ้าเอง) กินเจตลอดชีวิต ขอให้ทุกคนเห็นแก่เฮียเพียวอย่าไปเลย ข้าพเจ้าแปลกใจว่า ทำไมเฮียโค้วต้องยกเอาข้าพเจ้ามาเป็นเกราะ สุดท้ายทุกคนก็ตัดสินใจไม่ไป
เฮียโค้วชี้แจงเหตุผลว่า ?อันที่จริงทุกคนเดินทางมาไกล ผมเป็นเจ้าของบ้าน น่าจะพาพวกท่านไปชิมอาหารเลื่องชื่อพิเศษของบ้านเมืองถึงจะถูก แต่ต้องขออภัยที่ทำให้ทุกคนหมดสนุก ถ้าหากทุกคนไม่รังเกียจ เรากลับไปกินหูฉลาม กุ้งมังกรที่ภัตตาคารกันอีกรอบหนึ่ง ผมยินดีเลี้ยงเต็มที่?
เราทุกคนเพิ่งอิ่มมาจะกลับไปกินอีกรอบยังไงไหว จึงขอทราบเหตุผลว่า ทำไมเฮียโค้วไม่อยากให้เราไปดื่มเลือดงู เฮียโค้วกระดากเล็กน้อย แล้วถกเสื้อขึ้นครึ่งตัวให้เราดู ขี้กลากหนังงูผืนใหญ่บนกลางหลัง ผิวหนังตรงที่เป็นขี้กลากหนังงู จะมีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา แข็ง หยาบแห้ง
เฮียโค้ว เล่าว่า เมื่อตอนเป็นเด็กร่างกายของแกอ่อนแอมากจนถึงสิบกว่าขวบ เตี่ยแม่รักและห่วงใยพยายามให้ยาบำรุงทุกอย่าง แต่ไม่อาจบำรุงได้ แม้กระทั่งบำรุงด้วยเลือดงูไปแล้วแปดตัวสิบตัว ร่างกายก็ยังอ่อนแอเหมือนเดิม เตี่ยพาลูกชาย คือ เฮียโค้ว ไปดื่มเลือดงูสด ๆ ที่ตลาด ได้ยินเขาว่างูที่ยิ่งมีพิษร้ายแรง เลือดของมันยิ่งเป็นยาบำรุงได้ดี
กรรมวิธีดื่มเลือดงูนั้น เขาเริ่มจากผูกคองูแขวนไว้กับเสาหรือตะปูบนผนัง ดึงหางงูให้ตัวตรง ตัดปลายหางงูส่วนหนึ่ง ปากของคนที่จะดื่มเลือดงู อมที่ปลายหาง ดูดกินเลือดงูที่ไหลปรี่ออกมาตลอดเวลา จนกว่าเลือดจะหมดตัวงู มีคนบอกว่า ?เหมือนเด็กดูดน้ำนมแม่อย่างนั้นแหละ? แต่ข้าพเจ้าบอกว่า ?เหมือนผีดิบดูดเลือดชัด ๆ?
เริ่มแรกที่ทำการดูดเลือด งูพยายามดิ้นรน มันบิดตัวเป็นเกลียว แต่ถูกคนขายงูดึงไว้ด้วยกำลังแรง เชือกที่ผูกรัดคอคล้องไว้กับตะปูตัวใหญ่ก็แน่นหนามาก งูไม่มีทางดิ้นหลุดได้เลย เลือดในตัวของมันจึงถูกดูด ดูด ดูดจนเหือดแห้ง บัดนี้ งูดุ อสรพิษที่ว่องไวน่ากลัว หมดสภาพโดยสิ้นเชิง มันถูกห้อยโตงเตงอยู่ตรงนั้น จึงไม่รู้จะพูดว่างูดุร้ายหรือคนดุร้ายกว่า
เฮียโค้ว เล่าต่อไปว่า ตัวแกเองขี้ขลาดไม่กล้าดูดเลือดงู แต่เตี่ยทั้งขู่ทั้งหลอกล่อ และเพื่อไม่ให้ลูกกลัว จึงใช้ผ้าขาวพันรอบตัวงูจนมิดชิด โผล่ชายผ้าออกมาตรงปลายหางที่จะดูดเล็กน้อยเท่านั้น
เฮียโค้ว ถูกเตี่ยหว่านล้อมแกมบังคับ ให้ดูดเลือดงูไปแล้วสิบกว่ายี่สิบตัว กินดีงูพิษไปแล้วสิบลูก ความแข็งแรงที่เตี่ยหวังจะให้ลูกเป็นยังไม่เห็นผลเลย แต่ที่เห็น ๆ คือ กลางหลังเกิดแผ่นเนื้อหยาบหนาขึ้นมาแผ่นใหญ่
แผ่นเนื้อนี้คันมาก คันจนนอนไม่หลับ โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนและดื่มเหล้า จนอยาก จะเฉือนมันทิ้ง
เฮียโค้ว ไปหาหมอมาแล้วจนทั่ว ทั้งกินยาฉีดยาสารพัดวิธี ทำอย่างไรก็ไม่หาย สุดท้ายแผลหยาบหนายังกลายเป็นเกล็ดปลาหรือคล้ายหนังงูเสียอีก สามสิบกว่าปีที่เฮียโค้วต้องทนทุกข์ทรมานจากผลของการดื่มเลือดงู บางครั้งทุเลาลงก็คือ คันน้อยหน่อย ผิวหนังเกล็ดปลาลอกหลุดลงบ้างแต่หนังที่เกิดมา ใหม่ก็ยังคงเหมือนเดิม แต่เมื่อไรที่อาการหนัก ก็จะถึงกับสวมเสื้อไม่ได้ไปหลายวัน
เฮียโค้ว รู้ว่าข้าพเจ้ามีตำรายาสมุนไพรดี ๆ มากมาย จึงถามว่าพอจะมีทางรักษาได้ไหม ข้าพเจ้าขอดูเนื้อหนังกลางหลังเขาให้ละเอียดอีกที ทุกอย่างมันมีลักษณะเข้าตำราโบราณ
ข้าพเจ้าจึงกล่าวแก่เฮียโค้วว่า ผิวหนังของคนเหมือนหนังงู มีเกล็ดเรียกว่า ตัวงู หนังงู ผิวหนังจะไม่เจริญ นุ่มเนียนได้ จะลอกหลุดเหมือนคราบงู เรียกว่า ขี้กลากหนังควายที่ดื้อยา แต่โบราณมายังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้ไม่
โรคผิวหนังดื้อด้านโรคนี้ มุขมนตรีจัง ก๊กพวง ในสมัยราชวงศ์ชิง ก็เป็น พวกหมอทั้งหลายรักษา ท่านไม่หาย ซ้ำยังเอาใจยกยอปอปั้นว่าเกล็ดมังกรขึ้นตัว จะได้เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านมุขมนตรีจึงต้องคันคะเยอรอคอยอำนาจวาสนาต่อไป
สิ่งที่ผมจะแนะนำการรักษาให้แก่เฮียโค้วนี้ ให้ผลดีทั้งทางตรงทางอ้อม ขอให้ตั้งใจจริง
ข้อหนึ่งคือ ถือศีลกินเจ อย่าเบียดเบียน อย่าเกี่ยวกรรม กับชีวิตเลือดเนื้อเขาอีกต่อไป
ข้อสองคือ ปลดปล่อยชีวิตเขา ปล่อยปลาก็ให้ปล่อยปลาไหล หรือปลาตระกูลงู เพราะงูนั้น ซื้อมาปล่อยไม่ได้
ข้อสามคือ ยาสมุนไพร สี่ปังกี อะจิเช่า ตกคาไน้ เซี่ยวซัวโฮ่ว สี่อย่างนี้โขลกรวมกันพอกบนหนังด้านนั้น ส่วนหนึ่งแช่เหล้าไว้ ถ้าส่วนที่พอกไว้แห้งไป ให้เอาส่วนที่แช่เหล้าพรมให้ชุ่ม อย่าปล่อยให้ผิวหนังส่วนนั้นแตกแห้ง
ถ้าทำอย่างนี้ได้ทั้งสามข้อก็จะค่อย ๆ หายได้
การรักษาโรคอะไรก็ตาม วิธีนั้นจะต้องประกอบด้วย การตัดเจ้ากรรมนายเวรรายใหม่ สร้างบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรด้วย จึงจะหายขาด.


#20 titatree

titatree

    สมาชิก...ขาประจำ

  • VIP
  • PipPipPip
  • 672 posts
  • Gender:Male
  • Location:-

Posted 09 January 2009 - 11:25 PM

น้องสี่ทำโรงงานผลิตอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ในการผลิต ล้วนเกี่ยวกับหม้อกระทะ ฟืน ไฟขนาดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เมื่อก่อนอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้ยังไม่ทันสมัย ไม่อาจควบคุมได้เหมือนอุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ฉะนั้นจึงเกิดปัญหาหม้อระเบิด เตาระเบิด กระทะแตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่บ่อย ๆ ทุกครั้ง ที่เกิดอุบัติเหตุอย่างนี้ นอกจากข้าวของแตกหักเสียหาย คนงานบาดเจ็บแล้วบางครั้งยังถูกน้ำร้อนลวกรุนแรง จนถึงแก่ชีวิตก็มี น้องสี่จึงต้องจัดเตรียมยารักษาแผล ถูกเผาไหม้ ถูกน้ำร้อนลวกจนเนื้อสุกไว้เป็นประจำในโรงงาน
ยาของน้องสี่มีสรรพคุณพิเศษและวิเศษมาก จนผู้คนร่ำลือกันไปทั่วฉะนั้นจึงมีผู้มาขอยาไปใช้เสมอ ซึ่งน้องสี่ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้ และให้ทีละมาก ๆ อีกทั้ง ยังเปิดเผยตำรายาวิเศษสอนให้เขาเอาไปทำใช้เองอีกด้วย ได้ยินคนที่เคยขอยานี้ไปใช้ หรือเอาตำราไปทำเอง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนยาเทวดา เนื้อหนังที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก กล้ามเนื้อแยก แรงไฟเป็นพิษ หัวใจ ตับไต จะทนพิษความร้อนไม่ไหว เพียงแต่เอายานี้ทาลงไปจะดับพิษได้และเห็นผลทันที
วิเศษกว่านั้นก็คือ บริเวณที่ทายานั้น เมื่อแผลหาย ผิวหนังจะคืนสภาพปกติไม่มีร่องรอยบาดแผลให้เห็นเลย หลายปีก่อนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ รถบรรทุกถังบรรจุแก๊สระเบิด ที่ถนนเพชรบุรีในกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้คนถูกไฟคลอกตายในรถตาย เพราะแรงระเบิด ถูกไฟเผาตายไปหลายสิบคน ผู้บาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างมากมายถูกส่งเข้าไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ผู้บาดเจ็บเหล่านั้นส่งเสียงร้องโอดโอยครวญครางไม่ขาดสายเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก ผู้บาดเจ็บหลายคนทนความเจ็บปวดไม่ไหว ทุรนทุรายจนสิ้นใจเป็นโศก
นาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เขย่าขวัญบีบคั้นจิตใจผู้รู้เห็นเหตุการณ์ ผู้ได้ยินได้อ่านข่าวกันทั่วโลกในครั้งนั้น
ทางการแพทย์ที่แผ่นดินใหญ่ประเทศจีน ขอยื่นมือเข้ามาช่วยทำการรักษาให้ยาด้วยเห็นแก่มนุษยธรรม และสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ เมื่อเพื่อนบ้านทุกข์ร้อนเช่นนี้ เรามีวิธี มียาดีที่จะช่วยเหลือได้ ใครเลยจะเอามือซุกกระเป๋ายืนดูเฉยอยู่ได้
ทางการแพทย์ของไทยก็ยินดีรับไมตรีจิตนั้น แต่ยังไม่รู้จักยาสมุนไพร ที่ได้ผลชะงัดตำรับวิเศษนั้นของจีนจึงปฏิเสธไป โดยอ้างว่า ยานั้นยังไม่ได้รับการรับรองสรรพคุณจากองค์การอนามัยโลก ความ ล่าช้าในการตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้ผู้บาดเจ็บต้องตายไปอีกมากมาย โดยไม่มีโอกาสได้ใช้ยานั้น อุบัติเหตุ สะเทือนขวัญดังกล่าว ได้เรียกเมตตากรุณาธรรมในจิตใจของหลาย ๆ คนให้เกิดขึ้น มีการทำบุญให้ทาน สวดมนต์ภาวนา ถือศีลกินเจ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บาดเจ็บกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยที่ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติมิตรต่อกันเลย
ยาวิเศษของน้องสี่ ก็มีผู้ปรารถนาดีเสนอให้นำไปรักษาผู้ป่วย แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังไม่ตัดสินใจจะทดลองใช้ ยึดยื้อนานไป ผู้ป่วยก็ได้แต่ตายไปอีกทีละคนสองคน มีญาติห่าง ๆ ของเพื่อนคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุครั้งนั้นกับเขาด้วย จากการที่แก๊สแผ่กระจายอยู่ในอากาศเป็นบริเวณกว้าง ไฟลุกไหม้ไปตามแก๊ส ใครที่อยู่ในรัศมีแก๊สล้วนติดไฟ ญาติผู้นี้ถูกไฟลามเลีย เพียงไหล่แขนข้างเดียว เขาได้รับยารักษาจากน้องสี่ ทายาได้ไม่กี่วันเนื้อหนังที่พองแดงก็หายเป็นปกติ

วันหนึ่งพระสงฆ์หนุ่มจากต่างจังหวัดรูปหนึ่ง อุตส่าห์จ้างเหมารถมาส่งผู้บาดเจ็บคนหนึ่งที่โรงงานของน้องสี่ ผู้บาดเจ็บชายถูกน้ำร้อนลวก ท่อนบนเนื้อหนังสุกแดงไปครึ่งตัว เขาเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนานถึงสองเดือนแต่ไม่หาย

พระหนุ่มได้เล่าเรื่อง กรรมตามสนอง ของนายพันธุ์ผู้บาดเจ็บให้ฟังว่า

นายพันธุ์อายุสี่สิบเอ็ดปี เคยมีอาชีพจับกบขายอยูนานถึงยี่สิบสามสิบปี ปีที่แล้วเขาหารายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการลอกหนังกบสด ๆ ออกเสียก่อน จะส่งกบไปขายให้ภัตตาคาร ส่วนหนังกบตากแห้งไว้ขายให้แก่พ่อค้าชาวญี่ปุ่น ที่มาผูกขาดซื้อไปเป็นประจำ กบหนึ่งตัวจึงทำเงินให้ได้ถึงสองทาง ในตลาดสดเราจะเห็นกบเป็น ๆ ที่ถูกลอกหนังทั้งตัวเป็นจำนวนมาก กบถูกกองทับถมตะเกียกตะกายหาทางปีนป่ายจะเอาชีวิตรอดอยู่ในภาชนะต่าง ๆ เนื้อที่ปราศจากหนังห่อหุ้มของกบแดงใสทะลุ จนเห็นเส้นเลือดเส้นเอ็น และกระดูก มีเลือดซึมซิบ ๆ อยู่ทั่วตัว นัยน์ตาที่แสดงถึงความเจ็บปวดและยังมีชีวิตอยู่ของมัน ทำให้บางคนไม่กล้าสบตาด้วย จิตใจของคนเราเป็นอย่างไรไป เหตุใดหนอจึงกลืนกิน จึงทำร้ายกันได้ลงคอเช่นนี้

นายพันธุ์แม้จะได้เงินทองจากอาชีพนี้มาใช้จ่ายคล่องมือ แต่ต้องประสบวิบากกรรมในชีวิตมากมาย

วันหนึ่งเมื่อพระสงฆ์ญาติกันรูปนี้มาเยี่ยม เห็นนายพันธุ์กำลังลอกหนังกบเป็น ๆ อยู่ให้บังเกิดเวทนาสะเทือนใจนัก จึงขอบิณฑบาตว่า อย่าเอาความทรมานของเขา มาเลี้ยงดูชีวิตตนอย่างนี้ต่อไปเลย เลิกเสียเถิด มิฉะนั้นผลกรรมจะตามสนอง พระสงฆ์ญาติกันรูปนี้ แนะนำให้นายพันธุ์เปลี่ยนอาชีพ ไปทำงานที่โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง มิใช่พระสงฆ์รูปนั้นท่านสาปแช่ง

แต่ถึงเวลาผลกรรมตามมาถึงแล้ว นายพันธุ์เข้าทำงานที่โรงงานได้ไม่ถึงเดือน ก็ได้รับอุบัติเหตุถูกน้ำร้อนลวกไปครึ่งตัว

นายพันธุ์ได้รับการรักษาเป็นอย่างดี จากสวัสดิการของโรงงาน แต่หนังที่ถูกลอกไปไม่ยอมเกิดเสียที ยังคงเหมือนเนื้ออ่อน ๆ สีแดงของกบ ที่เขาเคยลอกหนัง มีเลือดซึมซิบ ๆ เจ็บ ๆ แสบ ๆ ไม่หาย

นายพันธุ์ได้รับการรักษาด้วยยาวิเศษพิเศษของน้องสี่อยู่เดือนกว่า จึงมีเนื้อใหม่เกิดขึ้นบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเนื้อกบที่ถูกลอกหนังสด ๆ อยู่อย่างนั้น

โรคจากแรงกรรม สรรพคุณยาวิเศษยังต้องพ่ายแพ้ให้แก่มัน.






0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users